การจับกุมผู้บริหาร หัวเหว่ย (Huawei) สงครามเย็นด้านไฮเทค ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

เมิ่ง เวินโจว (Meng Wanzhou) ที่มาภาพ :https://www.businessinsider.com/china-attacks-us-over-arrest-of-huawei-cfo-meng-wanzhou-2018-12 การจับกุม เมิ่ง เวินโจว (Meng Wanzhou) ผู้บริหาร ฝ่ายการเงิน บริษัทหัวเหว่ย เทคโนโลยีของจีน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2018 ที่แคนาดา ในข้อหาการละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการประชุมที่อาร์เจนติน่าของกลุ่ม จี-20 ที่ สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ เจรจาสงบศึกสงครามการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน กรณีหัวเหว่ยจะมีผลทำให้ การเจรจาการค้าของสองประเทศ คงจะไม่ราบรื่น เพราะความขัดแย้งของสองประเทศ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องภาษีนำเข้าอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการแข่งขันด้านไฮเทค กรณีหัวเหว่ย ทำให้ฝ่ายจีนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเมษายนที่ผ่านมา ที่สหรัฐฯคว่ำบาตรบริษัทอุปกรณ์โทรคมนาคม ZTE ของจีน โดยสหรัฐฯห้ามไม่ให้ ZTE ทำธุรกิจกับซับพลายเออร์ของสหรัฐฯ ห้ามไม่ให้ใช้ตัวชิป และอุปกรณ์สำคัญอื่นๆของสหรัฐฯ ทำให้ ZTE เกือบล้มละลาย ปัญหา ZTE มาแก้ไขได้ในเดือนมิถุนายน จากการหารือระหว่างสี จิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์ โจมตีหัวใจของ Made…

ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการสื่อสารแบบเข้ารหัสเพื่อรับมือการก่อการร้าย

นายปีเตอร์ ดัตทัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย เร่งผลักดันให้รัฐสภาออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมาย Telecommunications and Other Legislation Amendment (Assistance and Access) Bill 2018 ภายในธันวาคม 2561 ที่ให้อำนาจหน่วยบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองออสเตรเลียเข้าถึงการสื่อสารแบบเข้ารหัส ซึ่งหากร่างกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้จะมีการกำหนดให้บริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Facebook Google ต้องช่วยเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงออสเตรเลียถอดข้อความที่เข้ารหัสของอาชญากร อาทิ ข้อความที่เข้ารหัสในแอปพลิเคชัน WhatsApp ซึ่งจะช่วยให้การสืบสวนและยังยั้งแผนก่อการร้ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี กระบวนการออกกฎหมายดังกล่าวยังมีอุปสรรคสำคัญจากการคัดค้านขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป การผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากออสเตรเลียพบว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายและกลุ่มอาชญากรรมใช้การติดต่อสื่อสารที่เข้ารหัสมากขึ้น สะท้อนจากข้อมูลของทางการออสเตรเลียที่ระบุว่า 9 ใน 10 ของคดีการสืบสวนที่สำคัญของหน่วยต่อต้านข่าวกรองออสเตรเลีย (Australian Security Intelligence Organisation – ASIO) มีอุปสรรคปัญหาการติดต่อสื่อสารเข้ารหัส โดยเป้าหมายการสืบสวนของ ASIO ร้อยละ 95 (ผู้ก่อการร้าย สายลับ และแฮกเกอร์) ใช้การติดต่อสื่อสารแบบเข้ารหัส ขณะที่ในปัจจุบันตำรวจและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองออสเตรเลียที่ได้รับอนุญาตสามารถกู้คืนอีเมล ภาพถ่าย หรือหลักฐานอื่น ๆ เกี่ยวกับอาชญากรรมจากคอมพิวเตอร์ในทางลับได้…

วิเคราะห์ทิศทางการประท้วง ‘เสื้อกั๊กเหลือง’ กับการตัดสินใจของผู้นำฝรั่งเศส

Fransa sürücülərinin simvolu olan sarı jilet geyinmiş nümayişçi Parisin Şanzelize prospektində hökumətin yanacaq vergisinin artırılması qərarına etiraz edir.- Reuters การประท้วงของ “กลุ่มเสื้อกั๊กสีเหลือง” ที่กำลังเกิดขึ้นในฝรั่งเศส กำลังสั่นคลอนการบริหารประเทศของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาคร็อง ท่ามกลางคำถามที่ว่า การประท้วงครั้งนี้คือการแสดงออกถึงความต้องการทางการเมืองแบบชั่วคราว หรือเป็นความพยายามท้าทายอำนาจรัฐบาลกรุงปารีส นักประวัติศาสตร์บางคนระบุว่า การประท้วงของ “กลุ่มเสื้อกั๊กสีเหลือง” ในฝรั่งเศส เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง “ศิลปะของการก่อจลาจล” ของชาวฝรั่งเศส ที่ไม่เหมือนประเทศไหนในโลก เพราะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ เสื้อกั๊กสีเหลืองที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงครั้งนี้ เป็นเสื้อแจ็คเก็ตแบบสะท้อนแสงที่ผู้ขับขี่รถยนต์ในฝรั่งเศสมักพกติดรถเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์มาแล้วที่กลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองได้ก่อจลาจลในกรุงปารีส ปิดกั้นถนนสำคัญหลายเส้นทางทั่วประเทศ สกัดการเข้าถึงโรงกลั่นและโกดังเก็บน้ำมัน และทำให้เกิดการจราจรติดขัดในหลายเมืองใหญ่ รวมทั้ง กรุงปารีส เมืองมาร์เซย์ทางเหนือ และเมืองลีลล์ทางใต้ของประเทศ การประท้วงลุกลามไปเป็นความรุนแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เปลี่ยนสภาพกรุงปารีสให้กลายเป็นเหมือนพื้นที่สงคราม กลุ่มผู้ประท้วงพากันเผารถยนต์ ทุบกระจกและปล้นร้านค้า และปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ถือเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี…

การขยายตัวของแนวคิดรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อ 19 พ.ย.61 ศูนย์เชี่ยวชาญการศึกษาวิจัยและจัดทำผลสำรวจทางวิชาการในมาเลเซีย Merdeka Center for Opinion Research ได้เปิดเผยรายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับความอดทน อดกลั้น และการตอบสนองต่อแนวทางรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อกรณีการแพร่ขยายแนวคิดรุนแรงระหว่างประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย กับประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนน้อยในไทยและฟิลิปปินส์ พบว่า 1. ในภาพรวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือเป็นภูมิภาคที่อยู่ในแนวทางสายกลาง แต่แนวคิดรุนแรงมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ชาวมุสลิมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีความอดทน อดกลั้นต่อคนต่างศาสนาน้อยลง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ตอบรับการใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ทางศาสนาถึงร้อยละ 52 และเห็นว่า การโจมตีตำรวจ ทหาร พลเรือน และการทำญีฮาด เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี การแพร่ขยายแนวคิดรุนแรงในภูมิภาคมีแรงจูงใจแตกต่างกัน โดยประเทศที่คนมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ มีแรงจูงใจทางศาสนาเรื่องการทำอิสลามบริสุทธิ์ ส่วนประเทศที่คนมุสลิมเป็นชนส่วนน้อย มีแรงจูงใจเป็นเรื่องนามธรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อดินแดนหรือชีวิตความเป็นอยู่ 2. ลักษณะของชาวมุสลิมที่มีแนวโน้มฝักใฝ่แนวคิดรุนแรง มักมีความเชื่อที่ว่ามุสลิมกำลังสูญเสียเกียรติภูมิและกำลังตกเป็นเหยื่อของความไม่ถูกต้องหรือถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากนั้น ยังเชื่อว่าการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามอนุญาตให้ทำได้ มุสลิมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มักเป็นกลุ่มคนที่ยากจนและด้อยโอกาสทางสังคม โดยในรายงานผลการสำรวจแบ่งกลุ่มความรุนแรง (extremism) ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง และ 2) พวกที่มีความโน้มเอียงในการเสียสละตนเอง…

เทคโนโลยีจดจำใบหน้า จะอยู่กับ GDPR อย่างไร

Face Recognition อาจจะทำให้เครื่องสแกนลายนิ้วมือตกสมัยไป แต่เนื่องจากฟีเจอร์แบบนี้มักจะรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล เลยเกิดคำถามที่ถกเถียงกันว่า แล้วเราจะใช้งานอย่างไร คำถามข้างต้นคือสิ่งที่ลากเอา Facebook ไปสู่ศาล เมื่อเดือนเมษายนปีนี้นี่เอง หลังจากที่พบว่ายักษ์ใหญ่ดิจิทัลแห่งนี้ใช้ข้อมูลใบหน้า โดยไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้ใช้ สิ่งที่เห็นชัดก็คือ Facebook ใช้ “face templates” ในการแนะนำให้แท็ก โดยไม่ต้องแจ้งให้ใครทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการเตือนให้บริษัทอื่น ๆ ที่ใช้ข้อมูลไบโอเมตริก (ชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือ ม่านตา เส้นลายบนมือ การจดจำใบหน้า) ในการให้บริการ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์นัดเดตที่ใช้ข้อมูลใบหน้าในการจับคู่คน, กาสิโนที่ใช้ตามนักพนันที่ติดการพนัน “การจดจำใบหน้า” ยังกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานอย่างหนึ่งในมือถือทั้งหลาย และบริษัทบัตรเครดิตบางแห่งก็ยังให้จ่ายเงินด้วยหน้ายิ้มของเรา เนื่องจากกฎหมายด้านข้อมูลส่วนบุคคลกำลังเข้มแข็งขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป บริษัทต่าง ๆ ที่เก็บและใช้ข้อมูลเหล่านี้จึงต้องตามให้ทันและหาแนวทางในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายต่าง ๆ อย่างเช่น GDPR นี่เป็นบทสรุปสั้น ๆ ว่าพวกเขาสามารถทำได้แค่ไหน… การจดจำใบหน้า อยู่ตรงไหนภายใต้ GDPR กฎหมาย GDPR เป็นการยกเครื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2538 โดยให้ผู้ใช้หรือ user มีอำนาจมากขึ้นกว่าที่เคยมี เมื่อเทคโนโลยีรุดหน้าอย่างรวดเร็ว การมีมาตรการแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องคาดการณ์ว่าจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร เมื่อ เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า หรือ Face Recognition…

6 ภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่น่าจับตามองในปี 2019

Credit: rangizzz/ShutterStock อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ทั่วไปในองค์กรยุคดิจิทัล ส่งผลให้แฮ็กเกอร์เริ่มพุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นเพราะมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเปราะบางกว่าอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบเครือข่าย บทความนี้ได้ทำการสรุปภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่ทุกองค์กรควรจับตามองและเตรียมมาตรการในการรับมือทั้งหมด 6 รายการ ดังนี้ 1. การรั่วไหลของข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูลเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงที่สุดในปี 2019 สถาบัน Ponemon คาดการณ์ว่า อุปกรณ์พกพามีโอกาส 28% ในการเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลสู่ภายนอกภายในอีก 2 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจผิดพลาดอย่างไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้แอปพลิเคชันใดมีสิทธิ์เข้าถึงและแชร์ข้อมูลของตนได้บ้าง เช่น อัปโหลดไฟล์เอกสารสำคัญขึ้น Cloud หรือเก็บข้อมูลความลับไว้ผิดที่ผิดทาง เป็นต้น 2. Social Engineering รายงานจาก FireEye ระบุว่า 91% ของอาชญากรรมไซเบอร์เริ่มต้นที่อีเมล Phishing และผู้ใช้อุปกรณ์พกพาในการเช็คอีเมลมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากกว่า เนื่องจากแอปพลิเคชันสำหรับเช็คอีเมลหลายชนิดแสดงผลเฉพาะชื่อผู้ส่งเท่านั้น ส่งผลให้สามารถปลอมชื่อเพื่อหลอกว่าเป็นอีเมลมาจากคนที่ผู้ใช้รู้จักหรือเชื่อใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจจาก IBM ที่ระบุว่า ผู้ใช้อุปกรณ์พกพามีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อของอีเมล Phishing มากกว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 3 เท่า 3. การรบกวนสัญญาณ…