ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยพบวิธีหลอก Face ID ด้วยแว่น และเทปกาว

Black Hat 2019 เป็นงานประชุมวิชาการของเหล่าแฮกเกอร์ ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจะมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน และยังมีสาธิตแสดงช่องโหว่ที่ถูกค้นพบในระบบต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย Zhuo Ma ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Tencent Security ก็ได้ใช้งานนี้ในการสาธิตวิธีหลอก Face ID ระบบรักษาความปลอดภัยของ Apple โดยอาศัยแค่เพียงแว่นตา และเทปกาว ดย Zhuo Ma ได้ใช้ประโยชน์จาก “Liveness” คุณสมบัติในการตรวจสอบของ Face ID ที่จะวิเคราะห์สัญญาณรบกวนของฉากหลัง, จุดโฟกัส และข้อมูลในด้านอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งที่กำลังถูกสแกนด้วย Face ID นั้น ไม่ใช่โมเดล 3 มิติ หรือแค่รูปถ่าย ซึ่งการทำงานของมันจะมีช่องโหว่เกิดขึ้นจากการที่ Face ID จะไม่ตรวจสอบข้อมูล 3 มิติ ในพื้นที่บริเวณรอบดวงตา หากมันพบว่าผู้ที่สแกนกำลังสวมใส่แว่นตาเอาไว้อยู่ ด้วยการอาศัยประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าว Zhuo Ma ได้สร้างแว่นต้นแบบที่เขาตั้งชื่อให้มันว่า X-glasses ขึ้นมา ซึ่งมันเป็นแว่นที่มีเทปสีดำแปะอยู่บนเลนส์ และมีเทปสีขาวแปะอยู่ตรงกลาง เขาได้อธิบายว่า Liveness detection…

บังกลาเทศสั่งให้หยุดขาย “ซิมการ์ด” ในค่ายผู้ลี้ภัยโรฮิงญา อ้างความปลอดภัย

เอเอฟพี – บริษัทค่ายมือถือบังกลาเทศได้รับคำสั่งจากธากาให้หยุดจำหน่ายซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือให้กับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เจ้าหน้าที่กล่าวในวันจันทร์ (9 ก.ย) อีกหนึ่งสัญญาณแสดงให้เห็นถึงธากาเริ่มไม่มีความอดทนหลังล้มเหลวส่งชาวโรฮิงญาเหล่านี้กลับพม่า เอเอฟพีรายงานวันนี้ (9 ก.ย) ว่า บังกลาเทศต้องแบกรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาร่วม 1 ล้านคนนับตั้งแต่รัฐบาลทหารพม่าได้เข้าปราบปรามอย่างหนักในรัฐยะไข่เมื่อสิงหาคม ปี 2017 จนทำให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมากหนีออกนอกประเทศและเข้าสู่บังกลาเทศที่มีพรมแดนติดกัน ในความพยายามการส่งตัวมุสลิมโรฮิงญากลับประเทศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมล่าสุดล้มเหลวไม่เป็นท่า จากการที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ปฎิเสธที่จะเดินทางกลับเข้าพม่าหากไม่ได้รับหลักประกันความปลอดภัยและความเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องในพม่า และยิ่งเพิ่มความปวดหัวให้กับธากามากขึ้นเมื่อมีการประท้วงโดยชาวโรฮิงญาจำนวนราว 200,000 คนแสดงถึงการครบรอบ 2 ปี ตั้งแต่ที่พวกเขาเดินทางมาถึง ผู้กำกับด้านการสื่อสารบังกลาเทศออกคำสั่งในวันที่ 3 ก.ย ให้บรรดาบริษัทผู้ให้บริการมือถือตัดสัญญาณโทรศัพท์บริเวณค่ายผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่มีหลายสิบแห่ง โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก และบริษัทผู้ให้บริการทั้ง 4 บริษัทได้รับคำสั่งว่าภายใน 7 วันให้ส่งรายงานการปฎิบัติที่ทางบริษัทเหล่านี้ได้ตัดสัญญาการเชื่อมต่อข้อมูล และได้รับคำสั่งจากทางการธากาให้หยุดจำหน่ายซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์มือถือภายในพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัย ด้านเอส.เอ็ม. ฟาร์ฮัด (S.M. Farhad) เลขาธิการใหญ่ของสมาพันธ์ผู้ประกอบการให้บริการโทรศัพท์มือถือบังกลาเทศ AMTOB (Association of Mobile Telecom Operators of Bangladesh) ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ให้บริการทุกค่ายให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีวันจันทร์ (9) ฟาร์ฮัดกล่าวต่อว่า นอกจากนี้อินเตอร์เนตความเร็วสูงระบบ 3G และ…

“สุพิศาล” ยกกรณีสื่อออสซี่แฉ “ธรรมนัส” ใช้ Data Government เป็นประโยชน์ ลั่นไทยต้องไปให้ถึง

เมื่อวานนี้ (10 กันยายน 2562) ที่พรรคอนาคตใหม่ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคคตใหม่ กล่าวถึง กรณีที่หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ของออสเตรเลีย นำเสนอข่าวการถูกดำเนินคดียาเสพติดของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตอนที่ตนเองอภิปรายรายงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. นั้น ก็มีประเด็นในเรื่องนี้ที่เตรียมไว้ แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงอภิปรายไปไม่ถึง นั่นคือเรื่องความร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติด ของ ป.ป.ส.กับต่างประเทศ โดยประเด็นสำคัญคือหน่วยงาน ป.ป.ส. ต้องเก็บข้อมูลผู้ค้ายาเสพติดในรายงานให้มากสุด จากนั้นก็ต้องมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ จะได้รู้ข้อมูล รวมถึงศึกษาในรายละเอียด โดยเฉพาะช่วงนั้นที่มีการพูดถึงเรื่งคุณสมบัติของรัฐมนตรี ที่จะมาร่วมรัฐบาลกับท่าน เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่ “ในกรณีของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่เปิดเผยข่าวนี้ในลักษณะข่าวการสืบสวน ก็มาจากการที่มีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ในชั้นศาล ของต่างประเทศ ข้อมูลเหล่านี้สำหรับต่างประเทศแล้ว เขาเรียก ดาต้า กอฟเวอร์เม้น (Data Government ) ที่สามารถนำมาเปิดเผยได้ ซึ่งประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบาล นี่แสดงให้เห็นว่าสื่อ ออสเตรเลียมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องในชั้นศาลอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลอ้างอิงจากในชั้นศาล นั้นน่าเชื่อถือ…

สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นเจอ จม. ข่มขู่พร้อมลูกปืน คาดเอี่ยวสัมพันธ์ตึงเครียดล่าสุด

สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงโตเกียว (ที่มา:วิกิพีเดีย) สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นได้รับจดหมายที่มีข้อความ “ไล่ล่าชาวเกาหลี” และมี “ปืนไรเฟิลหลายกระบอก” ในซองมีกระสุนปืนใส่ไว้ ยังหาตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ อาจเป็นเพราะเรื่องความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นรอบล่าสุด สื่อแทบลอยด์บางแห่งในญี่ปุ่นกระตุ้นเร้าความเกลียดชังผ่านบทความจนนักเขียนและนักปรัชญาแห่กันบอยคอตต์ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมาสื่อ Hankyoreh จากเกาหลีใต้รายงานว่ามีคนข่มขู่คุกคามสถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในแขวงมินาโตะ ด้วยการส่งจดหมายที่มีข้อความขู่และมีลูกกระสุนหนึ่งลูกบรรจุอยู่ด้วย โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากความไม่พอใจความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นรอบล่าสุด เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น จะเป็นอย่างไรหลังขัดแย้งกันจนยกเลิกความร่วมมือด้านข่าวกรอง สถานทูตเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นเปิดเผยว่ามีผู้ส่งจดหมายข่มขู่ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ในจดหมายฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุว่าผู้ส่งกำลัง “ล่าชาวเกาหลี” และอ้างว่าเขามี “ปืนไรเฟิลหลายกระบอก” รวมถึงไล่ให้ชาวเกาหลีใต้ออกไปจากประเทศ จดหมายฉบับดังกล่าวไม่มีการลงชื่อผู้ส่งไว้ สถานทูตเกาหลีใต้ระบุอีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บกระสุนที่เป็นหลักฐานเอาไว้แล้วแต่ก็ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ส่งจดหมายฉบับนี้ จดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเขามีความไม่พอใจอะไรกับเกาหลีใต้ สื่อ Hankyoreh ประเมินว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในระยะนี้ จากกรณีความขัดแย้งเรื่องหญิงบำเรอและการบังคับใช้แรงงานในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดอาณานิคมเกาหลีในสงครามโลกครั้ง 2 ในวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมายังมีคนอายุราว 60 ปีจากกลุ่มฝ่ายขวาของญี่ปุ่นสร้างความเสียหายต่อกล่องไปรษณีย์ของสถานทูตและถูกจับกุมจากตำรวจญี่ปุ่นที่กำลังปฏิบัติหน้าที่โดยทันที กล่องไปรษณีย์ของสถานทูตเคยถูกทำลายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือน มี.ค. โดยคนญี่ปุ่นอายุ 20 ปี และได้รับการซ่อมแซมใหม่ ความไม่ลงรอยกันระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมามีการยกเลิกต่อสัญญาข้อตกลงด้านความมั่นคงและข่าวกรองการทหารทั่วไป…

ออสเตรเลียตั้งคณะทำงานปกป้อง “มหาวิทยาลัย” ไม่ให้ถูกต่างชาติแทรกแซง

เอเอฟพี – ออสเตรเลียพยายามตอบโต้การแทรกแซงจากต่างชาติในมหาวิทยาลัยในประเทศวันนี้ (28) โดยได้ก่อตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยปกป้องการวิจัยที่อ่อนไหว ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเสรีภาพในการพูด ด้วยความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนเหนือสถาบันศึกษาต่างๆ ในแดนจิงโจ้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แดน เตฮาน ประกาศการปรึกษาหารือเพิ่มเติมระหว่างสถาบันศึกษาและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงหน่วยงานข่าวกรองต่างๆ  กลุ่มๆ นี้จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการทำให้แน่ใจว่าการร่วมงานกับบุคคลหรือองค์กรต่างชาติจะไม่ทำลายผลประโยชน์แห่งชาติของออสเตรเลีย  เตฮานเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่าง “ผลประโยชน์แห่งชาติและเสรีภาพของมหาวิทยาลัยในการทำวิจัยและการร่วมมือที่ขยายขอบเขตความรู้ของเราและนำไปนวัตกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต” ความสมดุลดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยเนื่องจากการแฮก การบริจาคอันเป็นที่ถกเถียง และกรณีการข่มขู่สถาบันศึกษาที่เกี่ยวข้องกับปักกิ่ง การรั่วไหลของข้อมูลที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของพนักงานและนักศึกษาย้อนกลับไป 20 ปีถูกเปิดโปง มหาวิทยาลัยออสเตรเลียหลายแห่งได้รับเงินหลายสิบล้านดอลลาร์จากปักกิ่งเพื่อก่อตั้ง “สถาบันขงจื้อ” ที่หลบเลี่ยงประเด็นต่างๆ ที่สร้างความเสียหายต่อพรรครัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน มหาวิทยาลัยเหล่านี้คัดค้านเสียงเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนสถาบันขงจื้อภายใต้กฎหมายการแทรกแซงจากต่างชาติฉบับใหม่ ความไม่สงบในฮ่องกงก็ถูกสะท้อนให้เห็นในสถาบันศึกษาหลายแห่งทั่วออสเตรเลีย มีนักศึกษาโปรประชาธิปไตยหลายคนถูกกลุ่มนักศึกษาจีนโปรปักกิ่งข่มขู่ และถูกปล่อยข้อมูลส่วนตัวบนอินเตอร์เน็ต “การทดสอบข้อผูกมัดของเราต่อเสรีภาพในการพูดคือเราจะมีความตั้งใจอดทนต่อการพูดของผู้อื่นหรือไม่ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่เราไม่เห้นด้วยอย่างที่สุด” เตฮาน กล่าว ——————————————————— ที่มา : MGR Online / 28 สิงหาคม 2562 Link : https://mgronline.com/around/detail/9620000082509

อินโดฯ “จำกัด” การให้ชาวต่างชาติท่องเที่ยวในปาปัว

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการ “ควบคุม” การอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปยังภูมิภาคปาปัว ที่อยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ซึ่งกำลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบครั้งใหม่ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่านายวิรันโต รัฐมนตรีด้านการประสานงานกิจการการเมือง กฎหมายและความมั่นคงของอินโดนีเซีย แถลงเมื่อวันอังคาร ว่ารัฐบาลจาการ์ตาได้ออกมาตรการ “จำกัด” การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากประสงค์เข้าไปยังภูมิภาคปาปัวที่อยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการเป็นหนึ่งในชายหาดสวยงามที่สุดของอินโดนีเซีย และระบบนิเวศที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่การ “ห้ามอย่างเด็ดขาด” หรือไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสู่พื้นที่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาคำร้องเป็นรายกรณี โดยประเมินจากช่วงเวลาเป็นสำคัญ และเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม วิรันโตปฏิเสธกล่าวว่า มาตรการจำกัดการเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคปาปัวครอบคลุมผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติด้วยหรือไม่ จากการที่ภูมิภาคแห่งนี้ซึ่งแบ่งเป็นจังหวัดปาปัวและปาปัวตะวันตก เผชิญกับเหตุรุนแรงตั้งแต่วันชาติอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา และฝ่ายความมั่นคงเสริมกำลังทหารและตำรวจเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง “เพื่อจัดการและฟื้นฟูความสงบ” พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลจาการ์ตาไม่มีนโยบายเจรจากับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในปาปัว เรื่อง “ความเป็นอิสระ” ของภูมิภาค สำหรับการออกมาตรการควบคุมการเข้าสู่ภูมิภาคปาปัวของอินโดนีเซีย เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังมีรายงานว่ารัฐบาลจาการ์ตาขับนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 4 คน ซึ่งเดินทางเข้าสู่พื้นที่ “โดยไม่ได้รับอนุญาต” นอกจากนั้น เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำนักงานตำรวจจังหวัดปาปัวประกาศห้ามการเดินขบวนประท้วง และจัดกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึงการปราศรัยแสดงความคิดเห็นในสถานที่สาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การปลุกระดมแนวคิดแบ่งแยกดินแดนให้รุนแรงมากขึ้น เครดิตภาพ…