คลอดแล้ว กม.คุมบิตคอยน์ เก็บอัตราภาษี 15%

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 100 มาตรา โดยเหตุผลที่ประกาศใช้ดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันได้มีการนำคริปโตเคอเรนซี และโทเคนดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนผ่านการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รวมถึงนำมาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายคริปโตเคอเรนซี และโทเคนดิจิทัล แต่ยังไม่มีกฎหมายที่กำกับ หรือควบคุมการดำเนินการดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งทำให้มีการประกอบธุรกิจ หรือการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง  ดังนั้น เพื่อกำหนดให้มีการกำกับและควบคุมการประกอบธุรกิจและการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีมาทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพมีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย รวมทั้งประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อใช้ในการตัดสินใจ เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ และป้องกันมิให้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนไปใช้ประโยชน์ หรือกระทำการใดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงประชาชน หรือที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม โดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 100 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับและเป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตามพระราชกำหนดนี้ หากจะดำเนินกิจการต่อไป ให้ยื่นคำขออนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้ ภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขออนุญาตแล้ว ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะมีคำสั่งไม่อนุญาต ขณะเดียวกัน…

ดาบสองคม! ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ข้อดี – ข้อเสีย” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ที่สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ได้ในเวลาสั้นๆ ที่การประชุม MIGC หรือ Milken Institute Global Conference ที่นครลอส แองเจลลีส เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับประโยชน์และอันตรายของเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ คุณ Tom Siebel ประธานและซีอีโอของบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์ C3 IoT ชี้ว่า ข้อมูลที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถดึงจากอุปกรณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือนั้น ล้วนเต็มไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางเศรษฐกิจ และข้อมูลการแพทย์ ซึ่งล้วนมีความสำคัญ และเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญยังระบุด้วยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้คนตกงานมากขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่าง รถยนต์ควบคุมตัวเองอัตโนมัติอาจทำให้คนขับรถแท็กซี่ตกงาน หรือคนงานตามโรงงานต่างๆ ที่อาจถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ นอกจากนั้น บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ก็อาจต้องปิดตัวลงจากการขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยีออนไลน์ เช่น การที่ร้านค้าของเล่นรายใหญ่ Toy ‘R’ Us ต้องปิดกิจการทั่วอเมริกา เพราะลูกค้าหันไปซื้อของเล่นทางออนไลน์จากร้านอีคอมเมิร์ช อย่าง Amazon มากขึ้น…

‘สายลับต่างชาติ’ นิยมแฝงตัวเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ

ภายในรั้วมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นสถานที่เเรกที่นักสอดแนมจะแฝงตัวเข้าไปปนเปกับนักศึกษา เเต่ แดน โกลด์เดน (Dan Golden) ผู้สื่อข่าวสายสอบสวน กล่าวว่าคุณจะแปลกใจ เพราะมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เต็มไปด้วยนักสอดแนมหรือสายลับ โกลด์เดน กล่าวว่า ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ มีนักศึกษาเเละศาสตราจารย์ชาวต่างชาติจำนวนมากมาย บางคนมาหาข้อมูลให้แก่ประเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นความลับทางวิทยาศาสตร์หรือมาสร้างเเหล่งข่าว โกลด์เดน พูดถึงตัวอย่างการสอดแนมในรั้วมหาวิทยาลัยในหนังสือที่เขาเขียน เรื่อง“สปาย สคูลส์” (“Spy Schools”) เขากล่าวว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เป็นแหล่งดึงดูดนักสอดแนม เพราะมีการเเลกเปลี่ยนทางความคิดและวัฒนธรรมกันอย่างอิสระ ชาร์ลี แม็คกอลนิกัล (Charlie Mcgonigal) เจ้าหน้าที่พิเศษที่ดูแลฝ่ายต่อต้านข่าวกรองของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ กล่าวว่า นี่เป็นปัญหาใหญ่มากเ พราะในสหรัฐฯ สถาบันการศึกษาเปิดกว้าง มีการศึกษาวิจัยและการพัฒนามากมายที่บรรดารัฐบาลต่างชาติต้องการได้ข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ และจะส่งนักศึกษาของตนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกันเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ ส่วนชาวอเมริกันที่ไปเรียนในต่างประเทศก็มักตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลต่างชาติที่ต้องการใช้เป็นนักสอดแนม ในปี พ.ศ. 2557 เอฟบีไอได้สนับสนุนเงินในการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่อิงเนื้อหาจากเรื่องจริง เกี่ยวกับนาย เกลน ชริฟเฟอร์ (Glenn Shriver) นักศึกษาชาวอเมริกันที่รัฐบาลจีนว่าจ้างให้เป็นนักสอดแนมแก่จีน เเม็คกานิกัลกล่าวว่า นักศึกษาถูกใช้โดยรัฐบาลต่างชาติให้เป็นสายลับ เเละสั่งให้ไปสมัครทำงานในรัฐบาลสหรัฐฯ หรือในภาคเอกชนที่ต้องการได้ข้อมูลไปใช้ประโยชน์ อเล็กซ์ แวน…

จีนจัดทำเว็บไซต์ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสสายลับต่างชาติ

ภาพ กระทรวงความปลอดภัยแห่งชาติจีน กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (Ministry of State Security-MSS) ของจีน ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูลที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลให้สายลับต่างชาติในจีนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นในการปฏิบัติงาน MSS ได้จัดทำและเผยแพร่เว็บไซต์ 12339.  gov.cn ขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561 เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อาทิ ชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเข้ามาซื้อขายข้อมูลลับของทางราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตหรือมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติและพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) รวมทั้งการพบเห็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่อาจใช้เพื่อการจารกรรม โดยผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลจากทางการ (เว็บไซต์ไม่ได้ระบุรายละเอียด แต่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติประจำกรุงปักกิ่งเสนอให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส จำนวน 10,000-500,000 หยวน หรือประมาณ 1,600-79,700 ดอลล่าร์สหรัฐ) เว็บไซต์ดังกล่าวให้บริการประชาชนทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ โดยระบุรายละเอียดขั้นตอนการแจ้งเบาะแสผ่านทางเว็บไซต์ และโทรศัพท์แจ้งได้ที่หมายเลข 12339 หรือให้ข้อมูลด้วยตนเองได้ที่ อาคาร เลขที่ 9 ต่งต้าเจี่ย, เชี่ยเหมิน, เขตต่งเฉิง กรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ MSS ยังเผยแพร่การ์ตูนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติขององค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐและมีพฤติกรรมส่งเสริมสิทธิแรงงานแบบตะวันตกในจีน รวมทั้งติดสินบนเจ้าหน้าที่จีนเพื่อจัดชุมนุมและเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ ซึ่งถือว่าก่อความไม่สงบในสังคมและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในจีน การจัดทำเว็บไซต์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทางการจีนให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม หลังจากประกาศบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรม (China’s…

ก้าวข้ามความแตกต่าง: ยุโรป ‘แตกแยกกันมากขึ้น’ กว่า 10 ปีก่อน

ผลการสำรวจความคิดเห็นของบีบีซี พบว่า ชาวยุโรปส่วนใหญ่เชื่อว่าประเทศของตัวเองมีความแตกแยกกันมากขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน โดย 47% ระบุว่า สังคมของพวกเขามีความอดทนอดกลั้นลดน้อยลง ในการสำรวจความเห็นออนไลน์ของ Ipsos Mori ใน 27 ประเทศ พบว่า 66% ของคนในยุโรปรู้สึกว่าประเทศของตัวเอง “แตกแยกกันมากขึ้น” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดจากทั่วโลก โดยการเมืองเป็นสาเหตุหลักของความตึงเครียดทั่วโลก มีผู้ระบุเช่นนี้ 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 19,428 คน ครึ่งหนึ่งของชาวอังกฤษระบุว่า มีความแตกแยกกันระหว่างผู้อพยพและคนในประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุของความแตกแยกทางสังคมที่พบเห็นได้ทั่วไปมากที่สุดในสหราชอาณาจักร ตามมาด้วย ความแตกต่างทางศาสนา (47%), เชื้อชาติ (41%) และมุมมองทางการเมือง (40%) ผลการสำรวจความเห็นทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3 ใน 4 เห็นว่า สังคมของพวกเขามีความแตกแยก ในจำนวนนี้ 1 ใน 3 ระบุว่า “แตกแยกกันอย่างมาก” ผู้คนรับรู้ว่ามีความแตกแยกกันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ระบุว่า ประเทศของตัวเองแตกแยกกันมากกว่า 10 ปีก่อน มีเพียง 16% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า…

ความสำคัญของ Big Data

โดย ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ในโลกปัจจุบันนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่หรือเล็ก โดยเฉพาะข้อมูลขนาดใหญ่หรือที่เราเรียกกันว่า Big Data เช่น ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 2017 มีการประมาณว่าจำนวนเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมีขนาดกว่า 1,766 ล้านเว็บไซต์ โดยเพิ่มจากในปี 2016 จำนวน 1,045 ล้านเว็บไซต์ คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 69% นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้ Social Media มีจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 3,196 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 7% โดยใน Facebook, Twitter, Instagram เฉลี่ยมีการกด like หรือ tweet ขึ้นมากกว่าล้านครั้งในแต่ละนาที ในโลกของการลงทุนก็เช่นกัน มีการให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของ Big Data และการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว โดยเฉพาะกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) เช่น กองทุน Renaissance Technologies, DE…