ทำไมการประท้วงฮ่องกงจึงบานปลายจนควบคุมไม่อยู่

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com) Why Hong Kong protests are out of control By Ken Moak / 02/10/2019 สถานการณ์อันสลับซับซ้อนที่กำลังเกิดขึ้นในฮ่องกงเวลานี้ ไม่สามารถจัดการคลี่คลายได้อย่างง่ายๆ เนื่องจากมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมากมาย, ผลกระทบของหลักสูตรการศึกษาที่ใช้กันในยุคที่ตกเป็นอาณานิคมถูกปกครองโดยอังกฤษ, ข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้โครงสร้างแห่ง “หนึ่งประเทศ สองระบบ, และความแตกแยกกันภายในรัฐบาลฮ่องกงตลอดจนภายในประชากรของฮ่องกง เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้ว ที่พวกนักเคลื่อนไหว “ฝักใฝ่ประชาธิปไตย” ได้สร้างความเดือดร้อนเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ทั้งเศรษฐกิจ, การเมือง, และสังคมของฮ่องกง โดยเริ่มแรกทีเดียวมาจากการประท้วงร่างแก้ไขกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ร่างกฎหมายที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงขัดแย้งฉบับนั้นเวลานี้ได้ถูกถอนออกไปแล้ว กระนั้นความรุนแรงอย่างไร้สติก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ได้ลดถอยลง แต่มันกำลังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.theguardian.com/world/2019/sep/04/hong-kong-lam-to-withdraw-extradition-bill-say-reports) ในวันอังคาร (3 ต.ค.) ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงที่เป็นหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งได้ถูกตำรวจยิงด้วยกระสุนจริง จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าอก (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/10/article/hk-protester-shot-on-chinas-national-day/) ทว่าในประเทศจำนวนมากนั้น หากพวกเขากำลังเผชิญกับความรุนแรงอย่างที่ฮ่องกงกำลังอดทนอดกลั้นอยู่ในเวลานี้แล้ว ปฏิกิริยาเช่นนี้จากผู้มีอำนาจหน้าที่ย่อมเป็นสิ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยพวกซึ่งรับผิดชอบสำหรับความรุนแรงดังกล่าวจะต้องถูกจับกุมหรือกระทั่งถูกยิง ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่า ทำไมรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลจีนจึงยอมปล่อยให้ความโกลาหลวุ่นวายนี้ดำเนินต่อไป? เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สถานการณ์อันสลับซับซ้อนคราวนี้ไม่สามารถจัดการคลี่คลายได้อย่างง่ายๆ เนื่องจากมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมากมาย, ผลกระทบของหลักสูตรการศึกษาที่ใช้กันในยุคที่ตกเป็นอาณานิคมถูกปกครองโดยอังกฤษ, ข้อจำกัดต่างๆ…

เมื่อสงครามเป็นไฮบริด เครื่องมือผสม-วิถีผสาน

โดย… สุรชาติ บำรุงสุข คอลัมน์ ยุทธบทความ “วิธีการทางทหารจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อถูกใช้ผสมผสานกับวิธีการที่ไม่ใช่ทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการทางการเมือง เศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสาร ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และอื่นๆ… [ในกรณีนี้] เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การปะทะของหน่วยหลักทางทหารในแนวหน้าจะค่อยๆ กลายเป็นอดีต” Lawrence Freedman นักยุทธศาสตร์ชาวอังกฤษ ในแต่ละช่วงเวลาของโลก จะเห็นได้ว่าแบบแผนของสงคราม (pattern of war) มีความแตกต่างกันออกไป แบบแผนเช่นนี้เป็นผลผลิตของปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น เมื่อโลกอยู่ในยุคอาณานิคมของศตวรรษที่ 19 การสงครามของโลกก็มีแบบแผนเป็น “สงครามอาณานิคม” (Colonial Warfare) หรือเมื่อโลกมีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม ผนวกเข้ากับพัฒนาการของเทคโนโลยีทหารแล้ว เราจะเห็นการกำเนิดของ “สงครามเบ็ดเสร็จ” (Total Warfare) ในศตวรรษที่ 20 และเมื่อเทคโนโลยีนิวเคลียร์มีพัฒนาการอย่างมากในยุคสงครามเย็น สงครามที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำการรบใหญ่ได้ ทำให้สงครามที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็น “สงครามจำกัด” (Limited Warfare) และเมื่อโลกในยุคปัจจุบันได้ก้าวสู่การปฏิวัติสารสนเทศ การสงครามของโลกก็มีทิศทางล้อไปกับการปฏิวัติดังกล่าว และทำให้เห็นถึงการมาของสงครามชุดใหม่ที่มีแบบแผนเป็น “สงครามข่าวสาร”…

การคาดการณ์ Cyber Security สำคัญ 3 ประการ จากอุตสาหกรรมชั้นนำ

การคาดการณ์ที่สำคัญ 3 ประการ ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) จากอุตสาหกรรมที่มี “ความพร้อมด้านความปลอดภัยด้านไซเบอร์” มากที่สุดในโลก highlight ปัจจุบันอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นหนึ่งใน 10 ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ยังไม่มีสัญญาณว่าจะหายไป วีธีการของแฮกเกอร์กำลังเพิ่มระดับความซับซ้อนรวมถึงปริมาณในการโจมตีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การเจาะช่องโหว่ที่ประสบความสำเร็จได้สร้างความเสียหายมากกว่าที่เคยเป็นมา แนวคิดของการป้องกันความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่พัฒนาขึ้นจากปฏิกิริยาตอบสนองต่อรูปแบบการคาดการณ์ที่มากขึ้นจะไม่ทำให้เกิดคลื่นกระแทกต่อทีมงานแผนกไอที แต่ด้วยความเข้าใจในเทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI และ Machine Learning ที่เพิ่มมากขึ้น Cyber Security ที่สำคัญ 3 ประการ จากอุตสาหกรรมชั้นนำ นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงในด้านบวกมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่ง “ปัญหา” โดยในขณะนี้ไม่มีตัวอย่างที่ดีไปกว่าภัยคุกคามที่น่ากลัวที่เรากำลังเผชิญกับความร้ายแรงของอาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะมุมไหนของโลก และในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเราต่างเผชิญอยู่กับการต่อสู้อันหาจุดจบไม่ได้กับอาชญากรไซเบอร์ที่มีรูปแบบใหม่อยู่เสมอ ปัจจุบันอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นหนึ่งใน 10 ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในโลกของเราในช่วงปี 2019 (one of the top 10 biggest threats to our globe during 2019) และยังไม่มีสัญญาณว่าจะหายไป วีธีการของแฮกเกอร์กำลังเพิ่มระดับความซับซ้อนรวมถึงปริมาณในการโจมตีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และการเจาะช่องโหว่ที่ประสบความสำเร็จได้สร้างความเสียหายมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่เมื่อภัยคุกคามและประเภทของการโจมตีมีวิวัฒนาการขึ้น ทำให้เราต้องพัฒนาวิธีการป้องกันการโจมตีเหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงแม้จะพบว่าปี 2018 เป็นปีที่มีการบันทึกจำนวนช่องโหว่ทางธุรกิจใหม่ (เพิ่มขึ้น 12.5% จากปี 2017) แต่เป้าหมายของการโจมตีในแง่ของอุตสาหกรรมที่สูงที่สุด กลับยังพบว่าเป็นองค์กรที่ติดตั้งอุปกรณ์ที่ดีที่สุดและล้ำสมัยในการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ และบทเรียนที่เราได้ศึกษาเรียนรู้จากความสำเร็จของแฮกเกอร์นั้นมีอะไรบ้าง? มี 3 แนวทาง ของภาพรวมในเรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะเปลี่ยนแปลงในปีที่จะมากำลังมาถึง 1.การพัฒนามาตรฐานตามระดับความพร้อมของการป้องกันทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น …

4 วิธีจับผิดใบปริญญา-ประกาศนียบัตรปลอม ปั้นแต่งวุฒิการศึกษา

กรณีนักการเมืองคนดังถูกกล่าวหาว่าซื้อและใช้ปริญญาบัตรปลอมเพื่อให้มีวุฒิการศึกษาสูงขึ้นถึงระดับด็อกเตอร์ ไม่ได้เป็นปัญหาที่พบแต่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะภาคการจ้างงานทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับเรื่องน่าปวดหัวแบบเดียวกัน มีรายงานว่าธุรกิจ “โรงงานปั๊มใบปริญญาปลอม” กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเป็นภาระต่อองค์กรต่าง ๆ ในการติดตามพิสูจน์วุฒิการศึกษาของผู้มาสมัครงานอย่างมาก ที่สหราชอาณาจักรมีสถิติผู้ใช้วุฒิการศึกษาปลอมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะถือเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายที่มีโทษสูงสุดถึงจำคุก 10 ปีก็ตาม เว็บไซต์ของ HEDD (Higher Education Degree Datacheck) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้บริการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสถานะของสถาบันระดับอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร ได้เผยแพร่วิธีการเบื้องต้น 4 อย่าง ในการพิสูจน์ว่าปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตรที่ได้รับมาเป็นของจริงหรือไม่ ดังต่อไปนี้ 1. แบบใบปริญญาที่ประหลาดผิดเพี้ยน อันดับแรก HEDD แนะนำว่า ควรจะต้องตรวจดูตราประทับหรือตราที่สลักเป็นรอยนูนในปริญญาบัตรเสียก่อน ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรจะมีตราประทับดังกล่าวทำจากทองคำเปลว และเมื่อยกใบปริญญาขึ้นส่องกับแสงสว่างก็จะเห็นลายโฮโลแกรมหรือลายน้ำได้อย่างชัดเจน ลายเซ็นของผู้ประสาธน์ปริญญาจะต้องเป็นลายมือที่เขียนด้วยน้ำหมึกปากกา ไม่ใช่ลายเซ็นที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ และควรตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยผู้มอบปริญญาบัตรด้วยว่า ตราสัญลักษณ์และตราประทับที่ใช้นั้นมีความถูกต้องตรงกับของมหาวิทยาลัยจริง โดยอาจเปรียบเทียบกับในเว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัย หรือส่งไปตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยต้นทางโดยตรงก็ได้ มีแนวโน้มว่ามหาวิทยาลัยปลอมในต่างประเทศ ชอบออกแบบปริญญาบัตรของตนเองโดยใช้ตัวอักษรแบบโกธิค (Gothic) เพื่อสื่อถึงประวัติของมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าแก่และก่อตั้งมายาวนาน แต่แบบตัวอักษรเช่นนี้ค่อนข้างล้าสมัยแล้ว เพราะสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากในปัจจุบันได้หันมาใช้แบบตัวอักษรที่ทันสมัยกว่า 2. การใช้ภาษาที่น่าสงสัย ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรของจริงจะต้องไม่มีคำผิดหรือคำที่พิมพ์ตกหล่นปรากฏอยู่ นอกจากนี้ การใช้ภาษาอังกฤษแบบโอ่อ่าหรูหราจนเกินเหตุ หรือการใช้ภาษาโบราณเหมือนในยุคกลางอย่างฟุ่มเฟือย ก็เป็นอีกข้อสังเกตหนึ่งที่ส่งสัญญาณเตือนว่าปริญญาบัตรใบนั้นอาจเป็นของปลอม ในกรณีของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร…

เร็วหรือช้าไป…เมื่อไทยมี พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลฯ

โดย… ชวน หวังสุนทรชัย ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้อ่านสำคัญมากน้อยแค่ไหน? สารคดีเรื่อง The Great Hack ที่ตีแผ่กรณี Facebook ทำข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลให้บริษัท Cambridge Analytica น่าจะทำให้เราต้องหันมาสนใจประเด็นนี้กันอย่างจริงจัง กรณี Facebook ปล่อยข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ส่งผลให้ Facebook ถูกคณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐ (Federal Trade Commission) สั่งปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 155,000 ล้านบาท รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศอิตาลี ก็ได้ออกคำสั่งปรับ Facebook เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านยูโร หรือ 34 ล้านบาท เห็นได้ว่าประเทศตะวันตก ให้ความสำคัญกับข้อมูลส่วนบุคคลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทย ในแง่ของกฎหมายเราอาจช้าและก้าวไม่ทันสากลเพราะที่ผ่านมาใช้เวลารวมกว่า 20 ปี เพื่อร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จนสุดท้ายได้กฎหมายออกมาในปีนี้ และจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (พ.ศ.2563) แต่ในรายละเอียดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ก็ยังไม่มีความชัดเจนมากนักสำหรับผู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายนี้ ทุกคนมีสิทธิในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง…

ถอดรหัสชุมนุมฮ่องกง ดูวิธีการสื่อสารที่ทำให้ปรับกลยุทธ์ได้ตามสถานการณ์

ภาพมุมสูง แสดงให้เห็นจำนวนมหาศาลของผู้ชุมนุมเมื่อ 16 มิ.ย. 62 (ที่มา: Apple Daily)  ถึงแม้แคร์รี่ แลมประกาศถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน หนึ่งในข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในฮ่องกงแล้ว แต่กลุ่มผู้ประท้วงก็ยังคงหารือกันต่อว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร มีบทวิเคราะห์จากสื่อฮ่องกงฟรีเพรสที่ระบุว่าการประท้วงแบบไร้แกนนำในฮ่องกงนั้นมียุทธวิธีที่เน้นกระจายข้อมูลแบบ “โอเพนซอร์ส” ทำให้เกิดการ “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” และกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน 13 ก.ย. 2562 การประท้วงแบบไร้แกนนำในฮ่องกงดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปีจนถึงตอนนี้มีคนเรียกเปรียบเปรยว่าเป็น “ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบเรียนรู้ด้วยตนเอง” จากการที่กลุ่มผู้ประท้วงสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสนามการณ์บนท้องถนนได้อย่างทันเหตุการณ์ เคยมีนักวิชาการด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยไชนีสแห่งฮ่องกง ฟรานซิส ลี กล่าวว่าการประท้วงในฮ่องกงมีลักษณะการเลียนแบบเทคโนโลยีแบบโอเพนซอร์สโดยการปล่อยข้อมูลศูนย์กลางออกไปให้คนอื่นๆ นำไปพัฒนาใช้ต่อในแบบของตัวเองได้ง่าย สื่อฮ่องกงฟรีเพรสระบุว่า ในช่วงตลอดการประท้วง 14 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงไม่เพียงแค่พัฒนากลยุทธ์ของตัวเองในการประท้วงแนวหน้าเท่านั้น พวกเขายังคอยเดินหมากท่ามกลางวงล้อมของของทางการฮ่องกงและทางการจีนด้วย หนึ่งในเครื่องมือหลักๆ ในการสื่อสารกันของผู้ประท้วงชาวฮ่องกงคือเว็บบอร์ดที่มีลักษณะคล้าย Reddit คือ LIHKG ที่มีลักษณะสามารถให้ลงคะแนนเสียงโหวตความคิดเห็นได้ ทุกๆ ครั้งที่การประท้วงจบลงเว็บบอร์ดนี้จะเต็มไปด้วยข้อความต่างๆ เกี่ยวกับยุทธวิธีการประท้วงและมีการเสนอปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ จากการที่ตำรวจในฮ่องกงมีการวางกำลังมากขึ้นโดยใช้ปืนแรงดันน้ำและมีการยิงเตือนด้วยกระสุนจริง ทำให้ผู้ประท้วงบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปตามสถานการณ์แทนการเน้นปะทะกันบนท้องถนนแต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงที่สนามบิน การประท้วงด้วยการบอยคอตต์ชั้นเรียน หรืออาจจะเป็นการนัดหยุดงานประท้วง ตราบใดที่ยุทธวิธีของพวกเขาสามารถลดความเสี่ยงต่อผู้ชุมนุมในแนวหน้าให้เหลือน้อยที่สุดได้ การประท้วงครั้งล่าสุดนี้ยังแตกต่างจากยุทธวิธีของการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เรียกว่า “ขบวนการร่ม” ในปี 2557 ที่เน้นการยึดกุมพื้นที่บนท้องถนนเพียงบางแห่งและเน้นการตั้งรับป้องกันพื้นที่เหล่านี้…