อินโดฯบล็อกโซเชียลมีเดีย สกัดข่าวปลอมแพร่กระจายหลังประกาศผลเลือกตั้ง

อินโดฯ บล็อกโซเชียลมีเดียบางส่วน หลังผู้กลุ่มหนุนปราโบโวก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ด้านโจโกวีลั่นไม่ยอมให้ใครขวางประชาธิปไตย ทางการอินโดนีเซียสั่งบล็อกการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียในบางส่วน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หลังจากพบว่ามีการส่งต่อข้อมูลทั้งข้อความ ภาพถ่าย และวิดิโอที่เป็นข่าวปลอมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวที่ก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บอีกราว 200 คน “เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุการแพร่กระจายข่าวปลอมผ่านชุมชนเราจะ จำกัด การเข้าถึงฟีเจอร์บางอย่างบนโซเชียลมีเดีย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศของอินโดนีเซีย ข่าวปลอมต่อต้านจีนเต็มโซเชียล มีรายงานว่าเกิดการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวซึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่าในบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังหารผู้ประท้วงจนเสียชีวิตนั้นเป็นชาวอินโดฯเชื้อสายจีน ข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียลของอินโดฯตลอดตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงในวันนี้ซึ่งมีรายงานพบการจลาจลปะทะกับเจ้าหน้าที่ จนทางเจ้าหน้าที่ต้องมีการใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนได้ใช้ข้อความว่า “Usir Cina” (ไล่จีน) และ “Awas Asing” (ระวังคนต่างชาติ) เป็นข้อความในการประท้วง ท่ามกลางข้อครหาในตัวประธานาธิบดีโจโกวีว่าเป็นผู้ที่เข้าหาทางการจีนมากเกินไป ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปักหลักชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดฯ (KPU) ขณะที่สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่าทางการได้ส่งทหารราว 30,000 นายเข้าเมืองหลวงเพื่อรักษาความสงบพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ ประธานาธิบดีโจโกวี ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยผลคะแนน 55.5% เหนือคู่แข่งคือนายพลซูเบียนโตที่ได้ 44.5% กล่าวในวันนี้ว่า ผลจะทำงานร่วมกับทุกคนที่ทำเพื่อพัฒนาประเทศนี้ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ขัดขวางความมั่นคง กระบวนการประชาธิปไตยและความสามัคคีของประเทศอันเป็นที่รักของเรา” “ไม่มีทางเลือกอื่น ทหารและตำรวจจะดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่ก่อจลาจลรุนแรงอย่างเข้มงวด” ประธานาธิบดีโจโกวีกล่าว นอกจากนี้ผู้นำอินโดฯ ยังกล่าวถึงเหตุจลาจลว่า “เจ้าหน้าที่มีหน้าที่รักษาสถานการณ์ที่วุ่นวานในจาการ์ต้าเพื่อควบคุมกลุ่มผู้ประท้วง”…

กบฎฮูตีอ้างส่งโดรนยิง “คลังแสง” ในสนามบินซาอุฯสำเร็จ

เอพี- วันนี้ (21 พ.ค) กบฎฮูตีออกแถลงการณ์ว่า ทางกลุ่มได้ส่งโดรนขนระเบิดเข้าไปยังซาอุดีอาระเบีย เป้าหมายสนามบินที่มีฐานทัพ การโจมตีเป็นที่รับรู้ของทางริยาด ท่ามกลางความตรึงเครียดยังคงเพิ่มสูงจากปัญหาสหรัฐฯ-อิหร่าน  เอพีรายงานวันนี้ (21 พ.ค) ว่า เบื้องต้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้บาดเจ็บหรือมีขอบเขตความเสียหายมากน้อยเพียงใด การโจมตีเมืองนัจญ์รอน (Najran) ของซาอุฯเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทางเตหะรานประกาศเพิ่มการผลิตจำนวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมขึ้น 4 เท่า พร้อมกับความตรึงเครียดที่เกิดขึ้นในวันจันทร์ (20) ที่มีการทวีตจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำว่า ยูเรเนียมจะถูกเสริมสมรรถนะเพียง 3.67% ของข้อจำกัดภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 เพื่อสามารถใช้กับโรงงานพลังงานไฟฟ้า แต่ต่ำกว่าเป้าเป็นอย่างมากถึงสำหรับจำนวนที่ต้องการสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่ทว่าการเพิ่มจำนวนการผลิต ส่งผลทำให้ในไม่ช้าอิหร่านจะละเมิดต่อข้อกำหนดการครอบครองที่ถูกกำหนดโดยข้อตกลง เอพีชี้  โดยทางเตหะรานได้กำหนดเส้นตายที่ 7 ก.คนี้ สำหรับบรรดาชาติยุโรปในการกำหนดเงื่อนไขใหม่สำหรับข้อตกลง หรือไม่ทางอิหร่านจะเพิ่มจำนวนการเสริมสร้างสมรรถนะให้เข้าใกล้กับระดับการผลิตอาวุธ โดยฝ่ายสหรัฐฯได้ส่งฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมกองเรือบรรทุกเครื่องบินมายังอ่าวเปอร์เซียในความสงสัยถึงภัยคุกคามที่เกิดมาจากอิหร่าน  ในการโจมตีด้วยโดรนของกลุ่มกบฎฮูตี สถานีข่าวผ่านดาวเทียมของกลุ่มติดอาวุธที่ชื่อ อัล-มาซีราห์ ( Al-Masirah) กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (21) ทางกลุ่มของพวกเขาได้มีเป้าหมายการโจมตีที่สนามบินในเมืองนัจญ์รอนพร้อมกับโดรนคาเซฟ–2เค (Qasef-2K) ที่ได้โจมตีที่คลังแสงนัจญ์รอน ตั้งห่างทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงริยาดไปราว 840…

เพิ่มข้อหา ‘ก่อการร้าย’ มือปืนกราดยิงมัสยิดไค

ผู้ต้องหาคดีกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 51 ราย ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย เดิมทีผู้ก่อเหตุ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 51 คดี และข้อหาพยายามฆ่าอีก 40 คดี อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ทางนิวซีแลนด์เรียกร้องไม่ให้เอ่ยชื่อถึงชื่อผู้ก่อเหตุเนื่องจากไม่ต้องการให้เขาได้รับความสนใจจากสังคม “ข้อหานี้จะสื่อเป็นนัยว่าเกิดการก่อการร้ายขึ้นในไครสต์เชิร์ช” กรมตำรวจนิวซีแลนด์ ระบุในแถลงการณ์ จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีประเทศนิวซีแลนด์ ได้ชี้มาก่อนแล้วว่าเหตุกราดยิงมัสยิดนั้น เป็นการก่อการร้ายซึ่งมีการวางแผนมาอย่างดี อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติปราบปรามการก่อการร้ายในนิวซีแลนด์ เพิ่งบังคับใช้เมื่อปี 2002 และยังไม่เคยมีการใช้งานในศาลมาก่อน ทางตำรวจชี้ว่าการตัดสินใจตั้งข้อหาก่อการร้ายนั้น กระทำภายหลังการหารือกับบรรดาอัยการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของรัฐบาลแล้ว ขณะนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าว ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นผู้นิยมแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่ กำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำความมั่นคงสูง และอยู่ระหว่างการทดสอบว่ามีสภาวะทางจิตเหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีในศาลหรือไม่ โดยกำหนดการขึ้นให้การครั้งต่อไปของเขาคือวันที่ 14 มิถุนายนปีนี้ ทางตำรวจนิวซีแลนด์ยังชี้แจงอีกว่า ได้เข้าพบผู้รอดชีวิตและครอบครัวของเหยื่อ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่ออธิบายถึงข้อห้างที่มีการตั้งเพิ่มเติมแล้ว “ตำรวจมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยที่จำเป็นในทุกๆ ด้าน สำหรับการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งจะทั้งท้าทายและสะเทือนอารมณ์ต่อครอบครัวของเหยื่อและผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิง” ทางกรมตำรวจระบุ อย่างไรก็ตาม ไฮเวล กริฟฟิธ ผู้สื่อข่าวบีบีซีในซิดนีย์ ชี้ว่ามีข้อถกเถียงกันในนิวซีแลนด์ถึงข้อดีข้อเสียของการพิจารณาคดีนี้ด้วยพ.ร.บ. การก่อการร้าย…

ระเบิดบัสนักท่องเที่ยว หน้าพีระมิด “กีซ่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด โจมตีรถบัสนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใกล้กับพีระมิดสำคัญของอียิปต์ มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ 17 คน สร้างความเสื่อมเสียให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประตูรั้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ติดกับมหาพีระมิดแห่งกีซา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยคนร้ายได้นำระเบิดไปซุกซ่อนไว้ และปลดชนวนระเบิดในช่วงที่รถบัสของนักท่องเที่ยวจากแอฟริกาใต้แล่นผ่านมาพอดี ทำให้รถบัสได้รับความเสียหายกระจกแตก เช่นเดียวกับรถยนต์ที่แล่นตามมาอีกคันหนึ่ง ก็ได้รับความเสียหายไปด้วย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมกับลำเลียงผู้บาดเจ็บทั้ง 17 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวแอฟริกาใต้ ส่งโรงพยาบาล เคราะห์ดีที่ทุกคนได้รับบาดเจ็บไม่มาก แต่ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอดูการให้แน่ใจว่าปลอดภัยดี จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าอยู่เบื้องหลัง เหตุที่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอียิปต์อย่างมาก เพราะเมื่อ 6 เดือนก่อนก็เพิ่งเกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 3 คน พร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ก็เคยเกิดเหตุประท้วงรุนแรง ตามมาด้วยอุบัติเหตุบอลลูนยักษ์ที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นชมทัศนียภาพทางอากาศตก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไปหลายคน ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นบริเวณมหาพีระมิดแห่งกีซา ซึ่งเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ———————————————————- ที่มา : PPTV / 20 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.pptvhd36.com/news/103271

ชาวสวิสเห็นชอบเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืนตามกฎอียู

ประชาชนในสวิตเซอร์แลนด์มากกว่า 63% เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ตามแนวทางของสหภาพยุโรป ในการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ว่าสวิตเซอร์แลนด์จัดการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดให้กับกฎหมายอาวุธปืนในประเทศตามแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งผลปรากฏว่า 63.7% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 1.5 ล้านคน สนับสนุนให้รัฐบาลกลางปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ คะแนนเสียงสนับสนุนครองเสียงข้างมากใน 25 จาก 26 รัฐ ยกเว้นรัฐตีชีโนที่อยู่ทางใต้สุดและประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอิตาเลียนแต่ไม่ว่าอย่างไรการที่เสียงข้างมากเดิน 2 ใน 3 ของจำนวนรัฐทั้งหมดในประเทศ ถือว่าผลการลงประชามติครั้งนี้ “สมบูรณ์” แม้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู แต่การที่สหภาพยกเครื่องกฎหมายอาวุธปืนครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากเหตุก่อการร้ายหลายระลอกทั่วยุโรปในช่วงนั้น ส่งผลให้สวิตเซอร์แลนด์จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงระดับทวิภาคีอีกหลายฉบับในอนาคต อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนสวิส (เอสวีพี) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาขนาดใหญ่ในประเทศ คัดค้านการลงประชามติในเรื่องนี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่าการรับรองเท่ากับว่าสวิตเซอร์แลนด์ยอมรับ “การครอบงำ” ของอียู ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่รัฐบาลเตือนว่าหากผลประชามติกลับกลายเป็นว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ สวิตเซอร์แลนด์อาจต้องพ้นจากการเป็นภาคีในความตกลงเชงเก้น ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน และ 48%…

เด็กชายวัย 13 ปี ฉายา “นินจาไซเบอร์” เผยวิธีแฮกโดรนสุดง่ายดาย

รูเบน พอล (Reuben Paul) เด็กชายอายุ 13 ปี ได้สาธิตการแฮกโดรนที่การประชุมความมั่นคงทางไซเบอร์ระดับโลก ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสามารถถูกแฮกได้ง่ายดายแค่ไหน เด็กน้อยผู้มีความสนใจในเรื่องของการแฮกข้อมูลต่างๆ นี้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “นินจาไซเบอร์” รูเบนเล่าว่า เขาเริ่มฝึกแฮกคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ซึ่งเป็นตอนที่เขาเริ่มให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี และเริ่มต้นค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับการแฮกเป็นครั้งแรก การสาธิตวิธีแฮกโดรนในครั้งนี้จัดขึ้นโดย Kaspersky Lab ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งรูเบนแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า การแฮกโดรนที่อยู่ในระยะไกลนั้น เป็นไปอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ เด็กชายวัย 13 ปีผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า การแฮกโดรนนี้ทำโดยการสแกนหาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบริเวณนั้น จากนั้นสแกนหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของโดรน แล้วตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนและอุปกรณ์ดังกล่าวโดยการส่งแพ็คเกจที่เรียกว่า DIOS (‘dump-in-one-shot’) หลังจากนั้นเขาก็ทำการเชื่อมต่อกับโดรน จนสามารถเข้าควบคุมโดรนได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบังคับให้บินไในทิศทางที่ต้องการ บันทึกวิดีโอได้ และยังสามารถนำข้อมูลทุกชนิดกลับมาได้อีกด้วย เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน รถยนต์ไร้คนขับ อุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย รวมถึงโดรนต่างๆ ด้วย เมเฮอร์ ยามูท (Maher Yamout) นักวิจัยด้านความมั่งคงปลอดภัยของ Kaspersky…