สุดแสบ! FBI รวบอดีตวิศวกร ‘แอปเปิล’ ฉกข้อมูลลับโครงการ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ ก่อนชิ่งไปซบบริษัทจีน

เอเจนซีส์ – ทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาอดีตวิศวกรซึ่งขโมยข้อมูลลับในโครงการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ (self-driving car) ของ ‘แอปเปิล อิงค์’ ก่อนจะยื่นใบลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัปของจีน จาง เสี่ยวหลาง (Xiaolang Zhang) ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) จับกุมข้อหาขโมยความลับทางการค้าในโครงการของแอปเปิล ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับอีกไม่เกิน 250,000 ดอลลาร์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ซึ่งมีฐานอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียยืนยันกับเอเอฟพีว่า “แอปเปิล ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับ” “เราได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในประเด็นนี้ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่า บุคคลคนนี้และคนอื่นๆ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องถูกนำตัวมารับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำ” เอกสารคำฟ้องที่เอฟบีไอยื่นต่อศาลแขวงแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า จาง ได้รับการว่าจ้างเมื่อปี 2015 ให้เข้าร่วมทีมพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งถือเป็นโครงการ “ลับสุดยอด” ของ แอปเปิล เมื่อเดือน เม.ย. เขาได้ใช้สิทธิ์ยื่นใบลาในฐานะบิดาเพื่อดูแลภรรยาหลังคลอดบุตร (paternity leave) และพาครอบครัวเดินทางกลับจีน เมื่อกลับเข้าทำงานกับอีกครั้งในช่วงปลายเดือน เม.ย. จาง ก็บอกกับเจ้านายที่ แอปเปิล ว่าต้องการลาออกเพื่อกลับไปดูแลมารดาที่ป่วย โดยมีแผนจะสมัครงานกับ เสี่ยวเผิง มอเตอร์ส…

ไม่ต้องต่อคิวแลกเหรียญ รถไฟใต้ดินในปักกิ่งเตรียมใช้การสแกนใบหน้าและฝ่ามือผู้โดยสาร

  ปักกิ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศ ผู้คนที่เดินทางไปไหนมาไหนในแต่ละวันนั้นมีมากมายมหาศาล รวมทั้งการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน แม้รถไฟจะวิ่งเร็วเพียงใดแต่ด้วยปริมาณคนใช้บริการที่มีมาก กว่าที่คนคนหนึ่งจะเดินทางไปถึงจุดหมายเขาอาจต้องเสียเวลากับการเข้าคิวรอซื้อตั๋วหรือแตะบัตรผ่านสถานีเพื่อขึ้นรถไฟ ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการรถไฟใต้ดินของปักกิ่งจึงมีแผนจะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและการสแกนลายนิ้วมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เพื่อลดเวลาที่ผู้โดยสารต้องรอในระหว่างก่อนขึ้นรถไฟและหลังลงจากรถไฟ ทางการจีนจึงมีแผนจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับใบหน้าและเครื่องสแกนฝ่ามือเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าและออกจากสถานีได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาติดต่อขอแลกเหรียญ ไม่ต้องมัวเข้าคิวรอหยอดเหรียญกับเครื่องออกบัตรโดยสาร และก็ไม่ต้องเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอเสียบบัตรเข้าเครื่องสแกนก่อนเดินเข้าพื้นที่ชานชาลา แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการเก็บเงินค่าโดยสาร แต่คาดว่าระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือนี้จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานเพื่อทำการตัดเงินค่าโดยสารแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมในประเทศจีน ตัวอย่างการใช้งานระบบสแกนใบหน้านั้นมีใช้อยู่ก่อนแล้วบริเวณด่านระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกงซึ่งจะใช้ควบคู่กับเรื่องสแกนลายนิ้วมือ ในขณะที่เครื่องสแกนฝ่ามือก็มีการใช้งานกับรถไฟในเซี่ยงไฮ้มาบ้างแล้ว โดยจำกัดเฉพาะผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ทหารผ่านศึก หรือผู้พิการและทุพพลภาพ อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแผนการติดตั้งระบบตรวจจับใบหน้าและระบบสแกนฝ่ามือสำหรับผู้โดยสารรถไฟใต้ดินนี้ ความเห็นฝ่ายหนึ่งมองว่าทุกวันนี้ทางการจีนกำลังริดรอนความเป็นส่วนตัวของประชาชนตนเองลงไปในทุกขณะ ในขณะที่อีกส่วนเกรงว่าหากระบบหละหลวมมีช่องโหว่ก็อาจทำให้ข้อมูลอัตลักษณ์เชิงชีวภาพเหล่านี้รั่วไหลออกสู่ภายนอกและถูกผู้ไม่หวังดีนำเอาไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบได้ อีกด้านหนึ่งก็มีความเห็นในแง่การใช้งานว่าประสบการณ์ใช้งานระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือนั้นอาจไม่ได้ช่วยลดเวลาที่ผู้โดยสารต้องเสียไป เพราะยกตัวอย่างผู้สูงอายุหลายคนซึ่งไม่ค่อยคุ้นชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากนักก็อาจไม่รู้ว่าต้องใช้เครื่องอย่างไรจนทำให้ต้องเสียเวลาผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่อยู่ในคิวเช่นเดียวกัน สำหรับรถไฟใต้ดินของปักกิ่งนั้นเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 1965 แต่เริ่มมีการปรับปรุงบริการและขยายเส้นทางแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2008 ซึ่งปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทั้งนี้ในปัจจุบันมีรถไฟวิ่งให้บริการ 23 เส้นทาง มีผู้ใช้บริการมากกว่า 10 ล้านคนต่อวัน โดยก่อนหน้านี้คิดอัตราค่าโดยสารทุกเส้นทาง (ยกเว้นไปสนามบิน) ทุกระยะทางเท่ากันหมดด้วยราคา 2 หยวน (ประมาณ 10 บาท) ก่อนที่จะปรับวิธีคิดค่าโดยสารในปี 2014 มาเป็นระบบคิดตามระยะทาง โดยปัจจุบันนี้ค่าโดยสารต่ำสุดของการเดินทางเริ่มต้นที่ 3 หยวน (ประมาณ 15…

‘ดีพเฟค’ เทคโนโลยีทรงพลังในสงครามข่าวปลอม

This image made from video of a fake video featuring former President Barack Obama shows elements of facial mapping used in new technology that lets anyone make videos of real people appearing to say things they’ve never said. (AP Photo) ขณะนี้ มีการจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อการใช้ข่าวสารที่บิดเบือนเป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยาที่หวังผลสร้างความไม่เชื่อใจในตัวบุคคลสำคัญ ใส่ร้ายป้ายสี และก่อความปั่นป่วน และอาวุธด้านข่าวกำลังทรงพลังมากขึ้นเมื่อ ผู้ปล่อยข้อมูลเท็จสามารถสร้างสื่อวิดีโอที่แสดงภาพบุคคลสำคัญพูดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้เหมือนตัวจริง เครื่องมือตบตาผู้รับสารที่แนบเนียนนี้เรียกว่า ‘Deepfake’ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีภูมิปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบความคิดของมนุษย์และกำลังถูกพัฒนาให้สามารถเลียนแบบพฤติกรรม น้ำเสียงและท่วงทำนองการพูดได้ด้วย ไม่นานนี้สื่อ BuzzFeed นำภาพและเสียง…

สองชาวอังกฤษถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังสัมผัส “สารปริศนา” ใกล้เมืองที่สายลับรัสเซียถูกวางยาพิษ

เอเอฟพี – ตำรวจอังกฤษ ระบุในวันนี้ (4) มีคนสองคนกำลังอยู่ในอาการสาหัสในโรงพยาบาลเมืองซอลส์บรีหลังจากสัมผัสกับ “สารปริศนา” ไม่ไกลจากที่ๆ อดีตสายลับรัสเซีย เซียร์เกย์ สกริปัล และลูกสาวของเขาถูกวางยาพิษ “ผู้ป่วยสองคนกำลังรับการรักษาหลังจากสัมผัสกับสารปริศนาที่โรงพยาบาลเขตซอลส์บรี” ตำรวจวิลต์เชอร์ ระบุ “พวกเขาทั้งคู่อยู่ในอาการสาหัส” ตำรวจ กล่าว และเสริมว่า พวกเขาพิจารณาว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น “เหตุการณ์ร้ายแรง” คนทั้งสองเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งอายุราว 40 กว่าๆ ถูกพบหมดสติเมื่อวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายนที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านอเมสบรี ซึ่งอยู่ห่างจากซอลส์บรีประมาณสิบกว่ากิโลเมตร เซียร์เกย์และยูเลีย สกริปัล ถูกพบหมดสติบนม้านั่งในเมืองแห่งนี้ในฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษซึ่งอดีตสายลับสองหน้ารายนี้อาศัยอยู่ในเดือนมีนาคม เป็นชนวนวิกฤตทางการทูตอันขมขื่นระหว่างมอสโกและลอนดอนที่ระบุว่า สารทำลายประสาทสมัยโซเวียตชื่อว่า โนวิชอค ถูกใช้กับพวกเขาทั้งสอง ตำรวจวิลต์เชอร์ ระบุว่า เบื้องต้นพวกเขาสงสัยว่า ทั้งสองคนป่วยหลังจากใช้เฮโรอีนหรือโคเคนผงจากจากกลุ่มยาเสพติดปนเปื้อน” “อย่างไรก็ตาม กำลังมีการการทดสอบเพิ่มเติมอยู่ในตอนนี้เพื่อตรวจสอบว่าสารชนิดใดที่ทำให้ผู้ป่วยสองคนนี้ล้มป่วย และเรายังคงพิจารณาสภาพการณ์แวดล้อมเหตุการณ์นี้ด้วย” พวกเขา กล่าว เทปคำเตือนการรักษาความปลอดภัยถูกติดตั้งล้อมพื้นที่ที่พวกเขาไปมาก่อนที่จะล้มป่วย ตำรวจระบุ และมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในทั้งอเมสบรีและซอลส์บรี โฆษกสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England : PHE) ระบุว่า “ไม่น่าจะมีความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อสาธารณะชนวงกว้าง”…

คิดค้นแผ่นฟิล์มอำพรางอุณหภูมิ ซ่อนวัตถุจากกล้องอินฟราเรด

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้พัฒนาแผ่นฟิล์มบางน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยอำพรางอุณหภูมิที่แท้จริงของวัตถุให้กลมกลืนไปกับอุณหภูมิพื้นหลังของสภาพแวดล้อมได้ โดยแผ่นฟิล์มนี้จะทำให้กล้องอินฟราเรดตรวจหาวัตถุที่ต้องการค้นหาไม่พบ มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายละเอียดของผลงานดังกล่าวในวารสาร Nano Letters โดย ศ.คอสคูน โคซาบาส์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร หนึ่งในทีมผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวระบุว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมึกกระดองที่เปลี่ยนสีและลวดลายให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเพื่อหลบภัยและซุ่มโจมตีเหยื่อ แผ่นฟิล์มดังกล่าวประกอบด้วยวัสดุหลายชนิดเช่น ไนลอน ทอง และพอลิเอทิลีน เรียงซ้อนกัน โดยมีการนำวัสดุเหล่านี้ไปแช่ในของเหลวมีประจุไฟฟ้า ก่อนนำมาประกอบเข้ากับแผ่น “กราฟีน” (Graphene) ซึ่งถือเป็นวัสดุมหัศจรรย์แห่งยุคอีกชั้นหนึ่ง ตามปกติแล้วกราฟีนจะแผ่ความร้อนในรูปของรังสีอินฟราเรดได้ดี ทำให้วัตถุที่แผ่นกราฟีนปกคลุมอยู่ถูกตรวจจับด้วยกล้องอินฟราเรดได้ง่าย แต่ในกรณีนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้นทั่วแผ่นฟิล์มที่ประดิษฐ์ไว้ โมเลกุลมีประจุไฟฟ้าในชั้นพอลิเอทิลีนจะรวมตัวเข้ากับชั้นกราฟีน จนการแผ่รังสีอินฟราเรดลดลงอย่างมาก “ความสามารถในการเป็นตัวนำไฟฟ้าและสมบัติเชิงแสงของกราฟีนถูกทำให้เปลี่ยนไปด้วยกระบวนการนี้ พูดง่าย ๆ คือเราทำให้กราฟีนมีความเป็นโลหะมากขึ้น จนเกิดการสะท้อนรังสีความร้อน ซึ่งจะปิดบังไม่ให้กล้องอินฟราเรดตรวจจับความร้อนจากวัตถุที่ค้นหาได้” ศ. โคซาบาส์ กล่าว เมื่อเพิ่มแรงดันไฟฟ้าในแผ่นฟิล์มอำพรางอุณหภูมิ วัตถุที่ร้อนกว่าสิ่งรอบข้างจะดูเหมือนเย็นตัวลง และวัตถุที่เย็นกว่าสภาพแวดล้อมก็ดูเหมือนจะร้อนขึ้น ทั้งที่แผ่นฟิล์มยังมีอุณหภูมิคงที่ โดยจะทำงานปรับเปลี่ยนสภาพอุณหภูมิที่มองผ่านกล้องอินฟราเรดให้อยู่ในช่วงระหว่าง 25-38 องศาเซลเซียสได้ ภายใน 5 วินาที สำหรับการนำแผ่นฟิล์มนี้ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นอกจากใช้อำพรางการตรวจจับวัตถุโดยกล้องอินฟราเรดแล้ว ยังอาจนำไปใช้งานในอวกาศ โดยเป็นฝาครอบตัวปล่อยความร้อนจากดาวเทียม ซึ่งจะช่วยสะท้อนแสงและความร้อนได้ดีขณะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ ทั้งยังช่วยให้ดาวเทียมปลดปล่อยความร้อนส่วนเกินได้มากขึ้นเมื่อหันหน้าเข้าหาด้านมืดของอวกาศด้วย ——————————————————————-…

ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินสนับสนุนคำสั่งทรัมป์ ห้ามพลเมือง 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ

ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินในวันอังคาร ยืนกรานตามคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการใช้นโยบายกีดกันพลเมืองจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ คณะตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ หรือ Supreme Court ลงมติด้วยคะแนน 5-4 ตัดสินว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการจำกัดการเดินทางของพลเมืองจากประเทศอื่นมายังสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยกขึ้นมาประกอบการเสนอนโยบายดังกล่าว หัวหน้าคณะตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ ผู้พิพากษา จอห์น โรเบิร์ต เป็นผู้เขียนประกาศคำตัดสินที่ว่านี้ และยังได้ปฏิเสธคำร้องของรัฐฮาวาย รวมทั้งของสมาคมชาวมุสลิมในรัฐฮาวาย และประชาชนอีก 3 รัฐ ที่ร้องเรียนว่าคำสั่งฝ่ายบริหารของ ปธน.ทรัมป์ ขัดกับบทบัญญัติที่ 1 ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ที่ระบุไว้ว่าห้ามเลือกปฏิบัติต่อคนต่างศาสนา หลังคำตัดสินของศาลสูงได้รับการเปิดเผยออกมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้จัดประชุมแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวในช่วงสายวันอังคาร แสดงความยินดีต่อคำตัดสินของศาลสูงในครั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ถือเป็นชัยชนะและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของคนอเมริกันและรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ และว่า อเมริกาจำเป็นต้องเข้มแข็งและมั่นคงปลอดภัย และต้องมีการตรวจสอบคนที่จะเดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อทราบให้ได้ว่าพวกเขามาจากไหน ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ เมื่อ 2…