“กระทรวงการต่างประเทศ” เตือนอย่าเขียน-แสตมป์ลายการ์ตูนลงในหนังสือเดินทาง เสี่ยงโดนห้ามเข้าประเทศ

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โพสต์เตือนนักท่องเที่ยว อย่าเขียน ขีดฆ่า แสตมป์ลายการ์ตูนลงในหนังสือเดินทาง จะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศ หากมีข้อสงสัย โทร.สอบถามได้ที่ 0-2572-8442 จากกรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยปั๊มสติกเกอร์ตัวการ์ตูนลงในหน้าสุดท้ายของหนังสือเดินทาง จนไม่สามารถเดินทางเข้าภายในประเทศไต้หวันและประเทศสิงคโปร์ ได้ ทำให้ “กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ” ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนนักท่องเที่ยวว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เช่น การเขียน ขีดฆ่า หรือจะแสตมป์ลายการ์ตูนลงในหนังสือเดินทางจะทำให้ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังได้ระบุข้อความแจ้งเตือนไว้อีกว่า ในหนังสือเดินทางต้องมีเพียงตราประทับของทางราชการเท่านั้น และการขีดเขียนหรือประทับเครื่องหมายอื่นใดในหนังสือเดินทาง ถือว่า “หนังสือเดินทางชำรุด” อาจถูกปฏิเสธเข้าประเทศต่าง ๆ หรือถูก Blacklist ห้ามเข้าประเทศนั้นอีก หากพบข้อสงสัย สามารถโทร.สอบถามได้ที่ 0-2572-8442 ————————————————————— ที่มา : MGR Online / 29 พฤษภาคม 2562 Link : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000051148

รมต.ดิจิทัลไต้หวันพูดถึงวิธีการแก้ปัญหา ‘ข่าวปลอม’ แบบไม่ต้องเซนเซอร์

ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ที่มาภาพ: Audrey Tang (CC BY 2.0) 25 พ.ค. 2562 หนึ่งในประเด็นสำคัญของเรื่องข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยปัจจุบันคือเรื่องของ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) แต่ทว่ามีรัฐบาลหลายแห่งในโลกที่อ้างเรื่องนี้มาใช้ในการเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ออเดรย์ ถัง หญิงข้ามเพศที่เป็นรัฐมนตรีลอยดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวันก็พูดถึงวิธีการจัดการรับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยที่ไม่ใช้วิธีการเซนเซอร์หรือปิดกั้น พวกเขาใช้วิธีการอย่างไร ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ต่อองค์กรคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) เกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการกับ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) โดยที่ถึงแม้ว่ารัฐบาลในเอเชียบางประเทศจะอ้างใช้เรื่องนี้มาเซนเซอร์สื่อ แต่ในไต้หวันพวกเขาก็มีวิธีจัดการในแบบที่ต่างออกไป ถังกล่าวว่าตามกฎหมายของไต้หวันแล้วจะไม่มีการเรียกสิ่งที่เกี่ยวกับข้อมูลเท็จว่าเป็น ‘ข่าวปลอม’ ดังนั้นในการให้สัมภาษณ์เธอจะขอเรียกตามนิยามว่าเป็น ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) ซึ่งสำหรับกฎหมายในไต้หวันหมายถึงการที่จงใจเผยแพร่ความเท็จในแบบที่ส่งผลเสียต่อประชาชนและต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวกับการส่งผลเสียต่อคณะรัฐมนตรี CPJ ระบุถึงความเป็นมาทางการเมืองยุคสมัยใหม่ของไต้หวัน โดยระบุว่าไต้หวันเพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกไปเมื่อปี 2530 และะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในปี 2539 ถึงแม้ว่าไต้หวันจะพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนมากขึ้นในขณะที่จีนพยายามอ้างสิทธิไต้หวันเป็นอาณาเขตของตัวเอง ประชาธิปไตยก็ทำให้ไต้หวันแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในด้านระบอบการเมือง ในไต้หวันผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเริ่มสนับสนุนพรรคก็กมินตั๋ง (KMT) น้อยลง…

‘จีน’ยื่นมือช่วยเหลือ’ศรีลังกา’ ชาติเอเชียใต้รายที่ 2 ซึ่งร่วมใน’เส้นทางสายไหมใหม่’ ที่เพิ่งถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน (ขวา) ต้อนรับประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร (14 พ.ค.) China extends helping hand to Sri Lanka By M.K. Bhadrakumar 16/05/2019 ประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา เลือกที่จะเดินทางเยือนจีน ขณะสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศของเขายังดูน่าห่วง ภายหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ไม่ค่อยรู้จักกันมาก่อน ก่อเหตุโจมตีวันอีสเตอร์ซึ่งสังหารผู้คนไปกว่า 250 คน ทำให้ศรีลังกากลายเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียใต้ถัดจากปากีสถาน ซึ่งกำลังเข้าร่วมในโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน และประสบกับการโจมตีเช่นนี้  การเดินทางไปจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ของประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา (Maithripala Sirisena) แห่งศรีลังกา คือการตอกย้ำให้เห็นว่า พัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศเกาะแห่งนี้ ไม่สามารถที่จะแยกขาดออกจากภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียใต้ได้ การออกเยือนต่างประเทศของสิริเสนาครั้งนี้บังเกิดขึ้นเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หลังจากเหตุการณ์โจมตีอย่างนองเลือดของผู้ก่อการร้ายในวันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ซึ่งสังหารผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่า 250…

เมื่อบริษัทใช้ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ คัดคนเข้าทำงาน และแง่มุมด้านลดทอนความเป็นมนุษย์

ภาพประกอบ: กิตติยา อรอินทร์/แฟ้มภาพ เดอะการ์เดียนรายงานถึงการสมัครงานในยุคที่ให้ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นสิ่งช่วยคัดกรองคนในระดับที่รุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคล จากการที่พวกมัน สังเกต และวิเคราะห์ในรายละเอียดเล็กน้อยๆ ทางบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงแล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึม กับ AI แต่ทว่าสิ่งนี้ถูกวิจารณ์ว่า ลดทอนความหลากหลายของแรงงาน ลดทอนความเป็นมนุษย์ ระบบ AI ในการสมัครงานยังถูกมองว่าเป็นการสร้าง “กำแพงกั้นแบบสมมุติ” ทำให้ขั้นตอนการสมัครงานเป็นสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้ ความจริงอันโหดร้ายของการสมัครงานโดยต้องผ่านการคัดกรองด้วยอัลกอริทึมและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นเริ่มมาจากบริษัทขายซอฟต์แวร์อัลกอริทึมและ AI ดังกล่าวที่ชื่อบริษัท Hirevue หัวหน้านักจิตวิทยาของบริษัทนี้คือ นาธาน มอนดรากอน บอกว่าลูกจ้างที่ดีมาจากคุณสมบัติเล็กๆ น้อยๆ หลายหมื่นอย่าง และคุณสมบัติพวกนี้เองก็ถูก ตรวจจับ สังเกตการณ์ และประเมินผลโดยโปรแกรมของพวกเขา บริษัท Hirevue ขายเครื่องมือตรวจรับคนทำงานด้วย AI ให้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นยูนิลิเวอร์หรือโกลด์แมนแซค พวกเขามีกระบวนการให้ผู้สมัครงานตอบคำถามมาตรฐานของการสัมภาษณ์งานต่อหน้ากล้อง ในขณะเดียวกันโปรแกรมก็จะทำการตรวจจับและบันทึกลักษณะท่าทางต่างๆ ของผู้ตอบคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการวางท่า การแสดงสีหน้า น้ำเสียง และการเลือกใช้คำ มอนดรากอนบอกว่าจะมีการเก็บรวบรวมวัจนะภาษาและอวัจนภาษาของผู้ตอบคำถามเป็นข้อมูลไว้หลายพันจุด  เช่น เมื่อถามว่าคุณจะทำอย่างไรกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ โปรแกรมจะอ่านตั้งแต่ปฏิกิริยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแหงนหน้ามองข้างบน การเงียบ การส่งเสียง…

วิจัยเผย กลุ่มก่อการร้ายอาจใช้ผู้หญิงมากขึ้น แต่มีส่วนร่วมวางแผนน้อยกว่าผู้ชาย

ภาพธงญิฮาด (ที่มา: wikipedia) 2 พ.ค. 2562 หลังจากที่ศรีลังกาเพิ่งเผชิญกับการก่อการร้ายครั้งร้ายแรงหลายวันที่ผ่านมา งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนาประเมินว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจพยายามเกณฑ์ผู้หญิงเข้าเป็นพวกเพิ่มมากขึ้น หลังมีการค้นคว้าข้อมูลในวงกว้างที่ประเมินจากลักษณะการก่อการร้ายที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมก่อเหตุด้วยแรงจูงใจจากแนวคิดสงครามศาสนา อีกทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองยังเปิดเผยอีกว่ามีผู้อุทิศตัวทางศาสนาที่เป็นผู้หญิงรายอื่นๆ เตรียมการก่อเหตุกับวัดของชาวพุทธในศรีลังกาด้วย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนาอาศัยข้อมูลจากโครงการเวสต์เทิร์นญิฮาดิซึ่ม โครงการของมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ รัฐแมสซาชูเซตต์ ที่ทำการศึกษาวิจัยแนวคิดสงครามศาสนาของกลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มอัลกออิดะฮ์ และค้นพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างชายกับหญิงทั้งในแง่ปูมหลังและบทบาทในกลุ่มก่อการร้าย นักวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบจากกลุ่มตัวอย่างหญิง 272 คน และชาย 266 คน โดยมีการจำกัดตัวแปรควบคุมอย่างเชื้อชาติ ประเทศที่อยู่อาศัยและอายุในช่วงที่ถูกกล่อมเกลาให้กลายเป็นหัวรุนแรง และพบสถิติที่น่าสนใจอย่างเรื่องปูมหลังที่พบว่าหญิงที่ถูกกล่อมเกลาให้เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายนั้นมีร้อยละ 2 เท่านั้นที่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เมื่อเทียบกับชายที่มีอัตราส่วนร้อยละ 19 สถิติยังแสดงให้เห็นว่าชายที่เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายมีร้อยละ 14 ที่เป็นคนว่างงานในช่วง 6 เดือนก่อนหน้านั้น ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 42 เป็นคนว่างงานช่วง 6 เดือนก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้าย ซาราห์ เดสมาไรส์ ผู้ช่วยศาตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนา หนึ่งในคนร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวว่าข้อมูลที่พวกเขาศึกษายังบ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจจะเกณฑ์ผู้หญิงไปเข้าร่วมมากขึ้น หนึ่งในข้อมูลที่บ่งชี้ในเรื่องนี้คือการที่กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่ถูกเกณฑ์เข้าไปในกลุ่มก่อการร้ายร้อยละ 34 เป็นคนที่เกิดก่อนปี 2533 ส่วนกลุ่มตัวอย่างชายมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่เป็นคนเกิดก่อนปี 2533 งานวิจัยนี้ยังระบุถึงเรื่องบทบาทที่ผู้หญิงได้รับมอบต่างออกไปในการปฏิบัติการก่อการร้ายด้วย คริสตีน บรูกห์ ผู้นำการเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่าผู้หญิงมีส่วนร่วมในการวางแผนและการปฏิบัติการก่อการร้ายน้อยกว่าชายที่ร้อยละ 52 ต่อร้อยละ…

ความท้าทายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่มีใครพูดถึง

ภาพที่ 1 ความสูญเสียจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายขวาสุดโต่งในโลกตะวันตก https://www.economist.com/graphic-detail/2019/03/18/is-right-wing-terrorism-on-the-rise-in-the-west ความท้าทายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่มีใครพูดถึง โดย Itti กรณีกราดยิงสังหารหมู่ชาวมุสลิมในมัสยิด 2 แห่ง (มัสยิดอัล นูร์กลางเมืองไครสต์เชิร์ชและมัสยิดชานเมืองลินวูด) ที่นิวซีแลนด์เมื่อ 15 มีนาคม 2019 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 49 คน บาดเจ็บ 48 คน โดยนาย Brenton Harrison Tarrant ผู้ก่อเหตุอายุ 28 ปีสัญชาติออสเตรเลีย ถูกนำตัวไปขึ้นศาลด้วยข้อหาฆาตกรรมในเช้า 16 มีนาคม 2019[1] นอกจากเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นของอุดมการณ์ขวาจัดและความรุนแรงในศตวรราที่ 21 ที่เป็นผลจากความเกลียดกลัว “ผู้อพยพ” ยังสะท้อนให้เห็นว่าเหตุรุนแรงดังกล่าวสามารถ “ป้องกันได้” หากหน่วยงานความมั่นคงไม่มองข้าม “สิ่งบอกเหตุ” ที่จำเป็นสำหรับการตรวจจับ สืบสวนและพิสูจน์ทราบเป้าหมาย “Lone Wolf”[2] ซึ่งหน่วยงานด้านการข่าวกรองอาจใช้เป็นกรณีศึกษาต่อไป แม้การโจมตีมัสยิดดังกล่าวเกิดขึ้นภายในห้วงระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน หลังจากนาย Robert D. Bowersอายุ 46 ปี บุกเข้ากราดยิงใส่โบสถ์ชาวยิว Tree of Life Congregation ในเมือง Pittsburgh รัฐPennsylvania สหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน บาดเจ็บ 6 คน (27 ตุลาคม 2018)[3] แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าการก่อการร้ายของกลุ่มขวาจัดในโลกตะวันตกกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจาก 1) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเฉพาะการก่อเหตุรุนแรง เช่น การสังหารหมู่ที่เชื่อถือได้เท่านั้น 2) มูลเหตุจูงใจของผู้ก่อเหตุยังไม่ได้มีความชัดเจนทุกกรณี3) ความยากลำบากในการนิยามความหมายของ “การก่อการร้าย”…