ร้อนระอุขึ้นเข้าไปอีก สหรัฐถล่มระบบควบคุมขีปนาวุธอิหร่าน

สหรัฐเปิดฉากโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมขีปนาวุธของอิหร่าน และโจมตีเครือข่ายสายลับของอิหร่านในเวลาเดียวกัน คาดว่าเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงโดรนของสหรัฐตก The Washington Post รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการไซเบอร์ของสหรัฐลอบโจมตีอิหร่าน จนทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมการยิงจรวดและขีปนาวุธใช้การไม่ได้ ขณะที่ Yahoo News รายงานว่าเครือข่ายข่าวกรองของอิหร่านที่สอดแนมความเคลื่อนไหวของเรือในอ่าวเหอร์เซียถูกโจมตีเช่นกัน ด้านสำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า ในเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าการโจมตีส่งผลกระทบมากเพียงใด แต่ตอบโต้ว่าสื่อในสหรัฐพยายามที่จะรายงานข่าวเพื่อสร้างกระแสให้สาธารณชนเห็นว่าสหรัฐทำการสำเร็จ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากความอับอาย หลังจากที่โดรนสหรัฐถูกอิหร่านยิงตก การโจมตีโดรนของสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีของเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งสหรัฐอ้างว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว กรณีที่เกิดขึ้นทำให้สหรัฐใช้เป็นข้ออ้างส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการเพิ่มในอ่าวเปอร์เซีย ส่วนกรณีการยิงโดรนของสหรัฐ อิหร่านอ้างว่าโดรนดังกล่าวรุกล้ำน่านฟ้า แต่สหรัฐปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม พลจัตวา อาบอลฟาซี เชการ์ชี ในกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน แสดงความเห็นว่าโดรนอาจล่วงล้ำเข้ามาโดยบังเอิญ แต่การส่งโดรนสอดแนมเข้ามาในน่านฟ้าสากล ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดอยู่ดี ด้านพล. ต. โกลามาลี ราชิด ของอิหร่านเตือนสหรัฐว่า หากสหรัฐก่อสงครามกับอิหร่านจะส่งผลกระทบทั่วทั้งภูมิภาคอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ทั้งนี้ ภาพประกอบรายงานข่าว คือการยิงขีปนาวุธของกองทัพเรืออิหร่าน ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารในอ่าวโอมาน โดยเป็นภาพจากสำนักงานกองทัพเรืออิหร่านเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019 (ภาพถ่ายโดย – / สำนักงานกองทัพเรืออิหร่าน…

สุดล้ำ!!! นักวิจัยคิดวิธีขโมยรหัสผ่าน จากการฟังเสียงแป้นพิมพ์

แฮกเกอร์พยายามสรรหาวิธีใหม่ ๆ มาขโขมยรหัสผ่านของเรา ล่าสุดนักวิจัยประสบความสำเร็จ ในการขโมยรหัสผ่าน ด้วยการฟังเสียงสิ่งที่เรากำลังพิมพ์ ตอนนี้มีแฮกเกอร์ใช้หลากหลายวิธีในการขโมยรหัสผ่าน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเดารหัสผ่านที่คนนิยมใช้เป็นประจำอย่าง 1234 ซึ่งไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายอะไรนัก วิธีขั้นสูงขึ้นไปก็มีตั้งแต่การใช้เครื่องมือดักรหัสผ่านหรือการฟิชชิ่งปลอมเป็นบริการต่างๆ หลอกให้คนที่หลงเชื่อ กรอกรหัสของตัวเองเข้าไป จากนั้นก็นำรหัสไปใช้เพื่อขโมยข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งแฮกเกอร์เองก็พยายามสรรหาวิธีใหม่ๆมาช่วยให้ขโมยได้แนบเนียนและง่ายยิ่งขึ้น ล่าสุดทางนักวิจัยจาก University of Cambridge และ Linköping University ได้คิดค้นวิธีขโมยรหัสผ่านรูปแบบใหม่จากการฟังเสียงสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปบนคีย์บอร์ด การจะใช้เทคนิกนี้ได้ แฮกเกอร์จะต้องติดตั้งมัลแวร์ลงในเครื่องของเป้าหมายก่อน เพื่อให้เข้าถึงการใช้ไมโครโฟนบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ทำการเก็บคลื่นเสียงและการสั่นสะเทือนเวลาที่เรากดคีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์บนหน้าจอ อัลกอริทึ่จะคำนวณออกมาว่าเรากดตัวไหนไป โดยระยะเวลาเดินคลื่นเสียงที่เดินทางมายังไมโครโฟนซึ่งจะเป็นตัวช่วยบอกตำแหน่งอีกทางนึง แน่นอนว่ามันยังเป็นงานวิจัยที่ยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวคิดนี้นำมาใช้ได้จริง ตัวระบบจะใช้อัลกอริทึ่มในการคาดเดาการพิมพ์รหัสผ่าน 4 หลักจากการฟังเสียงที่เรากดแป้นพิมพ์ ผลที่ได้คือสามารถเดารหัสผ่านได้สำเร็จ 31 ล็อกกินจากทั้งหมด 50 ล็อกอินด้วยความพยายามแค่ 10 ครั้งเท่านั้น  นั่นหมายความว่าถ้ายิ่งรหัสผ่านยาวขึ้น ความสามารถในการเดารหัสผ่านจากการฟังเสียงจะยากขึ้นตามไปด้วย ———————————————————— ที่มา : DailyGizmo / Jun 6, 2019 Link : https://www.dailygizmo.tv/2019/06/06/steal-password-by-hearing-typing/

พบมัลแวร์ทำลายล้างอุปกรณ์ IoT ใหม่ ‘Silex’ คาดฝีมือแฮ็กเกอร์วัย 14 ปี

Larry Cashdollar นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Akamai ได้รายงานพบมัลแวร์ประเภททำลายล้างตัวใหม่ โดยให้ชื่อว่า ‘Silex’ ที่ได้เข้าไปลบพื้นที่บนอุปกรณ์ IoT หรือปฏิบัติการอื่นที่ทำให้อุปกรณ์ไม่สามารถใช้การได้ โดยหลังจากมัลแวร์ปฏิบัติการได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงมีอุปกรณ์ถูกโจมตีแล้วกว่า 2,000 ชิ้น Silex ได้อาศัยใช้ Default Credentials เพื่อล็อกอินเข้าไปทำลายล้างอุปกรณ์ โดยฟีเจอร์ที่พบมีดังนี้ เขียนค่าสุ่มจาก /dev/random ไปยังพื้นที่ Mount Storage ที่ค้นพบ ลบการตั้งค่าของเครือข่าย เช่น rm -rf / Flush ค่าใน iptable และเพิ่ม Rule เพื่อตัดทุกการเชื่อมต่อทิ้งจากนั้นก็ทำให้อุปกรณ์หยุดทำงาน นักวิจัยกล่าวว่า “มัลแวร์จ้องเล่นงานระบบที่คล้าย Unix โดยใช้ Default Credentials” นอกจากนี้ยังเสริมว่า “IP Address ที่เข้ามาโจมตี Honeypot นั้นมาจาก VPS ที่ตั้งในอิหร่านจาก novinvps.com” ทั้งนี้ปัจจุบัน IP ดังกล่าวถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีดำแล้ว นอกจากนี้สำหรับเหยื่อที่ถูกโจมตีจำเป็นต้องเข้าไปลง…

เตือนผู้ใช้ VLC เล่นไฟล์วิดีโอแปลกปลอมเสี่ยงถูกแฮ็กได้

Symeon Paraschoudis นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Pen Test Partners ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่บน VLC แอปพลิเคชันสำหรับเล่นวิดีโอยอดนิยม ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมระบบคอมพิวเตอร์จากระยะไกล ถ้าผู้ใช้เผลอเล่นไฟล์วิดีโออะไรก็ไม่รู้ที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต Paraschoudis พบว่า VLC เวอร์ชันก่อน 3.0.7 มีช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูงถึง 2 รายการ และช่องโหว่ความรุนแรงระดับปานกลางและต่ำอีกไม่รู้กี่รายการ ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้อาจนำไปสู่การโจมตีแบบ Arbitrary Code Execution ได้ ช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูงประกอบด้วย CVE-2019-12874 ซึ่งเป็นช่องโหว่ประเภท Double-free บนฟังก์ชัน zlib_decompress_extra ของ VLC อาจถูกโจมตีได้เมื่อมีการ Parse ไฟล์ MKV ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษภายใน Matroska Demuxer และ CVE-2019-5439 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Read-buffer Overflow บนฟังก์ชัน ReadFrame อาจถูกโจมตีได้เมื่อใช้ไฟล์ AVI ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษ จากการ PoC โดยใช้ช่องโหว่ทั้งสอง เพียงแค่สร้างไฟล์วิดีโอ MKV หรือ AVI ขึ้นมาเป็นพิเศษ แล้วหลอกให้ผู้ใช้เล่นไฟล์นั้นๆ…

ผลการตรวจสอบพบ NASA ถูกแฮ็กเริ่มจาก Raspberry Pi ที่ถูกเสียบทิ้งไว้

Credit: Nasa.gov รายงานกว่า 49 หน้าเผยว่าแฮ็กเกอร์ได้เริ่มต้นจากบอร์ด Raspberry Pie และขยายวงลึกเข้าสู่เครือข่ายด้วยการแฮ็ก Gateway ต่อจนกระทั่งเข้าถึงที่เก็บข้อมูลของภารกิจดาวอังคารได้ โดยรายงานกล่าวว่า “แฮ็กเกอร์เข้าแทรกแซงระบบภายนอกของผู้ใช้งานได้” และใช้เข้าถึงเครือข่ายของ JPL สำหรับ JPL มีหน้าที่รับผิดชอบส่วนงานหุ่นยานสำรวจอวกาศ เช่น หุ่นยนต์สำรวจพื้นผิวดาว หรือ ดาวเทียมหลายดวงที่โคจรในระบบสุริยะ รวมถึงยังดูแลเครือข่ายจานดาวเทียม (DSN) ที่ใช้เพื่อรับส่งข้อมูลจากยานอวกาศของ NASA ในภารกิจที่ยังดำเนินงานอยู่ ดังนั้นเหตุการโดนแฮ็กนี้เองทำให้มีหลายส่วนปฏิบัติงานได้แยกตัวออกจากเครือข่ายของ JPL และ DSN เพราะกลัวถูกแฮ็กต่อ โดยสาเหตุสำคัญจากรายงานคือ JPL ล้มเหลวในการทำ Segmentation เครือข่ายตาม Best Practice โดยการไม่อัปเดตฐานข้อมูลของพนักงานซึ่งใช้เก็บข้อมูลของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายชื่อ ‘Information Technology Security Database’ (ITSDB) ซึ่งเหตุการณ์แฮ็กครั้งนี้ถูกจัดเป็น Advanced Persistent Threat ที่ไม่ถูกพบนานถึง 10 เดือน อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทางสหรัฐได้จับชาวจีน 2 คนเพราะอ้างว่าผู้ต้องหาในกลุ่มแฮ็กเกอร์นามว่า ‘APT10’…

เว็บไซต์ฟิชชิ่งเกินครึ่งใช้ HTTPS แล้ว ดูไอคอนกุญแจอย่างเดียวไม่ได้ต้องตรวจสอบโดเมนเว็บไซต์ด้วย

ก่อนหน้านี้หนึ่งในคำแนะนำในการตรวจสอบเว็บไซต์ฟิชชิ่ง (Phishing – เว็บไซต์ปลอมที่ทำขึ้นมาหลอกขโมยข้อมูล) คือการดูว่าเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นใช้การเชื่อมต่อแบบที่มีการเข้ารหัสลับข้อมูลหรือไม่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายโดยการเชื่อมต่อจะเป็นแบบ HTTPS และมีไอคอนรูปกุญแจอยู่ตรงแถบที่อยู่เว็บไซต์ สาเหตุของข้อแนะนำนี้เกิดจากในสมัยก่อนนั้นการขอใบรับรองดิจิทัลเพื่อให้เว็บไซต์สามารถใช้ HTTPS ได้นั้นมีราคาแพงและมีเงื่อนไขการขอที่ค่อนข้างเข้มงวด ส่วนใหญ่จึงมีเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือเว็บไซต์ที่มีการรับส่งข้อมูลสำคัญที่มีการใช้งาน HTTPS ไม่ค่อยพบเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ใช้เทคนิคนี้เท่าไหร่นักเนื่องจากยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองดิจิทัลเพื่อทำเว็บไซต์ให้รองรับ HTTPS นั้นเริ่มถูกลง (หรือแม้กระทั่งสามารถขอได้ฟรี) จึงเริ่มมีการพบเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ใช้ HTTPS เพิ่มมากขึ้น (ข่าวเก่า https://www.thaicert.or.th/newsbite/2019-04-17-01.html) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 บริษัท PhishLabs ได้เปิดเผยสถิติเว็บไซต์ฟิชชิ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 พบว่าเกินครึ่ง (58%) ใช้ HTTPS แล้ว และมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลดังกล่าวน่าจะพอสรุปได้ว่าปัจจุบันคำแนะนำให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ใช้การเชื่อมต่อแบบ HTTPS หรือไม่นั้นไม่สามารถใช้ยืนยันได้อีกต่อไปแล้ว ในทางเทคนิคแล้ว เว็บไซต์ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ HTTPS นั้นหมายความว่าข้อมูลที่รับส่งระหว่างผู้ใช้กับตัวเว็บไซต์นั้นถูกเข้ารหัสลับไว้ บุคคลอื่นไม่สามารถดักอ่านหรือแก้ไขข้อมูลที่อยู่ระหว่างทางได้ อย่างไรก็ตาม การรับส่งข้อมูลอย่างปลอดภัยนั้นไม่ได้เป็นการยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งให้กับผู้ให้บริการตัวจริงหรือส่งไปยังเว็บไซต์ที่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อเว็บไซต์ฟิชชิ่ง ผู้ใช้ควรตรวจสอบโดเมนและที่อยู่ของเว็บไซต์ให้ถูกต้องทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลหรือดำเนินการใด ๆ ————————————————– ที่มา : ThaiCERT /…