แคสเปอร์สกี้เผยสถิติปี 2020 พบไฟล์อันตรายเกิดใหม่เฉลี่ยวันละ 360,000 ไฟล์ เพิ่มขึ้น 5.2% จากปีก่อน

ในปี 2020 แคสเปอร์สกี้ตรวจพบไฟล์อันตรายเกิดใหม่เฉลี่ยแล้ววันละ 360,000 ไฟล์ คิดเป็นเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุน่าจะมาจากการเติบโตขึ้นอย่างมากของโทรจัน (ไฟล์ตัวร้ายที่ก่ออันตรายได้มากมายหลายอย่าง รวมทั้งลบหรือแอบจารกรรมข้อมูลด้วย) และแบ็คดอร์ (โทรจันประเภทหนึ่งที่ผู้ก่อการร้ายสามารถเข้ามายึดควบคุมเครื่องของเหยื่อ) คิดเป็นอัตราเพิ่ม 40.5% และ 23% ตามลำดับ และนี่คือเทรนด์ที่พบในรายงาน Kaspersky Security Bulletin: Statistics of the Year Report     ระบบตรวจจับของแคสเปอร์สกี้ค้นพบไฟล์อันตรายเฉลี่ยแล้ว 360,000 ไฟล์ใหม่ทุกวันในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมากกว่าปีก่อนหน้านี้ 18,000 ไฟล์ (เพิ่มขึ้น 5.2%) และเพิ่มจากปี 2018 คือ 346,000 ไฟล์ ในบรรดาไฟล์อันตรายเหล่านี้ 60.2% เป็นโทรจันทั่วไปไม่เจาะจงประเภท และพบว่ามีโทรจันเพิ่มขึ้น 40.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังพบแบ็คดอร์เพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งเวิร์ม (โปรแกรมอันตรายที่ทำซ้ำตัวเองบนระบบ) ถูกเขียนด้วยภาษา VisualBasicScript…

ตายแล้ว4 ม็อบบุกสภาสหรัฐ นักข่าวเผยนาทีโกลาหลในห้องประชุม

ตายแล้ว4 – จากกรณีมวลชนผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าอาคารรัฐสภาสหรัฐ กรุงวอชิงตัน ขัดขวางการประชุมเพื่อรับรองการแต่งตั้งให้นายโจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ เกิดความโกลาหลไปทั่วเมืองหลวง จนทางการต้องประกาศเคอร์ฟิว ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันพุธที่ 6 ม.ค. ตามเวลาสหรัฐ     บีบีซี รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตในเหตุโกลาหลนี้เพิ่มเป็น 4 รายแล้ว ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นผู้ประท้วงหญิง ถูกยิงที่หน้าอก ขณะพยายามจะบุกเข้าห้องประชุมสภาผู้แทนในอาคารรัฐสภา ช่วงเวลา 15.00 น. และเสียชีวิตถูกส่งตัวถึงโรงพยาบาล ทราบชื่อต่อมา ว่า แอชลี แบ็บบิตต์ เป็นทหารผ่านศึกของกองทัพอากาศ และเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์     ตำรวจวอชิงตัน ดี.ซี. เผยว่า ผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย เป็นผลมาจากอาการบาดเจ็บขณะบุกอาคารรัฐสภา หรือ ยูเอส แคปิตอล ผู้ตายเป็นผู้หญิงหนึ่งราย และผู้ชายสองราย นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุม 52 คน ในจำนวนนี้ 47 คนถูกจับฐานฝ่าฝืนกฎเคอร์ฟิว…

สหรัฐเละ! ม็อบคลั่งทรัมป์บุกสภา โกลาหลขั้นสุด ขวางรับรองไบเดน

สหรัฐเละ! – 7 ม.ค. ซีเอ็นเอ็น และ เอพี รายงานสถานการณ์การเมืองสหรัฐอเมริกาสุดปั่นป่วนโกลาหล และน่าอับอายไปทั่วโลก เมื่อฝูงชนฝ่ายขวาจัดที่สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าอาคารรัฐสภา หรือ ยูเอส แคปิตอล กลางกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงของประเทศ ขัดขวางการประชุมลงมติรับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดน ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี จนล่มกลางคัน บรรดาส.ส.ต้องอพยพออกจากห้องประชุม และกรุงวอชิงตันต้องประกาศเคอร์ฟิว   สื่อมวลชนสหรัฐต่างรายงานความโกลาหลที่น่าตกตะลึงเกินคาดคิดเมื่อช่วงเย็นวันพุธ ตามเวลาสหรัฐ ทำลายภาพความเป็นผู้นำโลกประชาธิปไตยของสหรัฐอย่างยับเยิน โดยเฉพาะการนำและยุยงมวลชนให้ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของนายทรัมป์เอง ทรัมป์ชมมวลชนสุดพิเศษ แม้ว่าหลังจากเกิดเหตุสุดปั่นป่วนนี้ผ่านไปสองชั่วโมง นายทรัมป์โพสต์ทวิตเตอร์ช่วง 16.40 น. บอกม็อบกองเชียร์ว่า “ผมเข้าใจความเจ็บปวดของท่าน เข้าใจความเจ็บใจ แต่ท่านต้องกลับบ้านได้แล้ว” อย่างไรก็ตามข้อความต่อมายังชื่นชมว่าเป็นมวลชน “สุดพิเศษ” ที่ร่วมต่อต้านการโกงเลือกตั้ง     นายทรัมป์โพสต์ข้อความนี้หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน ฝ่ายเดียวกับตนเอง ขอร้องให้ช่วยแสดงบทบาทห้ามปรามความรุนแรงที่รัฐสภา รวมถึงนายไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีที่อยู่ในห้องประชุม ก็เรียกร้องให้มวลชนออกจากเมืองหลวงไปในทันที   เช่นเดียวกับนายไบเดนที่นอกจากประณามมวลชนใช้ความรุนแรงกลุ่มนี้ ว่าทำร้ายภาระหน้าที่อันทรงคุณค่าของชาวเมริกัน ยังเรียกร้องให้นายทรัมป์ออกโทรทัศน์บอกให้มวลชนที่สนับสนุนตนเองยุติความรุนแรงได้แล้ว “การโจมตีอาคารรัฐสภาไม่ใช่การชุมนุมเรียกร้อง…

หวั่นนองเลือด! ตำรวจวอชิงตันเตือนแฟนคลับทรัมป์ ‘ห้ามพกปืน’ เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ค้านผลเลือกตั้ง 6 ม.ค.

  เจ้าหน้าที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตือนผู้สนับสนุนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่าพกปืนมาร่วมชุมนุมคัดค้านผลเลือกตั้งในวันที่ 6 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่สภาคองเกรสจะมีกำหนดรับรองผลมติคณะผู้เลือกตั้งให้ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ขณะเดียวกันก็มีการเรียกระดมกองกำลังเนชันแนลการ์ดหลายร้อยนายเพื่อควบคุมสถานการณ์ “เราได้รับข้อมูลมาว่า มีคนบางกลุ่มเตรียมที่จะนำอาวุธปืนเข้ามาในเมือง ซึ่งเป็นการกระทำที่รับไม่ได้” โรเบิร์ต คอนที ผู้บัญชาการตำรวจวอชิงตัน ระบุในงานแถลงข่าวที่ศาลาว่าการเมือง พร้อมเตือนว่าผู้ใดก็ตามที่ทำเช่นนั้นหรือพยายามปลุกปั่นความรุนแรงจะถูกจับทันที ด้านกองกำลังเนชันแนลการ์ดของ ดี.ซี. แถลงวานนี้ (4 ม.ค.) ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ราว 300 นายเข้ามาช่วยควบคุมฝูงชน และสนับสนุนภารกิจของของหน่วยดับเพลิงและกู้ชีพ ร่วมกับตำรวจวอชิงตัน, ตำรวจอุทยานแห่งชาติ (US Park Police) และหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิส กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดที่สุดในสหรัฐอเมริกา และห้ามมิให้ประชาชนพกปืนอย่างเปิดเผย หรือครอบครองอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตของท้องถิ่น ผู้สนับสนุนทรัมป์หลายพันคน รวมถึงกลุ่มชาตินิยมขวาจัดที่เคยพกปืนไปประท้วงในที่อื่นๆ มาแล้ว คาดว่าจะมารวมตัวกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ (5) ยาวไปจนถึงวันพุธที่ 6 ม.ค. เพื่อคัดค้านการรับรองผลเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 3 พ.ย.…

2020 ปีแห่งการทำข้อมูลหลุด

  ปี 2020 ถือเป็น “ปีแห่งการทำข้อมูลหลุด” บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยอย่าง AIS, true, Eatigo, Wongnai, Lazada หรือในต่างประเทศอย่าง Microsoft, Zoom, Capcom, Razer, Nintendo ฯลฯ ต่างก็ตกเป็นข่าวเรื่องการทำข้อมูลหลุด เดือนมกราคม Microsoft ทำข้อมูลการซัพพอร์ตลูกค้า (Customer Service and Support – CSS) ระหว่างปี 2005-2019 จำนวนกว่า 250 ล้านรายการ หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ เดือนมีนาคม บริษัทเดินเรือระดับโลก Princess Cruises และ Holland America ออกมาประกาศยอมรับว่ามีข้อมูลส่วนตัวของ พนักงาน ผู้เข้าพัก ลูกเรือ รั่วไหลจากการโดนแฮก เดือนเมษายน ผู้ให้บริการประชุมออนไลน์ อย่าง Zoom โดนโจรมือดี แฮกบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านกว่า 5 แสนชื่อ มาวางขายในขายในตลาดมืด…

จับหนุ่มญี่ปุ่น ดอดบุกพระตำหนักจักรพรรดินารุฮิโตะ เตร็ดเตร่อยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง

เอเอฟพีรายงานโดยอ้างรายงานของสื่อท้องถิ่นในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 มกราคม ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นได้จับกุมตัวชายวัย 29 ปีไว้ โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกพระตำหนักที่ประทับของจักรพรรดินารุฮิโตะในกรุงโตเกียว ซึ่งปกติแล้วมีการอารักขาอย่างเข้มงวด ฟุจิ นิวส์ เน็ตเวิร์ก (เอฟเอ็นเอ็น) รายงานว่า ชายดังกล่าวซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ บุกเข้าไปใน “อากาซากะ คอมเพล็กซ์” ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่ประทับในย่านหรูหราของกรุงโตเกียวขององค์จักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ระดับสูงของญี่ปุ่นตั้งแต่คืนวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา โดยอาศัยการลักลอบผ่านประตูเรือนรับรองแขกของราชสำนักซึ่งอยู่ติดกันแต่ไม่มีการรักษาความปลอดภัย และใช้เวลาอยู่ภายในพระตำหนักอากาซากะไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะถูกทหารองครักษ์จับตัวได้บริเวณใกล้กับตำหนักที่พักของ เจ้าหญิงยูริโกะ ซึ่งเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ขององค์พระจักรพรรดินารุฮิโตะ     สำนักข่าวทีบีเอสนิวส์ของญี่ปุ่น ซึ่งรายงานเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารับมอบตัวไปดำเนินคดีว่า ตนเพียงแค่ต้องการพบกับเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดกับพระจักรพรรดินารุฮิโตะเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ของเหตุการณ์ขณะองครักษ์ เข้าไปพบและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ โดยระบุเพียงว่า ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บในเหตุครั้งนี้เท่านั้น ทั้งนี้ กรณีบุกรุกนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2563 ที่ผ่านมา ชายชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ก็ลักลอบว่ายน้ำข้ามคูเมืองรอบนอกของพระราชวังอิมพีเรียลเข้าไปภายในซึ่งเป็นส่วนห้ามเข้าเด็ดขาดมาแล้ว และเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีชาวญี่ปุ่นและคนต่างชาติถูกจับกุมขณะพยายามว่ายข้ามคูเมืองเข้าไปบ่อยครั้ง รวมทั้งชายชาวอังกฤษรายหนึ่งซึ่งถูกจับหลังเปลือยกายล่อนจ้อนว่ายข้ามคูเมืองเข้าไปอีกด้วย  …