สภาอินเดียถูกวิจารณ์ว่า “กีดกันศาสนา” หลังผ่านร่างกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

Student activists burn effigies of India’s Prime Minister and Chief Minister of Assam in Guwahati, India, on Jan, 8, 2019, after India’s lower house passed legislation that will grant citizenship to members of certain religious minorities but not Muslims. สภาผู้แทนราษฎรของอินเดียผ่านร่างกฎหมายที่เป็นประเด็นร้อนทางสังคม เนื่องจากกฎหมายนี้เอื้ออำนวยต่อการได้สัญชาติอินเดียสำหรับชาวฮินดู ซิกข์และคริสต์ แต่ไม่ให้สิทธิ์ดังกล่าวต่อชาวมุสลิม ที่มาจากบังคลาเทศ ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน พรรคฝ่ายค้าน ต่อต้านร่างกฎหมายนี้โดยระบุว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านชี้ว่าไม่ควรมีการกีดกันทางศาสนาในการให้สัญชาติ ดังนั้นจึงถือว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย การคัดค้านยังมาจากผู้ต้องการให้กฎหมายเข้มงวดเรื่องคนเข้าเมืองโดยไม่ให้สิทธิ์พิเศษต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ ความไม่พอใจร่างกฎหมายนี้ได้ทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเขตที่ติดกับประเทศบังคลาเทศ ในวันอังคารผู้ประท้วงปิดถนนหลวง…

เวียดนามเริ่มบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ควบคุมเนื้อหาพิษต่อต้านรัฐ

เอเอฟพี – กฎหมายที่กำหนดให้บริษัทอินเทอร์เน็ตในเวียดนามต้องลบเนื้อหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์เห็นว่าต่อต้านรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันอังคาร (1ม.ค.62 ) ความเคลื่อนไหวที่นักวิจารณ์เรียกว่า “รูปแบบเผด็จการของการควบคุมข้อมูล” กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ของเวียดนาม ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และผู้สนับสนุนเสรีภาพอินเทอร์เน็ต ที่กล่าวว่าเป็นการเลียนแบบการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้บริษัทอินเทอร์เน็ตลบเนื้อหาที่รัฐบาลมองว่าเป็น “พิษ” นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊ก และกูเกิล ยังต้องมอบข้อมูลผู้ใช้งานหากรัฐบาลร้องขอ และเปิดสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามได้ประกาศร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเมื่อเดือน พ.ย. โดยให้เวลาบริษัทต่างๆ ที่ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตในเวียดนามนาน 12 เดือน ที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ยังระบุว่า กฎหมายใหม่มีวัตถุประสงค์ที่จะป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และกำจัด “กองกำลังฝ่ายตรงข้ามและผู้ที่เป็นปฏิปักษ์” ใช้อินเทอร์เน็ตยั่วยุปลุกปั่นความรุนแรงและการเห็นต่าง  เฟซบุ๊กตอบสนองต่อกฎหมายที่ได้รับการรับรองจากรัฐสภาเวียดนามเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า พวกเขามุ่งมั่นต่อการปกป้องสิทธิของผู้ใช้งานและทำให้ผู้คนสามารถแสดงความเห็นของตนเองได้อย่างอิสระและปลอดภัย “เราจะลบเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานของเฟซบุ๊กเมื่อเรารับทราบถึงเนื้อหานั้น” เฟซบุ๊ก ระบุ และเสริมว่า บริษัทมีกระบวนการที่ชัดเจนในการจัดการกับคำร้องขอจากรัฐบาลทั่วโลก ฮานอย กล่าวว่า กูเกิลกำลังดำเนินการที่จะเปิดสำนักงานในเวียดนามเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ กฎหมายยังห้ามมิให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในเวียดนามเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐ ต่อต้านรัฐบาล หรือใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ และโพสต์ข้อมูลไม่ถูกต้องที่อาจก่อความสับสนและสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ นักวิจารณ์ กล่าวว่า เสรีภาพออนไลน์กำลังถดถอยลงภายใต้การบริหารของรัฐบาลสายแข็งกร้าวที่เข้าบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2559 และในช่วงหลายปีมานี้ มีนักเคลื่อนไหวหลายสิบรายถูกจำคุก …

สองสนามบินใหญ่ในลอนดอนเตรียมติดตั้งระบบป้องกันโดรน หลังพบปัญหาโดรนรบกวนจนต้องหยุดบิน

ภาพจาก Heathrow เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา สนามบิน Gatwick ซึ่งเป็นสนามบินขนาดใหญ่อันดับสองของสหราชอาณาจักรต้องหยุดให้บริการชั่วคราวนานถึง 3 วัน เนื่องจากมีรายงานว่าพบโดรนบินอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงสนามบิน จนส่งผลกระทบกับเที่ยวบินนับพันและผู้โดยสารราว 140,000 คน ล่าสุด ทางผู้ดูแลสนามบิน Heathrow และ Gatwick ยืนยันแล้วว่า ตอนนี้กำลังจัดซื้อและติดตั้งระบบป้องกันโดรนซึ่งเป็นเกรดที่ใช้งานในระดับกองทัพ ซึ่งใช้เงินในระดับหลายล้านปอนด์เพื่อป้องกันเหตุการณ์โดรนรบกวนการบินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โฆษกของสนามบิน Heathrow ระบุว่าทางสนามบินจะซื้อระบบป้องกันโดรนที่ใช้ในเกรดกองทัพ ส่วนโฆษกของสนามบิน Gatwick ระบุว่า ระบบที่จะซื้อใหม่นี้จะป้องกันโดรนได้ในระดับเดียวกับที่ใช้ในกองทัพสหราชอาณาจักร ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้นำมาติดตั้งชั่วคราวในช่วงที่สนามบิน Gatwick ถูกโดรนรบกวนเพื่อให้ทำการบินต่อไปได้ และตอนนี้ได้ถอนระบบออกไปแล้ว —————————————————— ที่มา : Blognone / 8 January 2019 Link : https://www.blognone.com/node/107400

เกิดเหตุคนร้ายหลอกถามรหัส OTP ธนาคารในมาเลเซียนับสิบราย, คาดอาจมีเหตุรหัสผ่านรั่ว

ภาพโดย Walkerssk ลูกค้าธนาคารออนไลน์ในมาเลเซียกว่าสิบรายพบปัญหาถูกถอนเงินจนหมดบัญชีหลังคนร้ายโทรหลอกเอารหัส OTP ที่ส่งมาทางโทรศัพท์มือถือไป โดยคนร้ายอ้างกับเหยื่อว่ากรอกหมายเลขโทรศัพท์ผิดไป เมื่อสมัครเปิดใช้งาน และขอให้เหยื่อบอกรหัส OTP ให้ เหยื่อบางรายหลงเชื่อและยอมบอกรหัสให้ไป โดยบางรายยอมบอกรหัสไปถึง 6 ครั้ง เสียเงินไปนับแสนบาท โดยในมาเลเซีย รหัส OTP นี้จะเรียกกันว่า TAC (transaction authorisation code) ปัญหาสำคัญคือตอนนี้ไม่มีข้อมูลว่าคนร้ายสามารถล็อกอินบัญชีของเหยื่อได้อย่างไร เนื่องจากทำธุรกรรมออนไลน์ต้องมีชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน, และรหัส OTP การที่คนร้ายสามารถรู้รหัสผ่านได้ ทำให้เป็นไปได้ว่าเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลจากแแหล่งอื่นมาก่อน โดยอาจจะเป็นจากธนาคารเองหรือแหล่งอื่น ตำรวจมาเลเซียแจ้งเตือนว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสให้คนที่อ้างว่าโทรมาจากธนาคาร หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรกลับไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบ ———————————————– ที่มา : Blognone / 7 January 2019 Link : https://www.blognone.com/node/107394

มาเลเซียใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าจับอาชญากร

รัฐปีนังของมาเลเซียนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและ AI ที่พัฒนาโดยบริษัท IBM มาใส่ในกล้องวงจรปิด 767 ตัวทั่วเกาะ เพื่อใช้ตรวจจับอาชญากรรม หลายคนอาจจะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวแต่ทางสภาของรัฐยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้เพื่อตรวจจับใบหน้าของอาชญากรเท่านั้น เพื่อลดการก่อเหตุบนท้องถนน Chow Kon Yeow ผู้ว่าการรับปีนังให้สัมภาษณ์ว่า “เทคโนโลยีนี้จะช่วยจับภาพใบหน้าของอาชญากรหรือคนที่ตำรวจต้องการตัว ด้วยการควบคุมจากห้องควบคุมของ MBPP ที่สภาของเมือง และสำนักงานตำรวจของรัฐปีนัง การตรวจจับจะทำผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งทั่วเกาะ เป้าหมายเบื้องต้นคือลดอาชญากรรมบนท้องถนน เพื่อสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกับประชาชน เค้าตั้งเป้าจะเพิ่มกล้องพร้อมเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้เป็น 3,000 ตัวทั่วรัฐ เพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมได้ดีขึ้น รวมถึงขยายพื้นที่ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ใต้การปกครองของรัฐ Seberang Perai Municipal Council (MPSP)” ส่วนทาง A. Thaiveegan ผู้บัญชาการตำรวจแห่งรัฐปีนังบอกว่า ได้ทำการอัพโหลดรูปของผู้ร้ายและคนที่ตำรวจต้องการตัวขึ้นไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ถ้ามีการตรวจเจอใบหน้าเมื่อไหร่ AI ก็จะแจ้งเตือนทันที ซึ่งทางปีนังได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศจีนที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ปี 2005 แม้ว่าเทคโนโลยีจดจำใบหน้านั้นอาจจะไม่ได้ไว้วางใจได้ 100% เพราะอย่างในจีนนั้นก็มีปัญหากล้องที่เอาไว้ตรวจจับคนข้ามถนนผิดที่ ตรวจจับโฆษณาข้างรถเมล์ ส่งใบสั่งไปให้คนที่อยู่ในรูปแทนทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดซึ่งอันนี้ก็ต้องมารอดูการปรับปรุงระบบให้ฉลาดขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ทางการของจีน ช่วยระบุตัวคนที่น่าสงสัยได้ถึง 2,000 คน จับกุมอาชญากรได้ถึง 200 คดี ————————————————————— ที่มา…

สอดแนมกันตั้งแต่เด็ก โรงเรียนจีนใช้เครื่องแบบ ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ เก็บข้อมูล-ติดตามตัวเด็ก

ที่มาภาพประกอบ: wikipedia.org โรงเรียนในมณฑลกุ้ยโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของประเทศจีนใช้เครื่องจีพีเอสติดตามตัวเด็กโดยติดอยู่กับชุดเครื่องแบบที่เรียกว่า ‘สมาร์ทยูนิฟอร์ม’ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนโดดเรียนและรับรองความปลอดภัยของเด็กแก่ผู้ปกครอง มีการนำมาตรการยูนิฟอร์มติดตามตัวนักเรียนดังกล่าวมาใช้ใน 9 โรงเรียนของกุ้ยโจวและกว่างซีจ้วง โดยในกว่างซีจ้วงซึ่งเป็นพื้นที่ๆ ยากจนกว่ามีอัตราการหนีเรียนของนักเรียนมากกว่า ชิพติดตามตัวดังกล่าวจัดทำโดยบริษัทกุ้ยโจวกวนอูเทคโนโลยี พวกเขาแถลงว่าจะมีการบันทึกวันและเวลาเริ่มต้นนับตั้งแต่เด็กที่สวมใส่ชุดเหล่านี้เดินเข้าโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอการเคลื่อนไหวของเด็กนักเรียนที่สวมใส่ชุดนี้ซึ่งสามารถให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถรับชมวิดีโอผ่านโปรแกรมแอพพลิเคชันของโทรศัพท์มือถือได้ รวมถึงจะมีระบบส่งเสียงเตือนครูและผู้ปกครองถ้าหากเด็กนักเรียนเดินออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนสับเปลี่ยนเครื่องแบบกันได้ด้วย บิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่า “จีนเป็นประเทศผู้นำโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสอดแนม” นอกจากกรณีการสอดแนมเด็กนักเรียนเช่นนี้แล้ว พวกเขายังเพิ่มการสอดแนมในเขตปกครองพิเศษซินเจียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามชาวมุสลิมชนชาติอุยกูร์ และแม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ เศรษฐีของจีนที่ขับรถพลังงานไฟฟ้าก็ถูกสอดแนมโดยที่รถยนต์ของพวกเขาเองเก็บข้อมูลส่งให้ ‘ศูนย์ติดตามผลที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาล’ ครูของโรงเรียนซิ่วเหวินในกุ้ยโจวรายหนึ่งบอกว่านักเรียนชั้นเทียบเท่าประถมปีที่ 1 เกือบ 1,000 รายสวมใส่ชุดนักเรียนสอดแนมนี้มามากกว่า 1 เดือนแล้วและครูผู้นี้ก็สนับสนุนให้มีการสวมเครื่องแบบแบบนี้โดยบอกว่ามันเป็นการกดดันให้นักเรียนไม่โดดเรียนเพราะพวกเขารูู้ว่าจะมีการส่งสัญญาณเตือน ทางบริษัทผู้พัฒนาชุดเครื่องแบบนี้กล่าวว่าพวกเขา ‘ปกป้องความเป็นส่วนตัว’ ของนักเรียนด้วยการให้ผู้ปกครองและครูเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลของเด็กได้ อย่างไรก็ตามบิซิเนสอินไซเดอร์ระบุว่าการที่จีนนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่อรัฐบาลไชนาเดลีก็แสดงให้เห็นว่าทางการจีนกำลังทำให้การสอดแนมแบบนี้กลายเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่มีการพูดถึงหรือส่งเสริมให้เกิดขึ้นในสังคม สื่อบิซิเนสอินไซเดอร์ตั้งข้อสังเกตอีกว่าทางการจีนภายใต้รัฐบาลสีจิ้นผิงนั้นเริ่มมีความเผด็จการทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีการสอดแนมเพื่อควบคุมประชาชนของตัวเอง ในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งและเซียงไฮ้มีการใช้ซอฟท์แวร์ที่ให้ทางการสามารถถึงขั้นระบุได้ว่าคนๆ หนึ่งมีลักษณะการเดินอย่างไรแม้กระทั่งแค่มองจากข้างหลัง นอกจากนี้ยังมีแผนการนำ ‘ระบบเครดิตทางสังคม’ มาใช้เพื่อจัดลำดับขั้นของพลเมืองจีนโดยส่งเสริมพฤติกรรมที่ยอมตามภาครัฐจากการให้คะแนนและสิทธิพิเศษขณะเดียวกันก็ลดระดับขั้นและลงโทษคนที่กระทำในสิ่งที่จะถูกตัดคะแนนจากรัฐ ————————————————————- ที่มา : ประชาไท / 6 มกราคม 2562 Link : https://prachatai.com/journal/2019/01/80413