นักวิจัยสามารถทำการโจมตีแบบ GPS Spoofing ได้สำเร็จกับระบบนำทาง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Virginia Tech, มหาวิทยาลัย Electronic Science และ Technology of China และทีมวิจัยของ Microsoft ได้ร่วมกันค้นพบวิธีการโจมตีแบบ GPS Spoofing ที่ทดสอบแล้วว่าสามารถใช้ได้ผลจริงกับระบบนำทางบนถนน GPS Spoofing ถูกพูดถึงมาหลายปีแล้วแต่ไม่สามารถใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมเพราะมีปัญหาเรื่องทำได้ไม่ตรงกับถนนจริง แต่ทีมนักวิจัยที่ผนึกกำลังกันครั้งนี้ได้คิดค้นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและสังเกตได้ยาก โดยวิธีการนี้ผู้โจมตีสามารถหลอกล่อให้เหยื่อหลงตามไปกับเส้นทางที่ถูกเลือกมาอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้โจมตีต้องทราบคือจุดหมายปลายทางคร่าวๆ ของเหยื่อและตัวเหยื่อเองต้องไม่ใช่ผู้ที่คุ้นกับเส้นทางในพื้นที่ โดยนักวิจัยได้ใช้ข้อมูลจริงของแท๊กซี่ใน แมนแฮตตัน และ บอสตัน กว่า 600 เส้นทางเพื่อคิดค้นอัลกอริธึมที่สร้างเส้นทางเสมือนที่เลียนแบบรูปร่างของถนนจริง ซึ่งเหมาะกับเมืองที่มีถนนหนาแน่น วิธีการคือผู้โจมตีจะสร้างสัญญาณ GPS แบบผิดๆ เพื่อพยายามตั้งค่าสุดท้ายให้เข้าใกล้จุดที่ต้องการ (Ghost Location) ระบบนำทางจะมีการคำนวณค่าเส้นทางใหม่ที่นักวิจัยให้ชื่อว่า Ghost Route และนำทางเหยื่อไปทีละทิศทางจนไปจบยังจุดหมายที่ต้องการ นอกจากนี้เพื่อให้สังเกตได้ยาก Ghost Route ถูกสร้างขึ้นจากการเก็บเส้นทางของแท๊กซี่ โดยอัลกอริธึมถูกรันในแต่ละส่วนของถนนเพื่อหา Ghost Location ที่เป็นไปได้ ซึ่งจากการทดสอบมีค่าเฉลี่ยของ Ghost Route ได้ถึง 1,500 ครั้งของการวิ่งแต่ละรอบ…

อุทธรณ์ยกฟ้อง “วัฒนา เมืองสุข” ให้สัมภาษณ์นักข่าวหน้าบันไดศาล ไม่ละเมิดอำนาจ

MGR Online – อุทธรณ์ยกฟ้อง “วัฒนา เมืองสุข” ยืนแถลงข่าวบริเวณหน้าบันไดศาลอาญา เมื่อปี 60 ระหว่างค้านฝากขังคดีผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ชี้ตอบคำถามเหมือนกับบุคคลทั่วไป และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีหรือมีผลกระทบต่อคดีจึงไม่ละเมิดอำนาจศาลวันนี้ (17 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีละเมิดอำนาจศาล หมายเลขดำที่ ล.14/2560 ที่ผู้อำนวยการศาลอาญา เป็นผู้กล่าวหานายวัฒนา เมืองสุข อายุ 60 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ถูกกล่าวหา  กรณีเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2560 นายวัฒนา ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมด้วยนายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา ได้มายื่นคำร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งฝากขังของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในคดีกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ต่อศาลอาญา หลังจากนั้นได้ไปยืนแถลงข่าวบริเวณหน้าบันไดศาลอาญาต่อสื่อมวลชน โดยไม่ได้ขออนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อเผยแพร่ข่าว อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติ…

มาตรการเข้ม ! สนามบินออกกฎ ไม่พกบัตรประชาชน ห้ามเข้าสนามบิน

มาตรการเข้ม / วันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ AOT Official ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หน่วยงานที่รับผิดชอบท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้โพสต์ข้อความเตือนประชาชนที่จะเดินทางเข้าไปยังสนามบินหาดใหญ่ โดยระบุว่าขณะนี้ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ตรวจตรายานพาหนะทุกชนิดที่จะเข้าออก โดยผู้ใช้บริการที่จะเดินทางเข้าไปในสนามบินจำเป็นต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทั้งนี้หากไม่มีบัตรแสดงตนจะขอสงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าไปใช้บริการ นายกฤติยา ก้อนทอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ กล่าวถึงคำเตือนดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานหาดใหญ่ ได้ประชุมร่วมกันโดยมีมติว่าควรจะต้องมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมบริเวณรอบๆสนามบินต้องได้รับการดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้น จึงมีมติร่วมกันให้บังคับใช้มาตรการมาตรการการรักษาความปลอดภัย ณ ช่องทางรักษาการณ์ ภายในสนามบิน กำหนดให้ประชาชน ผู้โดยสาร และผู้มาใช้บริการแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้ ต่อเจ้าหน้าที่ ประจำช่องรักษาการณ์ ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ กรณีไม่มีบัตรแสดงตน ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าใช้บริการ “เดิมเราใช้มาตรการไม่เข้มงวดนัก กรณีที่เข้ามาใช้บริการสนามบินหากไม่พกบัตร ประชาชน หรือบัตรที่แสดงตัวได้ เราจะให้ลงจากรถ เพื่อมาถ่ายรูปคนขับคู่กับทะเบียนรถ และปล่อยให้เข้าไปใช้บริการสนามบินได้ แต่คณะกรรมการเห็นว่าวิธีนี้มีช่องโหว่ เพราะในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบรู้ได้ว่า ทะเบียนรถคันดังกล่าวเป็นทะเบียนจริงหรือปลอม จึงเพิ่มมาตรการห้ามเข้าใช้บริการหากไม่มีบัตรแสดงตน ซึ่งมาตรการนี้เราประกาศใช้มาตั้งแต่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน…

สุดแสบ! FBI รวบอดีตวิศวกร ‘แอปเปิล’ ฉกข้อมูลลับโครงการ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ ก่อนชิ่งไปซบบริษัทจีน

เอเจนซีส์ – ทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาอดีตวิศวกรซึ่งขโมยข้อมูลลับในโครงการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ (self-driving car) ของ ‘แอปเปิล อิงค์’ ก่อนจะยื่นใบลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัปของจีน จาง เสี่ยวหลาง (Xiaolang Zhang) ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) จับกุมข้อหาขโมยความลับทางการค้าในโครงการของแอปเปิล ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับอีกไม่เกิน 250,000 ดอลลาร์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ซึ่งมีฐานอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียยืนยันกับเอเอฟพีว่า “แอปเปิล ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับ” “เราได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในประเด็นนี้ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่า บุคคลคนนี้และคนอื่นๆ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องถูกนำตัวมารับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำ” เอกสารคำฟ้องที่เอฟบีไอยื่นต่อศาลแขวงแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า จาง ได้รับการว่าจ้างเมื่อปี 2015 ให้เข้าร่วมทีมพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งถือเป็นโครงการ “ลับสุดยอด” ของ แอปเปิล เมื่อเดือน เม.ย. เขาได้ใช้สิทธิ์ยื่นใบลาในฐานะบิดาเพื่อดูแลภรรยาหลังคลอดบุตร (paternity leave) และพาครอบครัวเดินทางกลับจีน เมื่อกลับเข้าทำงานกับอีกครั้งในช่วงปลายเดือน เม.ย. จาง ก็บอกกับเจ้านายที่ แอปเปิล ว่าต้องการลาออกเพื่อกลับไปดูแลมารดาที่ป่วย โดยมีแผนจะสมัครงานกับ เสี่ยวเผิง มอเตอร์ส…

ไม่ต้องต่อคิวแลกเหรียญ รถไฟใต้ดินในปักกิ่งเตรียมใช้การสแกนใบหน้าและฝ่ามือผู้โดยสาร

  ปักกิ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศ ผู้คนที่เดินทางไปไหนมาไหนในแต่ละวันนั้นมีมากมายมหาศาล รวมทั้งการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน แม้รถไฟจะวิ่งเร็วเพียงใดแต่ด้วยปริมาณคนใช้บริการที่มีมาก กว่าที่คนคนหนึ่งจะเดินทางไปถึงจุดหมายเขาอาจต้องเสียเวลากับการเข้าคิวรอซื้อตั๋วหรือแตะบัตรผ่านสถานีเพื่อขึ้นรถไฟ ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการรถไฟใต้ดินของปักกิ่งจึงมีแผนจะนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและการสแกนลายนิ้วมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เพื่อลดเวลาที่ผู้โดยสารต้องรอในระหว่างก่อนขึ้นรถไฟและหลังลงจากรถไฟ ทางการจีนจึงมีแผนจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับใบหน้าและเครื่องสแกนฝ่ามือเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าและออกจากสถานีได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาติดต่อขอแลกเหรียญ ไม่ต้องมัวเข้าคิวรอหยอดเหรียญกับเครื่องออกบัตรโดยสาร และก็ไม่ต้องเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอเสียบบัตรเข้าเครื่องสแกนก่อนเดินเข้าพื้นที่ชานชาลา แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการเก็บเงินค่าโดยสาร แต่คาดว่าระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือนี้จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานเพื่อทำการตัดเงินค่าโดยสารแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมในประเทศจีน ตัวอย่างการใช้งานระบบสแกนใบหน้านั้นมีใช้อยู่ก่อนแล้วบริเวณด่านระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกงซึ่งจะใช้ควบคู่กับเรื่องสแกนลายนิ้วมือ ในขณะที่เครื่องสแกนฝ่ามือก็มีการใช้งานกับรถไฟในเซี่ยงไฮ้มาบ้างแล้ว โดยจำกัดเฉพาะผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ทหารผ่านศึก หรือผู้พิการและทุพพลภาพ อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแผนการติดตั้งระบบตรวจจับใบหน้าและระบบสแกนฝ่ามือสำหรับผู้โดยสารรถไฟใต้ดินนี้ ความเห็นฝ่ายหนึ่งมองว่าทุกวันนี้ทางการจีนกำลังริดรอนความเป็นส่วนตัวของประชาชนตนเองลงไปในทุกขณะ ในขณะที่อีกส่วนเกรงว่าหากระบบหละหลวมมีช่องโหว่ก็อาจทำให้ข้อมูลอัตลักษณ์เชิงชีวภาพเหล่านี้รั่วไหลออกสู่ภายนอกและถูกผู้ไม่หวังดีนำเอาไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบได้ อีกด้านหนึ่งก็มีความเห็นในแง่การใช้งานว่าประสบการณ์ใช้งานระบบสแกนใบหน้าและสแกนฝ่ามือนั้นอาจไม่ได้ช่วยลดเวลาที่ผู้โดยสารต้องเสียไป เพราะยกตัวอย่างผู้สูงอายุหลายคนซึ่งไม่ค่อยคุ้นชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากนักก็อาจไม่รู้ว่าต้องใช้เครื่องอย่างไรจนทำให้ต้องเสียเวลาผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่อยู่ในคิวเช่นเดียวกัน สำหรับรถไฟใต้ดินของปักกิ่งนั้นเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 1965 แต่เริ่มมีการปรับปรุงบริการและขยายเส้นทางแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2008 ซึ่งปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทั้งนี้ในปัจจุบันมีรถไฟวิ่งให้บริการ 23 เส้นทาง มีผู้ใช้บริการมากกว่า 10 ล้านคนต่อวัน โดยก่อนหน้านี้คิดอัตราค่าโดยสารทุกเส้นทาง (ยกเว้นไปสนามบิน) ทุกระยะทางเท่ากันหมดด้วยราคา 2 หยวน (ประมาณ 10 บาท) ก่อนที่จะปรับวิธีคิดค่าโดยสารในปี 2014 มาเป็นระบบคิดตามระยะทาง โดยปัจจุบันนี้ค่าโดยสารต่ำสุดของการเดินทางเริ่มต้นที่ 3 หยวน (ประมาณ 15…

‘ดีพเฟค’ เทคโนโลยีทรงพลังในสงครามข่าวปลอม

This image made from video of a fake video featuring former President Barack Obama shows elements of facial mapping used in new technology that lets anyone make videos of real people appearing to say things they’ve never said. (AP Photo) ขณะนี้ มีการจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อการใช้ข่าวสารที่บิดเบือนเป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยาที่หวังผลสร้างความไม่เชื่อใจในตัวบุคคลสำคัญ ใส่ร้ายป้ายสี และก่อความปั่นป่วน และอาวุธด้านข่าวกำลังทรงพลังมากขึ้นเมื่อ ผู้ปล่อยข้อมูลเท็จสามารถสร้างสื่อวิดีโอที่แสดงภาพบุคคลสำคัญพูดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้เหมือนตัวจริง เครื่องมือตบตาผู้รับสารที่แนบเนียนนี้เรียกว่า ‘Deepfake’ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีภูมิปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบความคิดของมนุษย์และกำลังถูกพัฒนาให้สามารถเลียนแบบพฤติกรรม น้ำเสียงและท่วงทำนองการพูดได้ด้วย ไม่นานนี้สื่อ BuzzFeed นำภาพและเสียง…