เทคโนโลยีจดจำใบหน้า จะอยู่กับ GDPR อย่างไร

Face Recognition อาจจะทำให้เครื่องสแกนลายนิ้วมือตกสมัยไป แต่เนื่องจากฟีเจอร์แบบนี้มักจะรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล เลยเกิดคำถามที่ถกเถียงกันว่า แล้วเราจะใช้งานอย่างไร คำถามข้างต้นคือสิ่งที่ลากเอา Facebook ไปสู่ศาล เมื่อเดือนเมษายนปีนี้นี่เอง หลังจากที่พบว่ายักษ์ใหญ่ดิจิทัลแห่งนี้ใช้ข้อมูลใบหน้า โดยไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้ใช้ สิ่งที่เห็นชัดก็คือ Facebook ใช้ “face templates” ในการแนะนำให้แท็ก โดยไม่ต้องแจ้งให้ใครทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการเตือนให้บริษัทอื่น ๆ ที่ใช้ข้อมูลไบโอเมตริก (ชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือ ม่านตา เส้นลายบนมือ การจดจำใบหน้า) ในการให้บริการ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์นัดเดตที่ใช้ข้อมูลใบหน้าในการจับคู่คน, กาสิโนที่ใช้ตามนักพนันที่ติดการพนัน “การจดจำใบหน้า” ยังกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานอย่างหนึ่งในมือถือทั้งหลาย และบริษัทบัตรเครดิตบางแห่งก็ยังให้จ่ายเงินด้วยหน้ายิ้มของเรา เนื่องจากกฎหมายด้านข้อมูลส่วนบุคคลกำลังเข้มแข็งขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป บริษัทต่าง ๆ ที่เก็บและใช้ข้อมูลเหล่านี้จึงต้องตามให้ทันและหาแนวทางในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายต่าง ๆ อย่างเช่น GDPR นี่เป็นบทสรุปสั้น ๆ ว่าพวกเขาสามารถทำได้แค่ไหน… การจดจำใบหน้า อยู่ตรงไหนภายใต้ GDPR กฎหมาย GDPR เป็นการยกเครื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2538 โดยให้ผู้ใช้หรือ user มีอำนาจมากขึ้นกว่าที่เคยมี เมื่อเทคโนโลยีรุดหน้าอย่างรวดเร็ว การมีมาตรการแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องคาดการณ์ว่าจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร เมื่อ เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า หรือ Face Recognition…

6 ภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่น่าจับตามองในปี 2019

Credit: rangizzz/ShutterStock อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ทั่วไปในองค์กรยุคดิจิทัล ส่งผลให้แฮ็กเกอร์เริ่มพุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นเพราะมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเปราะบางกว่าอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบเครือข่าย บทความนี้ได้ทำการสรุปภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่ทุกองค์กรควรจับตามองและเตรียมมาตรการในการรับมือทั้งหมด 6 รายการ ดังนี้ 1. การรั่วไหลของข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูลเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงที่สุดในปี 2019 สถาบัน Ponemon คาดการณ์ว่า อุปกรณ์พกพามีโอกาส 28% ในการเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลสู่ภายนอกภายในอีก 2 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจผิดพลาดอย่างไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้แอปพลิเคชันใดมีสิทธิ์เข้าถึงและแชร์ข้อมูลของตนได้บ้าง เช่น อัปโหลดไฟล์เอกสารสำคัญขึ้น Cloud หรือเก็บข้อมูลความลับไว้ผิดที่ผิดทาง เป็นต้น 2. Social Engineering รายงานจาก FireEye ระบุว่า 91% ของอาชญากรรมไซเบอร์เริ่มต้นที่อีเมล Phishing และผู้ใช้อุปกรณ์พกพาในการเช็คอีเมลมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากกว่า เนื่องจากแอปพลิเคชันสำหรับเช็คอีเมลหลายชนิดแสดงผลเฉพาะชื่อผู้ส่งเท่านั้น ส่งผลให้สามารถปลอมชื่อเพื่อหลอกว่าเป็นอีเมลมาจากคนที่ผู้ใช้รู้จักหรือเชื่อใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจจาก IBM ที่ระบุว่า ผู้ใช้อุปกรณ์พกพามีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อของอีเมล Phishing มากกว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 3 เท่า 3. การรบกวนสัญญาณ…

กลุ่มคน ‘เสื้อกั๊กเหลือง’ ชุมนุมประท้วง ป่าวร้องว่าฝรั่งเศสกำลังขัดข้อง

ที่มาภาพ : CHARLY TRIBALLEAU / AFP IN FOCUS ผู้ชุมนุมต่างใส่เสื้อกั๊กสะท้อนแสงสีเหลือง ซึ่งเป็นสิ่งที่รถยนต์ทุกคันในฝรั่งเศสจำเป็นต้องมีติดไว้ในยามฉุกเฉิน เพื่อแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่า “ขณะนี้ประเทศฝรั่งเศสขัดข้อง” วันที่ 17-20 พฤศจิการยน มีผู้บาดเจ็บกว่า 553 คน และผู้เสียชีวิต 2 คนซึ่งพยายามขวางรถที่ขับผ่านขบวนของกลุ่มผู้ประท้วง ขณะที่ตัวเลขของเจ้าหน้าที่ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 95 คน แม้ว่าการประท้วงดูเหมือนมีต้นตอมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและนโยบายการขึ้นภาษีน้ำมันของรัฐบาลมาครอง ทว่าเมืองมองดูลึกๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าท่าทีของรัฐบาลมาครองคำนึงเพียงแค่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ โดยมองข้ามคนชนชั้นกลางระดับล่างและคนชนชั้นแรงงานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ประท้วงฝรั่งเศสกว่า 287,000 คน ได้ออกมาชุมนุมเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อราคาน้ำมันที่ได้เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่กำลังซื้อกลับลดลง โดยผู้ประท้วงได้ออกมาปิดขวางถนน ทางด่วน สี่แยกวงเวียนตามท้องที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในบางแห่งผู้ประท้วงได้เข้ายึดคลังเก็บน้ำมันอีกด้วย ผู้ที่ออกมาชุมนุมประกอบไปด้วยผู้ที่อาศัยอยู่ชานเมืองและในเขตชนบท ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะส่วนตัวในการคมนาคมเพราะในพื้นที่ดังกล่าวนั้นระบบขนส่งสาธารณะเข้าไปไม่ถึง เช่น พื้นที่แถบชานเมือง หรือในแถบเทือกเขาสูง เป็นต้น การปิดเส้นทางต่างๆ รวมถึงคลังน้ำมัน ส่งผลให้ร้านค้าและปั๊มน้ำมันบางแห่งจำเป็นต้องปิดตัวชั่วคราว ผู้คนที่เดินทางโดยรถยนต์ต้องเลื่อนการเดินทางออกไป ชีเล่ท์ โชน คนเสื้อกั๊กเหลือง ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงได้ถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่ม…

ผู้บริโภคในแถบ APAC ต้องการใช้อุปกรณ์ IoT แต่ยังกังวลเรื่องข้อมูลรั่ว

Credit: Alexander Kirch/ShutterStock Internet Society ออกรายงานผลสำรวจผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ล่าสุด พบว่าส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ใช้งานอย่างน้อย 1 ชิ้น และมีแผนที่จะซื้อเพิ่มในอนาคต แต่ก็มี 70 – 80% ที่กลัวข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะรั่วไหลสู่สาธารณะ หรือดักฟังข้อมูลโดยไม่รู้ตัว ผลสำรวจนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ออนไลน์ 1,000 คนจาก 22 ตลาดในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจัดทำขึ้นปีนี้เป็นปีที่ 5 โดยมีสถิติที่น่าใจ ดังนี้ 7 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจมีอุปกรณ์ IoT อย่างน้อย 1 เครื่อง และมีเกือบครึ่งหนึ่งที่มีมากกว่า 3 75% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะซื้ออุปกรณ์ IoT เพิ่มในอีก 12 เดือนหลังจากนี้ เช่น ทีวีอัจฉริยะ, ตู้เย็นอัจฉริยะ, อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ, VR Headset และผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง…

ที่ประชุมสหประชาชาติมุ่งกระชับความร่วมมือดิจิทัลเพื่อป้องกันและยับยั้งภัยคุกคามทางไซเบอร์

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เสนอ “Paris Call for Trust and Security in Cyberspace” ต่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ตโลก ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดที่ปารีส ฝรั่งเศส ระหว่าง 12 – 14 พฤศจิกายน 2561 โดยเป็นข้อตกลงด้านธรรมาภิบาล เสริมสร้างความไว้วางใจและกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อยับยั้งการกระทำที่ประสงค์ร้ายด้วยอาวุธทางไซเบอร์ (cyberweapons) เช่น การแทรกแซงการเลือกตั้ง การเผยแพร่แนวคิดเกลียดชัง การเซนเซอร์ออนไลน์ และการโจรกรรมข้อมูลทางการค้า การทหาร รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ผู้แทนรัฐบาล รวม 51 ประเทศ และบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกกว่า 218 แห่ง รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม 93 แห่ง ร่วมลงนามในเอกสาร นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เปิดโอกาสให้คนส่วนน้อย เช่น กลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุได้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างกัน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือดิจิทัลระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย…

รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งปฏิรูปงานข่าวกรองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2561 รัฐบาลเกาหลีใต้เห็นชอบจะเร่งผลักดันกฎหมายแก้ไขอำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองเกาหลีใต้ (National Intelligence Service – NIS) เพื่อลดอำนาจและบทบาทของ NIS ต่อภารกิจข่าวกรองในประเทศและภารกิจต่อต้านข่ายงานจารกรรมของเกาหลีเหนือ โดยให้เน้นงานรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองต่างประเทศและข่าวกรองเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวประสบภาวะชะงักงันในรัฐสภาเกาหลีใต้เป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลเกาหลีใต้ว่าควรถ่ายโอนอำนาจการสืบสวนงานจารกรรมของเกาหลีเหนือให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกาหลีใต้ยังอนุมัติในหลักการให้จัดตั้งศูนย์บูรณาการข้อมูลต่อต้านข่าวกรองในสังกัด NIS และมอบอำนาจให้กระทรวงยุติธรรมและกรมศุลกากรมีสถานะเป็นหน่วยงานต่อต้านข่าวกรองเช่นเดียวกับ NIS เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือการจารกรรมจากหน่วยข่าวกรองต่างประเทศที่ใช้กระบวนการอันสลับซับซ้อนในการละเมิดความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของเกาหลีใต้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายช่วงการรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ที่จะปฏิรูปงานด้านความมั่นคง โดยเน้นการลดอำนาจและบทบาทของ NIS ซึ่งเคยกระทำการปลุกปั่นกระแสความคิดของประชาชนทางสื่อสังคมออนไลน์ให้แทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อ 19 ธันวาคม 2555 ———————————————————— องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน 22 พฤศจิกายน 2561