ลอบวางระเบิดในเมืองมัณฑะเลย์ บาดเจ็บ 9 คน

  เกิดเหตุลอบวางระเบิดหน้าสำนักงานขนส่งทางบกที่เมืองมัณฑะเลย์ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 9 คน ขณะที่ออง ซาน ซู จี ขึ้นให้การในศาลเป็นครั้งแรก ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้ง หน้าสำนักงานขนส่งทางบกในเมืองมัณฑะเลย์ แรงระเบิดส่งผลให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายอย่างน้อย 14 คัน และมีผู้บาดเจ็บ 9 คน ขณะที่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังการโจมตีพิเศษ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุในครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายโจมตีแหล่งจัดเก็บรายได้ของทางการ เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลทหารนำเงินไปจัดซื้ออาวุธ ซึ่งสำนักงานขนส่งทางบกที่เป็นเป้าโจมตีทำหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมใบขับขี่และภาษีรถยนต์ รถจักรยานยนต์   ซู จี ให้การในศาลเป็นครั้งแรก ด้านออง ซาน ซู จี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา ขึ้นให้การในศาลเป็นครั้งแรก ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็น 1 ใน 11 ข้อหาที่ถูกดำเนินคดี การพิจารณาคดีในครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ โดยห้ามสื่อมวลชน นักการทูต และคนทั่วไปเข้ารับฟังการพิจารณาคดี     นอกจากนี้ รัฐบาลทหารยังออกคำสั่งห้ามทนายความของซู จี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน…

“ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามชุมนุม-มั่วสุมทั่วราชอาณาจักร หลังเปิดประเทศ ฝ่าฝืนมีโทษหนักคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น

  ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุมที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั่วประเทศ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท   เมื่อวันที่ 28 ต.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ฉบับที่ ๑๓)   ตามที่รัฐบาลได้ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๖) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ และคำสั่ง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19 ) ที่…

“ดีอีเอส กสทช ผู้ให้บริการโทรคม” คลอดมาตรการเข้ม!! กวาดล้าง sms หลอกลวง

  สำนักงาน กสทช. ยกระดับมาตรการจัดการปัญหา SMS หลอกลวง เข้มลงโทษทางปกครองกับผู้ให้บริการเนื้อหาที่ปล่อยให้มี SMS หลวกลวง ส่งเรื่องให้ บช.สอท. ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วน ดีอีเอส เอาผิดกับมิจฉาชีพตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จี้ผู้ให้บริการเนื้อหาต้องมีระบบยืนยันตัวตนชัดเจน   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงาน กสทช. ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ประกอบการโทรคมนาคม ได้ประชุมหารือเพื่อติดตามและกำกับดูแลกรณีมิจฉาชีพ ส่งข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชน การชักชวนเล่นพนันออนไลน์ และลามกอนาจาร นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า จากการประชุมติดตามและกำกับดูแลกรณีมิจฉาชีพส่งข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชน การชักชวนเล่นพนันออนไลน์ และลามกอนาจาร ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่จะยกระดับมาตรการในการดำเนินการจัดการปัญหา SMS หลอกลวงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง   โดยสำนักงาน กสทช. ได้กำหนดมาตรการเกี่ยวกับเนื้อหาของข้อความ และการกำหนดชื่อ Sender name ซึ่งจะเริ่มจากต้นทางของการส่ง SMS จากผู้ให้บริการเนื้อหา…

สหรัฐออกหนังสือเดินทางเล่มแรก ใช้เครื่องหมาย “กากบาท” ไม่ระบุเพศ

  สหรัฐออกหนังสือเดินทางเล่มแรก – วันที่ 28 ต.ค. บีบีซี รายงานว่า สหรัฐอเมริกาออกหนังสือเดินทางไม่ระบุเพศเป็นเล่มแรกของประเทศ โดยใช้เครื่องหมายกากบาท (X) ในช่องระบุเพศ ซึ่งแสดงว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไม่ได้ระบุว่าเป็นเพศชายหรือหญิง   หนังสือเดินทางเล่มดังกล่าวออกแก่ ดานา ซิม Dana Zzyym อายุ 66 ปี ทหารผ่านศึกกองทัพเรือสหรัฐ และระบุว่าตัวเองเป็นนอน-ไบนารี (non-binary) ซึ่งหมายถึงผู้ไม่เห็นว่าเพศของตัวเองจำกัดอยู่กับเฉพาะกับเพศชายและเพศหญิง   ดานา ซิม เคยยื่นฟ้องกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เมื่อปี 2558 เพื่อคัดค้านการถูกปฏิเสธการออกหนังสือเดินทาง หลังเจ้าตัวไม่ได้ระบุเพศชายหรือเพศหญิงในเอกสารขอทำหนังสือเดินทาง ดานา ซิม กล่าวหลังได้รับหนังสือเดินทางเล่มใหม่ว่า เป็นช่วงเวลาน่าตื่นเต้น ตนจะไปทุกที่และพูดว่า “ใช่ นี่คือตัวตนของฉัน” และว่า ก่อนได้รับหนังสือเดินทางเล่มใหม่ เป็นความรู้สึกมเหมือนอยู่ในคุก   “คุณถูกปฏิเสธสถานะการเป็นมนุษย์ และมันเหมือนกับว่าฉันไม่ใช่พลเมืองของประเทศนี้ เพราะฉันถูกปฏิเสธการเข้าถึง และไม่อนุญาตให้เฉพาะคนร้ายและนักโทษเดินทาง” ดานา ซิม กล่าว   ทั้งนี้…

สหรัฐยื่นอุทธรณ์ศาลอังกฤษ ขอตัวผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ไปดำเนินคดีในศาลสหรัฐ

  ทนายสหรัฐยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลอังกฤษ เรียกร้องให้มีคำสั่งส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัว จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ข่าววิกิลีกส์ไปดำเนินคดีที่สหรัฐ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนอัสซานจ์ออกโรงประท้วงกลางกรุงลอนดอน   ทนายความตัวแทนของสหรัฐ ส่งคำร้องเมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) ให้อังกฤษส่งตัว จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ (Wikileaks) เว็บไซต์ข่าวเอกชนที่แฉข้อมูลลับทางการทหารและข้อมูลเรื่องการทุจริตในหลายประเทศ ไปยังสหรัฐเพื่อรับการดำเนินคดี หลังจากที่ศาลชั้นต้นของอังกฤษไม่อนุญาต จูเลียน อัสซานจ์ ในวัย 50 ปี เป็นที่ต้องการตัวในสหรัฐอเมริกาในข้อหาทางอาญา 18 คดี ซึ่งรวมถึงการละเมิดกฎหมายการสอดแนม หลังจากที่ทีมงานของเขาเผยแพร่เอกสารลับและบันทึกลับของบุคลากรทางการทูตเป็นจำนวนมากในปี 2553   ทนายความเจมส์ ลูอิส ซึ่งทำหน้าที่แทนรัฐบาลสหรัฐ แถลงต่อศาลอุทธรณ์ในลอนดอน ว่าผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของอังกฤษพลาดที่ตัดสินว่า ไม่สามารถส่งตัวอัสซานจ์ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่เขาจะฆ่าตัวตายในเรือนจำของสหรัฐ ลูอิส โต้แย้งว่า ไม่ควรนำความวิตกเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์มาเป็นข้ออ้างในการละเว้นการส่งตัว ในเอกสารสรุปข้อโต้แย้งของลูอิส ซึ่งนำเสนอต่อศาลและเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ระบุว่า สหรัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือสิ่งที่เป็นข้อกังวลของศาลอังกฤษ และให้การรับรองด้วยว่า สหรัฐจะยินยอมให้อัสซานจ์ย้ายไปรับโทษจำคุกที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของเขา   อัสซานจ์ซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ถูกคุมขังที่เรือนจำบัลมาร์ชในลอนดอน แต่เดิมเขาแจ้งต่อศาลว่าป่วยจนให้การไม่ไหว แต่ก็กลับมาให้การผ่านระบบวิดีโอคอลได้ในภายหลัง…

สิงคโปร์เปิดให้ใช้แอป SingPass เพื่อติดต่อราชการแทนบัตรประชาชนตัวจริงแทบทุกกรณี

  สิงโปร์ประกาศให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบบัตรประชาชนจากหน้าจอแอป SingPass แทนการขอตรวจสอบบัตรประชาชนตัวจริงได้แทบทุกกรณี เหลือเพียงบางกรณีที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง เช่น การจดทะเบียนสมรส หรือการลงทะเบียนเข้าพักโรงแรมที่ต้องรอการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป มีผลวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ประกาศครั้งนี้มีผลทำให้แอป SingPass ใช้งานกับบริการออฟไลน์ได้ด้วย จากเดิมที่แอปมีหน้าที่ยืนยันตัวตนสำหรับบริการออนไลน์เท่านั้น และสิงคโปร์พยายามย้ายบริการภาครัฐหลายอย่างเป็นบริการออนไลน์ล้วนมาแล้ว เช่น บริการแจ้งเกิด หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎร์ทั้งหลาย การแสดงตัวที่จุดบริการภาครัฐ, การเข้ารับบริการทางการแพทย์, และการยืมคืนหนังสือในห้องสมุดจะสามารถแสดงหน้าจอ SingPass ได้แทนทันที โดยหน้าจอ SingPass เวอร์ชั่นใหม่จะมีหน้าจอแสดงข้อมูลพื้นฐานเฉพาะ ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประชาชน, และรูปถ่าย และหน้าจอแสดงข้อมูลเต็ม ที่เพิ่มข้อมูล เพศ, สัญชาติ, วันเกิด, ที่อยู่ หรือหากเป็นผู้พำนักแบบถือใบอนุญาตทำงานก็จะมีชื่อนายจ้างด้วย ตัวหน้าจอป้องกันการปลอมแปลงด้วยโลโก้แบบภาพเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการจับภาพหน้าจอไปปลอมแปลง ตอนนี้มีการใช้งาน SingPass ครอบคลุม 97% ของประชากรและผู้พำนักถาวรในสิงคโปร์ รวม 3.2 ล้านคนและมีการทำธุรกรรมทั้งแบบบุคคลและนิติบุคคลถึงปีละ 300 ล้านครั้ง   ที่มา – GovTech —————————————————————————————————————————————————- ที่มา :…