ประมวล 10 แนวโน้มความขัดแย้งโลกปี 2562 (ตอนที่ 1)

กลุ่ม Antifa Manchester Crew ในกองกำลัง IFB ในโรจายา ทางตอนเหนือของซีเรียที่เป็นพื้นที่ยึดครองของกองกำลังชาวเคิร์ด ภาพถ่ายเดือนสิงหาคม 2560 (ที่มา: Wikipedia) โรเบิร์ต มอลลีย์ ประธานองค์กรอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (ICG) เขียนบทความในนิตยสาร Foreign Policy ระบุว่าในยุคสมัยที่ความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอย กลุ่มผู้นำอำนาจนิยมทั้งหลายก็พากันฉวยโอกาสนี้เพิ่มอิทธิพลตัวเอง กระทำความผิดโดยลอยนวลไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ และพยายามลดทอนกำลังฝ่ายตรงข้าม ความร่วมมือแบบพหุพาคีกำลังถูกล้อมปราบทำให้มีการเมืองแบบปฏิกิริยาสัมพันธ์และการขยี้คู่แข่งเอาแพ้เอาชนะกันมากขึ้น ขณะเดียวกันกระบวนการของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและศาลโลกเองก็ถูกเพิกเฉยหรือไม่ก็ถูกสบประมาท ในโลกยุคปัจจุบันกลายเป็นโลกที่อิทธิพลของตะวันตกกำลังถูกกัดกร่อนโดยเฉพาะจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันดูแคลนพันธมิตรดั้งเดิมของตัวเอง ขณะที่ยุโรปก็กำลังเผชิญกับกระแสการแยกตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มมีผู้นำหลายประเทศในโลกโอบรับแนวคิดชาตินิยมผสมกับอำนาจนิยมพร้อมทั้งปฏิเสธกฎเกณฑ์และสถาบันการเมืองนานาชาติ มีเหตุการณ์เลวร้ายหลายเหตุการณ์ที่ผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษไม่ว่าจะเป็นกรณีสังหารจามาล คาชอกกี ในสถานทูตซาอุฯ หรือกรณีการสังหารหมู่โรฮิงญาโดยทางการพม่า หรือผู้นำอย่างทรัมป์เองก็แสดงความเหยียดหยามสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางปรากฏการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มอลลีย์ได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้ง 10 กรณีในปี 2562 จะได้รับผลกระทบจากกระแสโลก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค มีความตะกุกตะกัก หรือแม้กระทั่งอันตราย เยเมน ความขัดแย้งกรณีที่ 1 คือเยเมน ซึ่งกำลังประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารอย่างหนักและเกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมที่นั่นจากความขัดแย้งที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีขับไล่รัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และสถานการณ์ก็หนักข้อขึ้นหลังจากที่แนวร่วมฝ่ายซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มเข้าไปปฏิบัติการทิ้งระเบิดและปิดกั้นไม่ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าไปในเยเมน ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอย่างหนักตามมากลายเป็นความเดือดร้อนและเจ็บปวดต่อประชาชนเยเมน…

แนะวิธีต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัสโดย F5

การเข้ารหัสและแลนด์สเคปการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในปัจจุบัน การวิจัยในห้องแล็บของ F5 ระบุว่า หน้าเว็บที่โหลดมาจากเว็บไซต์นับหลายล้านเว็บนั้นมีจำนวนถึง 80% ที่มีการเข้ารหัสข้อมูลเอาไว้ การทำงานเพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้รับ–ส่งกันระหว่าง Servers กับ Clients หรือ Transport Layer Security (TLS) กลายเป็นสิ่งปกติที่องค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมนำไปใช้งานเนื่องจากหลายๆปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ กฎระเบียบด้านการป้องกันภัยให้ข้อมูลของสหภาพยุโรป (GDPR), การจัดอันดับผลการค้นหาเว็บโดย Google, การเตือนเบราว์เซอร์ของเว็บไซต์ HTTP ที่ไม่เข้ารหัส และการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ในขณะที่การเข้ารหัสทราฟฟิคช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ข้อมูล แต่ก็ก่อให้เกิดผลลบได้เช่นกัน เนื่องจากมีปริมาณภาระงานมากขึ้นและอาจได้รับอันตรายจากมัลแวร์ที่ซ่อนอยู่ในทราฟฟิคที่มีการเข้ารหัสไว้ ซึ่งสร้างภาระให้กับองค์กรในการสรรหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน IT ยังคงทำงานรวดเร็วและพร้อมใช้งานตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องป้องกันภัยและรักษาข้อมูลส่วนตัวได้อย่างรัดกุม คุณไม่สามารถตอบโต้กับสิ่งที่คุณมองไม่เห็น การเข้ารหัสทราฟฟิคเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการป้องกันการถูกดักโจมตีระหว่างทางเพื่อดูหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลอย่างไรก็ตาม การเข้ารหัสก็สามารถทำให้อุปกรณ์ตรวจสอบหรือวิเคราะห์ความผิดปกติไม่สามารถมองเห็นทราฟฟิคเหล่านั้นไปด้วยเช่นกัน การเข้ารหัสและการถอดรหัสของทราฟฟิคจะต้องใช้พลังงานในการประมวลผลอย่างมาก ดังนั้นโซลูชันการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ เช่น ระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS/IPS), Malware Sandbox, Next-gen Firewall (NGFW) และอื่น ๆ ไม่สามารถถอดรหัสได้ทั้งหมดหรือทำได้แต่ใช้ประสิทธิภาพมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นทราฟฟิคในการเข้าชมแอปพลิเคชันขององค์กรหรือการเข้าอินเทอร์เน็ตจากภายในองค์กร คุณจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเพื่อให้สามารถมองเห็นทราฟฟิคได้อย่างเต็มศักยภาพ ความท้าทายในการตรวจสอบทราฟฟิคขาออก เป็นที่ทราบกันดีว่ามัลแวร์เป็นอันตราย แต่โดยปกติแล้วระบบป้องกันแบบหลากหลายชั้นจะสามารถระบุและหยุดการแพร่กระจายมัลแวร์ไปยังผู้ใช้และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ หรือจากการกรองข้อมูล มัลแวร์สามารถติดมาจากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรืออีเมลฟิชชิ่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบการส่งข้อมูลออกไปข้างนอกเครือข่ายเพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะผู้โจมตีแทบทุกรายในปัจจุบันใช้ช่องทางที่มีการเข้ารหัสในการซ่อนการติดต่อของมัลแวร์ไปยัง C&C Server ความท้าทายในการตรวจสอบทราฟฟิคขาเข้า การตรวจสอบทราฟฟิคขาเข้าก็เป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นของธุรกิจ โดยผลการสำรวจที่ระบุในรายงานของ F5 Labs 2018 Application Protection Report พบว่า 34% ของเว็บแอปเป็นภารกิจที่จำเป็นขององค์กร ดังนั้น เมื่อแอปพลิเคชันเป็นสิ่งจำเป็น คุณจึงต้องใช้โซลูชันรักษาความมั่นคงปลอดภัย อาทิ Web Application Firewall (WAF) หรือ IDS/IPS เพื่อกรองทราฟฟิคที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากอุปกรณ์ตรวจสอบการโจมตีแล้ว คุณอาจจะต้องรันทราฟฟิคของแอปผ่านทางเอ็นจิ้นวิเคราะห์ข้อมูลหรือโซลูชันที่บันทึกการใช้งานของลูกค้าอีกด้วย ซึ่งโซลูชันเหล่านี้จะนำเสนอคุณสมบัติเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน แต่การถอดรหัสไม่สามารถทำได้แบบแยกแต่ละโซลูชัน คุณประโยชน์ของการมองเห็นทราฟฟิค นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยประเมินว่า ขณะนี้มัลแวร์ทั้งหมดใช้การเข้ารหัสเพื่อซ่อนการตรวจจับจากอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อค้นหาและกำจัดมัลแวร์ เมื่อใช้กลยุทธ์การป้องกันในเชิงลึกผู้ดูแลระบบจำนวนมากใช้โซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยในแบบอนุกรมเพื่อป้องกันมัลแวร์ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้ผลและยังเป็นการเปิดประตูให้ทราฟฟิคที่ประสงค์ร้ายผ่านเข้ามาทางโซลูชันรักษาความมั่นคงปลอดภัย โดยสรุปก็คือคุณต้องการความมั่นคงปลอดภัยแต่ก็ไม่อาจยอมให้ประสิทธิภาพของเว็บ ทราฟฟิคย่อหย่อนลง ลบพิษภัยของมัลแวร์ โซลูชัน SSL/TLS จะทำการถอดรหัสทราฟฟิคและส่งไปยังอุปกรณ์การตรวจสอบซึ่งนับว่าเป็นขั้นตอนแรกที่ดีในการลดผลกระทบจากมัลแวร์ อย่างไรก็ตาม อาจมีความล่าช้าเกิดขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นหากการเข้าถึงบางประเภทซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านอุปกรณ์ตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น ถ้าทราฟฟิคขาออกคือการเข้าชมเว็บไซต์ที่เป็นที่ยอมรับว่ามั่นคงปลอดภัย และโซลูชันการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล (DLP) ตรวจไม่พบข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับบางครั้งการเข้าชมนั้นก็ยังคงต้องผ่าน NGFW หรือ IDS แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีความสามารถในการกำหนดเส้นทางการเข้าชมเว็บให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของคุณ Perfect Forward Secrecy และเปลี่ยนรหัสฉับไว โปรโตคอล TLS มีการเฝ้าระวังแบบ Passtive ที่เรียกว่า Perfect Forward Secrecy (PFS) Protection ซึ่งมีการปรับปรุงการแลกเปลี่ยนคีย์โดยการใส่คีย์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเซสชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้น PFS การันตีได้ว่าผู้โจมตีจะไม่สามารถกู้คืนคีย์ใดๆ และถอดรหัสการสนทนาที่ถูกบันทึกไว้นับล้านๆ บทสนทนาได้ เนื่องจาก PFS เป็นมาตรฐานตามหลักปฏิบัติเนื่องจากเป็นวิธีเดียวที่ได้รับอนุญาตภายในโปรโตคอล TLS 1.3 คุณจึงต้องมีการเตรียมโซลูชันสำหรับรับมือข้อจำกัดดังกล่าว ก่อนหน้านี้ การเข้ารหัสด้วย RSA keys คุณต้องแลกเปลี่ยนคีย์กับคีย์อื่นๆ ของโซลูชัน แต่การเข้ารหัสแบบ PFS จะใช้กุญแจหรือคีย์เข้ารหัสที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละเซสชัน F5 SSL Orchestrator สามารถถอดรหัสและส่งต่อข้อความที่ไม่มีการเข้ารหัสไปยังอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัย หรือสามารถเปลี่ยนแปลงการเข้ารหัสไปเป็นโปรโตคอล TSL 1.2 กับคีย์ RSA  ทางเลือกที่สองนี้จะช่วยให้ไม่มีข้อมูลที่ไม่ถูกเข้ารหัสปรากฎอยู่ในระบบเครือข่ายเลย ในณะที่ยังคงช่วยให้อุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เข้ารหัสด้วยโปรโตลคอล TLS1.3 ได้ แม้ว่าจะยังไม่พบช่องโหว่ในการเข้ารหัสแบบ Elliptical Curve Ciphers ที่บังคับใช้เมื่อใช้เทคนิค PFS แต่สิ่งที่ปลอดภัยในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไปตลอด การวิจัยเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและเครื่องมือในการแฮ็กข้อมูลยังคงพัฒนาความก้าวหน้าพอๆ กับพลังของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ช่องโหว่ปรากฏออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีจุดควบคุมแบบรวมศูนย์กลางสำหรับการถอดรหัสและเข้ารหัสจะช่วยให้การเปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสทำได้ง่ายขึ้น การมองเห็นทราฟฟิคยังไม่เพียงพอ การควบคุมผ่านระบบ Orchestration คือหัวใจสำคัญ ความสามารถในการมองเห็นภายในแพ็คเก็ตที่เข้ามาในแอปพลิเคชันของคุณหรือออกไปจากเครือข่ายของคุณเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น การจัดการกับการเชื่อมต่อแบบอนุกรมหรือการกำหนดค่าเพื่อจัดการการถอดรหัสลับ/การเข้ารหัสลับทั่วทุกระดับชั้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ นโยบายที่กำกับการใช้งานบางสิ่งย่อมมีข้อยกเว้นอยู่ด้วยเสมอ F5 SSL Orchestrator นำเสนอทั้งการมองเห็นทราฟฟิคในระดับที่ครอบคลุมสูงสุด ระบบ Orchestration จัดให้มีการควบคุมการรับส่งข้อมูลหรือทราฟฟิคตามนโยบายเพื่อให้บริการตามสภาพความเสี่ยงและสภาพเครือข่ายแบบไดนามิก SSL Orchestrator สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเพื่อควบคุมการรับส่งข้อมูลขาเข้าและขาออกไปยังอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยโดยอาศัยอำนาจในการเป็น Proxy เต็มรูปแบบทั้ง SSL/TLS และ HTTP และในขณะที่การเข้าชมเว็บส่วนใหญ่น่าจะใช้โปรโตคอล HTTPS SSL Orchestrator จะช่วยให้คุณจัดการกับการถอดรหัสและการเข้ารหัสลับอย่างชาญฉลาดกับการรับส่งข้อมูลประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น STARTTLS ภายใน FTP, IMAP,…

สื่อออสเตรเลียเผยแพร่ภาพชาวปาปัวตะวันตกถูกโจมตีจากระเบิด ‘ฟอสฟอรัสขาว’ ของกองทัพอินโดฯ

ที่มาภาพ: thesaturdaypaper.com.au สื่อแซทเทอร์เดย์เปเปอร์จากออสเตรเลียเผยแพร่เรื่องที่กองทัพอินโดนีเซียโจมตีทางอากาศใส่จังหวัดอิเรียนจายา หรือปาปัวตะวันตกด้วยระเบิดฟอสฟอรัสขาว เพื่อเป็นการโต้ตอบกรณีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนก่อเหตุสังหารคนทำงานก่อสร้างของรัฐบาลเมื่อต้นเดือนที่่ผ่านมา นักข่าวต่างประเทศจากสื่อออสเตรเลีย จอห์น มาร์ตินคัส และมาร์ค ดาวิส รายงานถึงสภาพเหยื่อที่มีบาดแผลเหวอะหวะและมีรอยไหม้ขอบแผล รวมถึงสภาพเสื้อผ้าที่ละลายหรือขาดออกจากกัน พวกเขาถูกโจมตีจากอาวุธสงครามของกองทัพอินโดนีเซีย มี 7 รายเสียชีวิตจากการโจมตีนี้และมีคนอีกจำนวนมากที่หนีขึ้นภูเขาไป รูปถ่ายรอยแผลที่นักข่าวทั้งสองคนได้รับมาเป็นภาพแรกที่แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการของกองทัพอินโดนีเซียในปาปัวตะวันตก อีกรูปภาพหนึ่งเป็นรูประเบิดที่มีปลายหัวสีเหลืองที่มีชาวบ้านเก็บได้ อาวุธบางส่วนดูเหมือนจะเป็นระเบิดฟอสฟอรัสสีขาวที่ถูกห้ามจากกฎหมายระหว่างประเทศ ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารที่ถูกจัดเป็นทั้งอาวุธเชื้อเพลิงและอาวุธเคมี มันสามารถทำให้เกิดการเผาไหม้ผิวหนังและเนื้อลึกไปจนถึงกระดูกได้ รวมถึงไม่สามารถดับการเผาไหม้ของมันได้ วิธีเดียวที่จะช่วยเหลือคนที่ถูกอาวุธนี้คือการแช่ตัวเขาในน้ำและพยายามนำสารฟอสฟอรัสออกจากตัว หลายคนเสียชีวิตจากการเผาไหม้ภายในตัว หลายคนดูดซึมเอาสารฟอสฟอรัสเข้าไปในร่างกายส่งผลให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายส่วน แซทเทอร์เดย์เปเปอร์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวของกองทัพอินโดนีเซียว่า อาวุธที่ใช้ “ดูเหมือนจะเป็นอาวุธเชื้อเพลิงหรือไม่ก็ฟอสฟอรัสขาว” ขณะที่ทหารอินโดนีเซียนายหนึ่งบอกว่ามันเป็นอาวุธระเบิดแต่มีลักษณะเป็นแก๊สชนิดหนึ่ง รูปภาพเหยื่อที่มีรอยแผลไหม้ดังกล่าวเป็นรูปภาพที่ถ่ายไว้ในช่วงระหว่างวันที่ 4-15 ธ.ค. ที่ผ่านมาจากเหยื่อหลายรายในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกล่าวว่ากองทัพอินโดนีเซียทิ้งระเบิดจากเฮลิคอปเตอร์จนเป็นเหตุให้คนเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีแหล่งข่าวที่เปิดเผยว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธปืนใหญ่และกองกำลังภาคพื้นดินด้วย หลักฐานในเรื่องนี้มีทั้งรูปถ่ายของคนที่มีผ้าเปียกพันแผลเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการเผาไหม้จากในร่างกายเขาเอง มีภาพผู้หญิงที่อยู่ข้างหลุมศพคนที่ถูกสังหารจากระเบิด นอกจากนี้ชาวบ้านยังเก็บอาวุธส่วนหนึ่งที่ยังไม่ระเบิดเอาไว้ได้ มีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งเผยให้เห็นว่าทหารอินโดนีเซียทิ้งอาวุธและกระเป๋าสะพายเอาไว้ทั่วสนามบินอาเบปุระ ในเมืองหลวงจายาปุระของปาปัวตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ๆ กองทัพใช้จัดขบวนทัพ และภาพเหล่านี้มีการนำเสนอในโทรทัศน์ช่องของรัฐบาลอินโดนีเซีย แซทเทอร์เดย์เปเปอร์ระบุว่าถึงแม้ว่ากองกำลังทหารเหล่านี้จะทำเหมือนว่าพวกเขากำลังไปรับศพคนก่อสร้าง 31 ราย ที่ถูกสังหารจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาแสร้งทำเป็นเข้าไปช่วยเหลือเพื่อกลบเกลื่อนปฏิบัติการใช้อาวุธสังหารผู้คนในพื้นที่ กรณีความขัดแย้งในพื้นที่ปาปัวตะวันตกรอบล่าสุดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เมื่อชาวปาปัวตะวันตกทำการเคลื่อนไหวรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมชาวดัทช์เมื่อปี 2506 โดยมีการนำธงปาปัวตะวันตกสู่ยอดเสาซึ่งเรื่องนี้สร้างความตึงเครียดต่อทางการกลางอินโดนีเซีย ซึ่งในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ปาปัวตะวันตกและผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอินโดนีเซียในปี 2509…

ท่องเว็บอย่างไรให้ปลอดภัย

Credit: ShutterStock.com Techcrunch ได้แนะนำวิธีการวิธีการท่องเว็บได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและเป็นส่วนตัวซึ่งเราเห็นว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่มีประโยชน์จึงขอนำมาสรุปและส่งต่อให้ได้อ่านกัน ใครรู้บ้างว่าเรากำลังใช้เว็บไหน? คำตอบคือ ISP หน่วยงานรัฐบาล แม้กระทั่ง Social Media หรือเครือข่ายโฆษณาก็สามารถติดตามการใช้งานของคุณได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลของเราก็สำคัญเพราะมันสามารถบ่งบอกถึงนิสัยหรือปัญหาสุขภาพ แนวคิด ความเชื่อ ความชอบต่างๆ ที่เราใส่ลงไปในการค้นหา ดังนั้นเพื่อช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างเป็นส่วนตัวและมั่นคงปลอดภัยผู้ใช้งานควรปฏิบัติดังนี้ 1.ใช้งาน VPN เพื่อซ่อนตัวตนระหว่างทางแต่จงเลือกผู้ให้บริการที่น่าไว้ใจ VPN สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Censorship ได้คือในส่วนของ ISP และการสอดแนมระหว่างทางแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยเพราะเป็นการย้ายทราฟฟิคของเราไปยัง VPN Provider แทน ดังนั้นปัญหาต่อไปคือเลือกผู้ให้บริการที่น่าไว้ใจไม่งั้นอาจจะโดนนำข้อมูลไปขายต่อกับเครือข่ายโฆษณาได้โดยเฉพาะ Free VPN ทั้งหลาย 2.ใช้ Secure DNS Domain Name System จะคอยแมประหว่างชื่อโดเมนของเว็บไซต์และหมายเลขไอพี ดังนั้นหากส่วนนี้ไม่มั่นคงปลอดภัยก็จะมีคนรู้อยู่ดีว่าคุณใช้งานเว็บไหนบ้าง ซึ่งมีบริการ Secure DNS ที่ช่วยเข้ารหัสข้อมูล เช่น Cloudflare 1.1.1.1 ลองไปตั้งค่าใช้งานดู 3.เลือก HTTPS เสมอ HTTPS เป็นการเข้ารหัสการเชื่อมต่อระหว่างคุณกับเว็บไซต์ ซึ่งแม้ว่าจำเป็นต้องใช้ Wi-Fi…

สนามบินอังกฤษ : โดรนลำเดียวสร้างความโกลาหลมากขนาดนี้ได้อย่างไร?

เจน เวกฟีลด์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี สนามบินแกตวิกของอังกฤษเตรียมกลับมาเปิดใช้รันเวย์อีกครั้งในวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวไม่สามารถขึ้นบินได้ เพราะพบว่ามีโดรนลำหนึ่งบินอยู่เหนือสนามบินในช่วงวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุด ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 คน ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบินโดรนใกล้กับรันเวย์ของสนามบินแกตวิกได้แล้ว และกำลังดำเนินการสอบสวนบุคคลทั้งสองด้วยข้อหาการใช้โดรนก่ออาชญากรรม สนามบินแกตวิกระบุว่า รันเวย์จะกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้งในวันนี้ ซึ่งมีเที่ยวบินทั้งหมด 757 เที่ยวบิน และผู้โดยสารอีกกว่า 1.2 แสนคน แต่ทั้งนี้อาจมีการล่าช้าและยกเลิกในบางเที่ยวบิน แนะให้ผู้โดยสารตรวจสอบกับสายการบินก่อนออกเดินทาง การสั่งปิดสนามบินในชานกรุงลอนดอนเพียง 2 วัน ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร 1.2 แสนคน และ 760 เที่ยวบิน ที่ออกบินไม่ได้ หรือต้องย้ายไปลงประเทศอื่นในยุโรปแทน ทำไมโดรนลำเดียวจึงสร้างความโกลาหลได้มากมายขนาดนี้ และมันทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง โดรนคืออะไร? คำว่า “โดรน” สำหรับบางคนอาจนึกถึงการโจมตีทางอากาศ แต่หุ่นยนต์บินได้ที่ถูกใช้ในสนามรบแบบนั้น ไม่ใช่โดรนแบบเดียวกับที่เรากำลังพูดถึง ยานพาหนะทางอากาศที่ไร้คนขับส่วนใหญ่ มีขนาดเล็ก, มีสี่ใบพัดและควบคุมจากระยะไกล ผู้ใช้มักเป็นคนที่เล่นโดรนเป็นงานอดิเรกและบรรดาช่างภาพ อุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น มีราคาตั้งแต่ไม่ถึง 40 ปอนด์ หรือราว 1,650 บาท ไปจนถึงหลายพันปอนด์…

ส่งของด้วยโดรน: ทำไมเรายังส่งของทางอากาศไม่ได้

โดย เจสสิกา บาว์น ผู้สื่อข่าวบีบีซี หลายปีมาแล้วที่บริษัทยักษ์ใหญ่เช่น แอมะซอน แอลฟาเบต และ อูเบอร์ มีแผนจะใช้โดรนส่งของให้เราถึงบ้านด้วยเวลาไม่กี่นาที เหตุไรพวกเขายังทำไม่สำเร็จเสียที คำตอบง่าย ๆ คือ กฎระเบียบในการใช้โดรน หากการจราจรบนฟ้าหนาแน่นพอกับบนท้องถนน ก็ต้องมีการทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวการใช้เส้นทางบนน่านฟ้าเสียใหม่เพื่อป้องกันทั้งอุบัติเหตุ การคุกคามโดยผู้ก่อการร้าย และปัญหาอื่นที่ตามมา อาทิ มลภาวะทางเสียง เสียงดังกวนใจ งานวิจัยโดยนาซาเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า เสียงจราจรบนท้องถนน “ถูกวัดค่าอย่างเป็นระบบว่าน่ารำคาญน้อยกว่า” เสียงของโดรน ครั้งหนึ่ง แอลฟาเบต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ทดลองส่งอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโดรนย่านบอไนธันในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย ชาวบ้านในพื้นที่คนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวเอบีซีนิวส์ว่า เขาสามารถได้ยินเสียงโดรนชัดเจน แม้นหน้าต่างกระจกสองชั้นของบ้านทุกบานปิดมิดชิด ด้วยเหตุนี้ การลดมลภาวะทางเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ออกระเบียบต้องพิจารณา หลายหน่วยงานสั่งห้ามการส่งของทางโดรนตั้งแต่ช่วงค่ำ แต่นั่นก็ตรงกับเวลาที่หลายครัวเรือนกำลังหิวและอยากให้ส่งอาหารช่วงนั้น อีฟส์ มอริแอร์ จากสำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งยุโรป (EASA) บอกว่า มลภาวะทางเสียงเป็นหนึ่งประเด็นของการหารือ ระหว่างการออกกฎระเบียบชุดใหม่ของยุโรป โดรนเถื่อน แม้ว่าขณะนี้จะมีโดรนใช้พื้นที่บนท้องฟ้าน้อยอยู่ แต่เหตุอันตรายที่เกิดจากการใช้โดรนมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดือนที่แล้ว โดรน “เถื่อน” ทำให้ต้องปิดสนามบินเวลลิงตันในนิวซีแลนด์ และในอังกฤษ มีผู้ใช้โดรนรายหนึ่งถูกตั้งข้อหาทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหลังจากบังคับโดรนบินไปใกล้เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจเกินไป เมื่อเดือน ส.ค.…