ทีมงาน “ชวน” แจงระเบียบการใช้เวทีแถลงข่าวสภาฯ

คณะทำงานการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงระเบียบการใช้ห้องแถลงข่าวสภาผู้แทนราษฎร ย้ำเป็นการกลั่นกรองเนื้อหาที่จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ ( 18 ธ.ค.2562) หลังจากที่มีภาพการจูบกันของบุคคลที่ร่วมแถลงข่าวของ กลุ่ม LGBT ที่จุดการแถลงข่าวของสภาผู้แทนราษฎรปรากฎวันนี้ นางผ่องศรี ธาราภูมิ หัวหน้าคณะทำงานการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายแทนคุณ จิตติ์อิสระ เลขานุการคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมแถลงเกี่ยวกับ ระเบียบหลักเกณฑ์การใช้ห้องการแถลงข่าวของรัฐสภา โดยย้ำว่ามีข้อกำหนดห้ามใช้เวทีแถลงข่าวที่ใช้คำไม่เหมาะสม เช่น การแขวะ หรือการดูถูกผู้อื่น หรือการแสดงพฤติกรรมที่ส่อไปทางอานาจาร แลห้ามแสดงออกเชิงลามกอนาจาร เหยียดหยามดูถูกดูแคลน ให้ร้ายป้ายสี ซึ่งจะต้องรักษามารยาทให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยวาจาสุภาพ และรักษาระเบียบอย่างเคร่งครัด ยังอ้างอิงว่าในการแถลงข่าวหลายครั้งที่ผ่านมายังมีการละเมิดกติกาข้อบังคับการใช้พื้นที่แถลงข่าว เป็นเหตุให้ต้องมีความเข้มงวดในการคัดกรองการแถลงข่าวให้เป็นไปตามระเบียบ พร้อมย้ำว่าการไลฟ์สดให้ทำได้เฉพาะผู้สื่อข่าวและผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่าน้ัน และยืนยันไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพ แต่ต้องเคารพกฎกติกา ขณะเดียวกันการจัดระเบียบนี้จะเป็นการกลั่นกรองเนื้อหาที่จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร นางผ่องศรี ระบุว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องการให้เป็นต้นแบบของการแถลงข่าวเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชนในการใช้พื้นที่แถลงข่าว ซึ่งระเบียบนี้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2551 กำหนดบุคคลที่ใช้ห้องแถลงข่าวเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านฯ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ กลุ่มที่ 2 เลขาธิารสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการวุฒิสภา และข้าราชการสามัญรัฐสภาที่ได้รับมอบหมาย กลุ่มที่ 3 อดีตสมาชิกรัฐสภา กลุ่มที่…

จีนเริ่มใช้ระบบศาลอัจฉริยะสำหรับคดีพิพาทออนไลน์

A virtual judge hears litigants in a case before a Chinese “internet court” in Hangzhou, China. (Courtesy: AFP/YouTube video) ในความพยายามเพื่อลดปริมาณงานสำหรับมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งความเร็วของกระบวนการในศาล จีนเริ่มนำระบบศาลออนไลน์หรือที่เรียกว่าศาลอัจฉริยะมาใช้ที่กรุงปักกิ่งและเมืองกวางโจวหลังจากที่ได้ทดลองใช้เมืองหางโจวเมื่อปี 2560 จากการที่เมืองหางโจวเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีของจีน โดยในสมาร์ทคอร์ทหรือศาลอัจฉริยะที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยนี้ ผู้ร้องทุกข์สามารถลงทะเบียนคำร้องของตนทางอินเทอร์เน็ตและเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนออนไลน์ ซึ่งศาลจะสื่อสารเรื่องราวและคำวินิจฉัยต่างๆ ให้กับคู่กรณีด้วยการส่งข้อมูลทางอุปกรณ์ดิจิทัล นับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคมปีนี้ มีชาวจีนเข้าใช้บริการศาลออนไลน์รวมแล้วกว่า 3 ล้าน 1 แสนครั้งและมีชาวจีนกว่า 1 ล้านคนพร้อมทั้งนักกฎหมายอีกกว่า 7 หมื่น 3 พันคนที่ลงทะเบียนร่วมใช้บริการเช่นกัน ในการสาธิตระบบดังกล่าวต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวแสดงกระบวนการไต่สวนซึ่งคู่กรณีสื่อสารกับผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้พิพากษาเสมือนจริงได้ถามโจทก์ว่าจำเลยมีข้อคัดค้านใดในหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์ยื่นให้ศาลพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการใช้ผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ก็ตามแต่ก็ยังมีผู้พิพากษาที่เป็นคนจริงคอยสังเกตกระบวนการและตรวจสอบคำวินิจฉัยที่สำคัญอยู่ ข้อดีอย่างหนึ่งของระบบศาลออนไลน์หรือสมาร์ทคอร์ทของจีนก็คือระบบศาลดังกล่าวสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเวลาราชการ และการยื่นคำร้องหรือการส่งเอกสารหลักฐานก็สามารถทำได้ออนไลน์โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงศาลด้วย อย่างไรก็ตามตอนนี้ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวรับพิจารณาเฉพาะคดีความเกี่ยวกับระบบดิจิทัลเท่านั้น เช่น ข้อพิพาทเรื่องการค้าทางระบบอินเทอร์เน็ต การละเมิดลิขสิทธิ์…

ประท้วงกฎหมายสถานะพลเมืองอินเดียลุกลามรุนแรงทั่วประเทศ

India Citizenship Law Protest การประท้วงต่อต้านกฎหมายสถานะพลเมืองฉบับใหม่ของอินเดียลุกลามไปทั่วประเทศในวันพุธ ท่ามกลางการปราบปรามของรัฐบาล การประท้วงปะทุขึ้นในนครมุมไบ เมืองเชนไน เมืองกาฮูอาตี และในรัฐทมิฬนาฎู นอกจากนี้ยังลุกลามไปถึงเมืองศรีนาการ์ เมืองโกชิ และรัฐราชสถาน ที่กรุงนิวเดลี ผู้ประท้วงหลายร้อยคนเดินขบวนด้านหน้ามหาวิทยาลัย Jamia Millia Islamia ที่ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับนักศึกษาเมื่อวันอาทิตย์ โดยทางการได้สั่งจำกัดการชุมนุมของชาวมุสลิมในกรุงนิวเดลีหลังจากมีการเผาป้อมตำรวจและรถดยสารหลายคัน ส่วนที่รัฐอัสสัมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและประกาศเคอร์ฟิว บรรดาผู้นำพรรคฝ่ายค้านอินเดียปลุกระดมให้เกิดการประท้วงในหลายเมืองตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลของประชาชนในรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่ากฎหมายฉบับใหม่จะทำให้มีผู้อพยพชาวฮินดูได้รับสถานะพลเมืองอินเดียมากขึ้น กฎหมายสถานะพลเมืองฉบับใหม่ของอินเดียกำหนดไว้ว่า ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านสามประเทศ คือ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และบังกลาเทศ ที่นับถือศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาหลักในประเทศเหล่านั้นรวม 6 ศาสนา เช่น ฮินดู ซิกห์ และคริสต์ จะได้รับสถานะพลเมืองอินเดียเร็วขึ้น แต่ไม่รวมอิสลาม รัฐบาลอินเดียปฏิเสธว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม แต่เป็นเพราะชาวมุสลิมไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยในประเทศเหล่านั้นซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม บรรดาองค์กรอิสลาม กลุ่มสิทธิมนุษยชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต่างต่อต้านกฎหมายฉบับนี้โดยบอกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม และว่าเป็นความพยายามของนายกรัฐมนตรีนเรนธรา โมดี ที่ต้องการลดความสำคัญของศาสนาอิสลามในอินเดีย ซึ่งนายกฯ โมดี ได้ออกมาปฏิเสธ ชาวมุสลิมในอินเดียจำนวนมากต่างบอกว่าพวกตนรู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง หลังจากที่นายกฯ โมดี ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู…

ศาลออสซี่สั่งจำคุก 76 ปีสองพี่น้องซุกระเบิดใน ‘เครื่องบดเนื้อ’ หวังโจมตีเครื่องบินเอทิฮัด

เอเอฟพี – คนร้ายสองพี่น้องซึ่งนำระเบิดซุกซ่อนใน ‘เครื่องบดเนื้อ’ หวังก่อวินาศกรรมเครื่องบินโดยสารจากซิดนีย์ไปยังอาบูดาบีถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกเป็นเวลารวม 76 ปี วันนี้ (17 ธ.ค.) คอลิด และ มะห์มูด คายัต ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียเชื้อสายเลบานอน ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานก่อการร้าย หลังพยายามนำระเบิดแสวงเครื่องขึ้นไปบนเครื่องบินโดยสารของสายการบินเอทิฮัดแอร์เวย์สเมื่อเดือน ก.ค. ปี 2017 ตามใบสั่งของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) คอลิด ถูกตัดสินจำคุก 40 ปี โดยไม่มีสิทธิ์ยื่นขอทำทัณฑ์บนอย่างน้อย 30 ปี ขณะที่ มะห์มูด โดนโทษจำคุก 36 ปี ห้ามทำทัณฑ์บน 27 ปี ระเบิดเครื่องบดเนื้อถูกซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าเดินทางของชายคนที่ 3 ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องมาก่อน โดยทั้งหมดเป็นแผนบงการจากต่างแดนโดยชายคนที่ 4 ซึ่งมีรายงานว่าเคยร่วมต่อสู้กับนักรบไอเอสในซีเรีย อย่างไรก็ดี แผนวินาศกรรมมาถูกยกเลิกเอาในนาทีสุดท้าย หลังพนักงานสายการบินแจ้งว่ากระเป๋าเดินทางของพวกเขาน้ำหนักเกิน และกลุ่มผู้วางแผนเห็นว่าเสี่ยงเกินไปที่จะนำระเบิดผ่านด่านศุลกากร ผู้พิพากษา คริสทีน แอดัมสัน ชี้ว่า แม้จะไม่มีใครได้รับอันตรายจากแผนวินาศกรรมครั้งนี้ แต่จำเลยก็ประสบความสำเร็จในการ “สร้างความหวาดกลัว” เนื่องจากเรื่องนี้ถูกแจ้งให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ…

รัฐสั่งสืบทางลับ ‘ทุนจีน’ ซื้อมหา’ลัยไทย หวั่นรุกคืบสู่ ‘ล้งจีน’ เหมือนที่ยึดตลาดผลไม้ไทย!

กลุ่มทุนจีนเข้าซื้อกิจการมหาวิทยาลัยเอกชนไทย กำลังเป็นประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลบิ๊กตู่สั่งให้มีการตรวจสอบทางลับ เพราะกลุ่มจีนเป็นทุนขนาดใหญ่ เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย ยึดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะมีการแปลงร่างเป็น “ล้งจีน” สร้าง Campus จีน สาขาประเทศไทย ที่มีอิทธิพลเหมือน ‘ล้งจีน’ ที่เข้าครอบงำตลาดการค้าผลไม้ไทย จนเกษตรกรเจ้าของสวนมีสถานะเป็นคนเฝ้าสวน ขณะที่ล้งไทยสูญพันธุ์! กรณีที่กลุ่มทุนจีนเข้าซื้อสถาบันอุดมศึกษาเอกชนของไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เพราะเบื้องหลังที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งวางแผนรับมือกับเรื่องดังกล่าว โดยได้ร่วมกันตั้งคณะทำงานเฝ้าระวังฯ ซึ่งมีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ อว. กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กรมที่ดิน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ฯลฯ เป็นคณะทำงาน อีกทั้งได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงปัญหาดังกล่าวให้กระทรวงพาณิชย์ต้องไปพิจารณาการถือหุ้นแบบนอมินีว่ามีกฎหมายอะไรควบคุมอยู่ รวมทั้งการออกวีซ่า นักเรียน นักศึกษา ของกระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีความชัดเจน เหมือนสหรัฐอเมริกา (J1…

ข้อมูลยั่วยุจากบัญชีปลอม ได้รับความนิยมด้วยอัลกอริทึมของ ‘ยูทูบ’ เอง

ยูทูบเร่งปิดช่องที่นำเสนอข่าวปลอม หลังพบว่าช่องข่าวในสหรัฐฯ จำนวนมากนำเสนอข้อมูลที่ทั้งปลอมและยั่วยุได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากระบบการ ‘แนะนำวิดีโอ’ ของยูทูบเอง ผู้ใช้งานบัญชียูทูบปลอมจำนวนมากเผยแพร่คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของยูทูบด้วยการดึงเอาวิดีโอจากสำนักข่าวใหญ่ต่างๆ มาใช้ โดยส่วนใหญ่เป็นภาพการนำเสนอข่าวในประเด็นต่างๆ ของสำนักข่าว CNN และมีการนำภาพจากสำนักข่าว FOX News มาใช้บ้างในบางกรณี ซึ่งเป็นการสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนความจริงและยั่วยุ ปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้เป็นการหาผลประโยชน์โดยตรงกับอัลกอริทึมของยูทูบที่มีหน้าที่ในการ “แนะนำวิดีโอ” ให้กับผู้ชมที่สนใจในประเด็นเดียวกัน โดยระบบของยูทูบจะทำการแนะนำคลิปวิดีโอเหล่านี้ไปยังผู้ชมยูทูบที่สนใจเนื้อหาดังกล่าวทันทีหลังจากมีการโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม ทำให้ขณะนี้ทางยูทูบกำลังเร่งมือปิดช่องแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนโดยเร็วที่สุด อัลกอริทึมด้านการแนะนำวิดีโอดังกล่าวยังได้แนะนำวิดีโอจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไปยังผู้ใช้งานยูทูบที่มีความสนใจในประเด็นนี้ โดยเป็นการเพิ่มความนิยมให้กับคลิปวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่งสำนักข่าว CNN ชี้ว่า บางช่องยูทูบที่นำเสนอข่าวปลอมด้านการเมืองมียอดเข้าชมคลิปวิดีโอไปมากกว่า 2 ล้านครั้งในระยะเวลาเพียงสุดสัปดาห์เดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่จากสังคมว่ายูทูบมีวิธีการจัดการกับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ยั่วยุ และข่าวปลอม ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ท่ามกลางความพยายามของผู้สร้างคอนเทนต์ในยูทูบที่พยายามหาทางเอาชนะระบบใหม่นี้เพื่อทำเงินบนแพลตฟอร์มให้มากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทกูเกิลซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบเดินหน้าผลักดันมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการแนะนำวิดีโอให้กับผู้ใช้งานยูทูบในประเด็นที่พวกเขาสนใจ บริษัท Plasticity สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์และการประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อให้เอไอสามารถเข้าใจภาษาของมนุษย์ซึ่งมีสำนักงานในนครซานฟรานซิสโกระบุว่า ภายหลังจากที่ทางบริษัทได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากยูทูบ Plasticity พบว่า มีช่องยูทูบหลายร้อยช่องนำเสนอข่าวปลอมและยั่วยุเหล่านี้จะ ใช้วิธีการเปลี่ยนกราฟฟิกบนหน้าจอ เช่น พาดหัวข่าวต่างๆ เพื่อบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดให้สังคม รวมถึงเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนคลิกเข้ามาชมวิดีโอเหล่านั้น ทั้งนี้ ยูทูบ ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN Business ว่าทางทีมงานได้สืบสวนถึงกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า บัญชีผู้สร้างคอนเทนต์หลอกลวงเหล่านั้นมีที่มาจากผู้ใช้งานในพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนการสร้างสแปมโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างวิดีโอเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทำเงินในโลกออนไลน์จากยอดวิวและโฆษณาคั่นบนแพลตฟอร์มของยูทูบ นอกจากนั้นยูทูบยังยืนยันอีกด้วยว่าจากการสืบสวนไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าวิดีโอปลอมเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองในสหรัฐฯ และแม้ว่าทาง CNN และบริษัท Plasticity จะพบว่าวิดีโอจำนวนมากเป็นคลิปที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนทางการเมืองของสหรัฐฯ…