เกิดเหตุคนร้ายหลอกถามรหัส OTP ธนาคารในมาเลเซียนับสิบราย, คาดอาจมีเหตุรหัสผ่านรั่ว

ภาพโดย Walkerssk ลูกค้าธนาคารออนไลน์ในมาเลเซียกว่าสิบรายพบปัญหาถูกถอนเงินจนหมดบัญชีหลังคนร้ายโทรหลอกเอารหัส OTP ที่ส่งมาทางโทรศัพท์มือถือไป โดยคนร้ายอ้างกับเหยื่อว่ากรอกหมายเลขโทรศัพท์ผิดไป เมื่อสมัครเปิดใช้งาน และขอให้เหยื่อบอกรหัส OTP ให้ เหยื่อบางรายหลงเชื่อและยอมบอกรหัสให้ไป โดยบางรายยอมบอกรหัสไปถึง 6 ครั้ง เสียเงินไปนับแสนบาท โดยในมาเลเซีย รหัส OTP นี้จะเรียกกันว่า TAC (transaction authorisation code) ปัญหาสำคัญคือตอนนี้ไม่มีข้อมูลว่าคนร้ายสามารถล็อกอินบัญชีของเหยื่อได้อย่างไร เนื่องจากทำธุรกรรมออนไลน์ต้องมีชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน, และรหัส OTP การที่คนร้ายสามารถรู้รหัสผ่านได้ ทำให้เป็นไปได้ว่าเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลจากแแหล่งอื่นมาก่อน โดยอาจจะเป็นจากธนาคารเองหรือแหล่งอื่น ตำรวจมาเลเซียแจ้งเตือนว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสให้คนที่อ้างว่าโทรมาจากธนาคาร หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรกลับไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบ ———————————————– ที่มา : Blognone / 7 January 2019 Link : https://www.blognone.com/node/107394

มาเลเซียใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าจับอาชญากร

รัฐปีนังของมาเลเซียนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและ AI ที่พัฒนาโดยบริษัท IBM มาใส่ในกล้องวงจรปิด 767 ตัวทั่วเกาะ เพื่อใช้ตรวจจับอาชญากรรม หลายคนอาจจะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวแต่ทางสภาของรัฐยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้เพื่อตรวจจับใบหน้าของอาชญากรเท่านั้น เพื่อลดการก่อเหตุบนท้องถนน Chow Kon Yeow ผู้ว่าการรับปีนังให้สัมภาษณ์ว่า “เทคโนโลยีนี้จะช่วยจับภาพใบหน้าของอาชญากรหรือคนที่ตำรวจต้องการตัว ด้วยการควบคุมจากห้องควบคุมของ MBPP ที่สภาของเมือง และสำนักงานตำรวจของรัฐปีนัง การตรวจจับจะทำผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งทั่วเกาะ เป้าหมายเบื้องต้นคือลดอาชญากรรมบนท้องถนน เพื่อสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกับประชาชน เค้าตั้งเป้าจะเพิ่มกล้องพร้อมเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้เป็น 3,000 ตัวทั่วรัฐ เพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมได้ดีขึ้น รวมถึงขยายพื้นที่ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ใต้การปกครองของรัฐ Seberang Perai Municipal Council (MPSP)” ส่วนทาง A. Thaiveegan ผู้บัญชาการตำรวจแห่งรัฐปีนังบอกว่า ได้ทำการอัพโหลดรูปของผู้ร้ายและคนที่ตำรวจต้องการตัวขึ้นไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ถ้ามีการตรวจเจอใบหน้าเมื่อไหร่ AI ก็จะแจ้งเตือนทันที ซึ่งทางปีนังได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศจีนที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ปี 2005 แม้ว่าเทคโนโลยีจดจำใบหน้านั้นอาจจะไม่ได้ไว้วางใจได้ 100% เพราะอย่างในจีนนั้นก็มีปัญหากล้องที่เอาไว้ตรวจจับคนข้ามถนนผิดที่ ตรวจจับโฆษณาข้างรถเมล์ ส่งใบสั่งไปให้คนที่อยู่ในรูปแทนทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดซึ่งอันนี้ก็ต้องมารอดูการปรับปรุงระบบให้ฉลาดขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ทางการของจีน ช่วยระบุตัวคนที่น่าสงสัยได้ถึง 2,000 คน จับกุมอาชญากรได้ถึง 200 คดี ————————————————————— ที่มา…

สอดแนมกันตั้งแต่เด็ก โรงเรียนจีนใช้เครื่องแบบ ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ เก็บข้อมูล-ติดตามตัวเด็ก

ที่มาภาพประกอบ: wikipedia.org โรงเรียนในมณฑลกุ้ยโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของประเทศจีนใช้เครื่องจีพีเอสติดตามตัวเด็กโดยติดอยู่กับชุดเครื่องแบบที่เรียกว่า ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนโดดเรียนและรับรองความปลอดภัยของเด็กแก่ผู้ปกครอง มีการนำมาตรการยูนิฟอร์มติดตามตัวนักเรียนดังกล่าวมาใช้ใน 9 โรงเรียนของกุ้ยโจวและกว่างซีจ้วง โดยในกว่างซีจ้วงซึ่งเป็นพื้นที่ๆ ยากจนกว่ามีอัตราการหนีเรียนของนักเรียนมากกว่า ชิพติดตามตัวดังกล่าวจัดทำโดยบริษัทกุ้ยโจวกวนอูเทคโนโลยี พวกเขาแถลงว่าจะมีการบันทึกวันและเวลาเริ่มต้นนับตั้งแต่เด็กที่สวมใส่ชุดเหล่านี้เดินเข้าโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอการเคลื่อนไหวของเด็กนักเรียนที่สวมใส่ชุดนี้ซึ่งสามารถให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถรับชมวิดีโอผ่านโปรแกรมแอพพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือได้ รวมถึงจะมีระบบส่งเสียงเตือนครูและผู้ปกครองถ้าหากเด็กนักเรียนเดินออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนสับเปลี่ยนเครื่องแบบกันได้ด้วย บิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่า “จีนเป็นประเทศผู้นำโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสอดแนม” นอกจากกรณีการสอดแนมเด็กนักเรียนเช่นนี้แล้ว พวกเขายังเพิ่มการสอดแนมในเขตปกครองพิเศษซินเจียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามชาวมุสลิมชนชาติอุยกูร์ และแม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ เศรษฐีของจีนที่ขับรถพลังงานไฟฟ้าก็ถูกสอดแนมโดยที่รถยนต์ของพวกเขาเองเก็บข้อมูลส่งให้ ‘ศูนย์ติดตามผลที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาล’ ครูของโรงเรียนซิ่วเหวินในกุ้ยโจวรายหนึ่งบอกว่านักเรียนชั้นเทียบเท่าประถมปีที่ 1 เกือบ 1,000 รายสวมใส่ชุดนักเรียนสอดแนมนี้มามากกว่า 1 เดือนแล้วและครูผู้นี้ก็สนับสนุนให้มีการสวมเครื่องแบบแบบนี้โดยบอกว่ามันเป็นการกดดันให้นักเรียนไม่โดดเรียนเพราะพวกเขารูู้ว่าจะมีการส่งสัญญาณเตือน ทางบริษัทผู้พัฒนาชุดเครื่องแบบนี้กล่าวว่าพวกเขา ‘ปกป้องความเป็นส่วนตัว’ ของนักเรียนด้วยการให้ผู้ปกครองและครูเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลของเด็กได้ อย่างไรก็ตามบิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่าการที่จีนนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่อรัฐบาลไชนาเดลีก็แสดงให้เห็นว่าทางการจีนกำลังทำให้การสอดแนมแบบนี้กลายเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่มีการพูดถึงหรือส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสังคม สื่อบิซิเนสอินไซเดอร์ตั้งข้อสังเกตอีกว่าทางการจีนภายใต้รัฐบาลสีจิ้นผิงนั้นเริ่มมีความเผด็จการทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีการสอดแนมเพื่อควบคุมประชาชนของตัวเอง ในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งและเซียงไฮ้มีการใช้ซอฟท์แวร์ที่ให้ทางการสามารถถึงขั้นระบุได้ว่าคนๆ หนึ่งมีลักษณะการเดินอย่างไรแม้กระทั่งแค่มองจากข้างหลัง นอกจากนี้ยังมีแผนการนำ ‘ระบบเครดิตทางสังคม’ มาใช้เพื่อจัดลำดับขั้นของพลเมืองจีนโดยส่งเสริมพฤติกรรมที่ยอมตามภาครัฐจากการให้คะแนนและสิทธิพิเศษขณะเดียวกันก็ลดระดับขั้นและลงโทษคนที่กระทำในสิ่งที่จะถูกตัดคะแนนจากรัฐ ————————————————————- ที่มา : ประชาไท / 6 มกราคม 2562 Link : https://prachatai.com/journal/2019/01/80413

รัสเซียตั้งข้อหา ‘จารกรรม’ กับอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ

Paul Whelan, a U.S. citizen detained in Russia for suspected spying, appears in a photo provided by the Whelan family on Jan. 1, 2019. รัสเซียตั้งข้อหาจารกรรม กับอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ พอล วีแลน (Paul Whelan) ที่ถูกทางการรัสเซียควบคุมตัวไว้ ตามรายงานข่าวของสำนักข่าว Interfax ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยัน เมื่อวันจันทร์ สำนักงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า นายวีแลน ชายอเมริกันวัย 48 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ขณะที่กำลังกระทำผิดข้อหาจารกรรม และได้เริ่มการสืบสวนกรณีนี้แล้ว นายวีแลน ทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านความปลอดภัย ให้กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ BorgWarner จากอเมริกา อย่างไรก็ตาม FSB มิได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ แต่สำนักข่าว TASS…

ตำรวจอังกฤษหาเบาะเเส ‘ก่อการร้าย’ ในเหตุแทงเหยื่อที่เมืองแมนเชสเตอร์

Victoria Station, Manchester ตำรวจอังกฤษกำลังหาเบาะเเสการก่อการร้ายในเหตุการณ์แทงเหยื่อที่สถานีรถไฟเมืองแมนเชสเตอร์คืนวันสิ้นปี ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจเขต Greater Manchester กล่าวว่ากำลังดำเนินการกับเหตุการณ์นี้ ในระดับเดียวกับการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ขณะนี้ตำรวจได้เข้าค้นที่พักแห่งหนึ่งในย่าน Cheetham Hill ในเมืองแมนเชสเตอร์ หลังจากควบคุมตัวชายผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อในวันอังคาร สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่าหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งทำงานด้านการผลิตรายการให้กับสื่อ BBC กล่าวว่าชายผู้ก่อเหตุใช้มีดแทงเหยื่อหลายราย และร้องตะโกนคำว่า “อัลเลาะห์” แซม แคล็ก (Sam Clack) ผู้เห็นเหตุการณ์รายนี้ กล่าวว่า มือมีดคนดังกล่าวพูดถึงการก่อเหตุของเขาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องการ “การระเบิดในประเทศอื่นๆ” ขณะนี้ระดับการเตือนภัยการก่อการร้ายอยู่ที่ ระดับรองจากการเฝ้าระวังขีดสูงสุด ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ระดับสูงที่อาจเกิดเหตุก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงในอังกฤษกล่าวว่า งานด้านการต่อต้านกลุ่มอิสลามติดอาวุธและกลุ่มขวาจัดที่มีความคิดสุดโต่ง เพิ่มมากขึ้นมาอยู่ในระดับที่เป็นสถิติใหม่ หลังจากเกิดเหตุโจมตี 4 ครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ————————————————– ที่มา : VOA Thai / 2 มกราคม 2562 Link : https://www.voathai.com/a/manchester-attack-knife-uk/4724670.html

กระทรวงดิจิทัลตั้งงบ 40 ล้านบาทจัดซื้อระบบตรวจสอบเทียบใบหน้าบนสื่อออนไลน์

กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลประกาศจัดซื้อจัดจ้างระบบตรวจสอบเปรียบเทียบใบหน้าบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยงบประมาณกลางราว 40 ล้านบาท เอกสาร TOR ได้ให้เหตุผลไว้ว่าเพื่อตรวจสอบกลุ่มคนไม่หวังดีที่ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลอกลวงและทำผิดกฎหมาย ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบ ขณะที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อตรวจสอบใบหน้าจากสื่อสังคมออนไลน์ ไปจนถึงวิเคราะห์ข้อมูลและร่องรอยต่างๆ เพื่อระบุตัวตน ไม่ว่าจะบนเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์หรือยูทูป ทั้งที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะและส่วนตัว ไปจนถึงกลุ่มต่างๆ ด้วย ในส่วนของการดึงข้อมูลเฟสบุ๊ก เอกสาร TOR ระบุว่านอกจากใบหน้า จะต้องดึงข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ อย่างเลขโทรศัพท์, อีเมล, จำนวนผู้ติดตาม, จำนวน engagement, การแชร์, การกดแสดงความรู้สึก ฯลฯ เรียกได้ว่าเอาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโพสต์หรือโปรไฟล์หนึ่งๆ ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ คาดว่าการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้ศูนย์ข้อมูล Big Data และวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สังคม และความมั่นคงของชาติ โดยมี ปอท. ดูแล ซึ่งมีหน้าที่ยืนยันบุคคลด้วยการใช้ใบหน้า, ค้นหาประเด็นในโซเชียลมีเดียจากคีย์เวิร์ด, วิเคราะห์เนื้อหาคอมเมนท์และสเตตัสต่าง ๆ บนเฟซบุ๊ก, ติดตามเนื้อหาบนทวิตเตอร์ รวมถึงหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามและเจ้าของบัญชี รวมถึงการรีทวีต สุดท้ายคือเฝ้าระวังการโจมตีทางไซเบอร์ต่อหน่วยงานรัฐ…