เว็บไซต์ฟิชชิ่งเกินครึ่งใช้ HTTPS แล้ว ดูไอคอนกุญแจอย่างเดียวไม่ได้ต้องตรวจสอบโดเมนเว็บไซต์ด้วย

ก่อนหน้านี้หนึ่งในคำแนะนำในการตรวจสอบเว็บไซต์ฟิชชิ่ง (Phishing – เว็บไซต์ปลอมที่ทำขึ้นมาหลอกขโมยข้อมูล) คือการดูว่าเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นใช้การเชื่อมต่อแบบที่มีการเข้ารหัสลับข้อมูลหรือไม่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายโดยการเชื่อมต่อจะเป็นแบบ HTTPS และมีไอคอนรูปกุญแจอยู่ตรงแถบที่อยู่เว็บไซต์ สาเหตุของข้อแนะนำนี้เกิดจากในสมัยก่อนนั้นการขอใบรับรองดิจิทัลเพื่อให้เว็บไซต์สามารถใช้ HTTPS ได้นั้นมีราคาแพงและมีเงื่อนไขการขอที่ค่อนข้างเข้มงวด ส่วนใหญ่จึงมีเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือเว็บไซต์ที่มีการรับส่งข้อมูลสำคัญที่มีการใช้งาน HTTPS ไม่ค่อยพบเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ใช้เทคนิคนี้เท่าไหร่นักเนื่องจากยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองดิจิทัลเพื่อทำเว็บไซต์ให้รองรับ HTTPS นั้นเริ่มถูกลง (หรือแม้กระทั่งสามารถขอได้ฟรี) จึงเริ่มมีการพบเว็บไซต์ฟิชชิ่งที่ใช้ HTTPS เพิ่มมากขึ้น (ข่าวเก่า https://www.thaicert.or.th/newsbite/2019-04-17-01.html) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 บริษัท PhishLabs ได้เปิดเผยสถิติเว็บไซต์ฟิชชิ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 พบว่าเกินครึ่ง (58%) ใช้ HTTPS แล้ว และมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลดังกล่าวน่าจะพอสรุปได้ว่าปัจจุบันคำแนะนำให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ใช้การเชื่อมต่อแบบ HTTPS หรือไม่นั้นไม่สามารถใช้ยืนยันได้อีกต่อไปแล้ว ในทางเทคนิคแล้ว เว็บไซต์ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ HTTPS นั้นหมายความว่าข้อมูลที่รับส่งระหว่างผู้ใช้กับตัวเว็บไซต์นั้นถูกเข้ารหัสลับไว้ บุคคลอื่นไม่สามารถดักอ่านหรือแก้ไขข้อมูลที่อยู่ระหว่างทางได้ อย่างไรก็ตาม การรับส่งข้อมูลอย่างปลอดภัยนั้นไม่ได้เป็นการยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งให้กับผู้ให้บริการตัวจริงหรือส่งไปยังเว็บไซต์ที่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อเว็บไซต์ฟิชชิ่ง ผู้ใช้ควรตรวจสอบโดเมนและที่อยู่ของเว็บไซต์ให้ถูกต้องทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลหรือดำเนินการใด ๆ ————————————————– ที่มา : ThaiCERT /…

FBI เตือนระวังแฮ็กเกอร์ใช้เว็บแบบ HTTPS หลอกเหยื่อ!

FBI ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่ามีผู้ไม่หวังดีกำลังใช้เว็บไซต์ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ HTTPS เพื่อหลอกผู้ใช้ให้ป้อนข้อมูลรหัสผ่านล็อกอิน, ข้อมูลทางการเงิน, รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่สำคัญ ถือเป็นการใช้มุมมองของคนท่องเว็บทั่วไปมาเป็นประโยชน์ในการหลอกลวง เนื่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ถ้ามีสัญลักษณ์แม่กุญแจล็อกแสดงขึ้นอยู่บนด้านหน้า URL แสดงว่าเว็บไซต์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และปลอดภัยในการป้อนข้อมูลใดๆ ลงไป แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ใบประการศรับรอง SSL ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายเลย ใบเซอร์ SSL/TLS นั้นเป็นเพียงแค่การแสดงว่า การเชื่อมต่อระหว่างเว็บบราวเซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ของตัวเว็บไซต์เองนั้นมีการเข้ารหัสข้อมูล ที่ช่วยป้องกันแฮ็กเกอร์จากภายนอกบุกรุกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อมูลที่สื่อสารระหว่างกันเท่านั้น การที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ความเชื่อใจของคนทั่วไปกับคำว่า “https” และไอคอนรูปแม่กุญแจ ที่มักใช้บริการจากองค์กรภายนอกที่ให้การรับรองความปลอดภัยของการเชื่อมต่อเว็บไซต์ที่หาใช้ได้ง่ายมากในยุคนี้ นับเป็นการประยุกต์การโจมตีลักษณะเดียวกับการส่งอีเมล์ปลอมให้ดูเหมือนบริษัทที่มีชื่อเสียงจริง ——————————————————— ที่มา : EnterpriseITPro / มิถุนายน 13, 2019 Link : https://www.enterpriseitpro.net/fbi-warns-that-hackers-use-secure/

ระวังชาร์จ USB ฟรีในสนามบิน เสี่ยงโดนขโมยข้อมูล

คิดให้ดีเวลาจะใช้จุดชาร์จ USB ในสถานที่สาธารณะอย่างสนามบิน ล่าสุดนักวิจัยด้านความปลอดภัยออกมาเตือนว่ามีความเสี่ยงที่จะโดน ‘juice jacking’ Juice jacking คือการที่เหล่าแฮกเกอร์ตั้งใจดัดแปลงช่องเสียบ USB เพื่อทำการติดตั้งมัลแวร์ลงในมือถือหรือเพื่อดูดข้อมูลที่ต้องการออกมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอีเมล์, ข้อความ, รูปถ่ายหรือรายชื่อติดต่อ เป็นต้น ซึ่งทาง Caleb Barlow รองประธาน X-Force Threat Intelligence ของ IBM Security ให้สัมภาษณ์ว่า  ‘คุณไม่รู้หรอกว่ามันดป็นยังไง แต่จงจำไว้ว่าพอร์ต USB สามารถส่งต่อข้อมูลได้’ แม้ในทางทฤษฏีนั้นทำได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีรายงานเกี่ยวกับเคสขโมยข้อมูลในสนามบินออกมามากนัก แต่ทางผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้เราระวังตัว ด้วยการนำอแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงก์ไปชาร์จเองจะปลอดภัยกว่า การใช้ที่ชาร์จสาธารณะ อีกวิธีนึงก็คือ การใช้  ‘USB condom,’ หรือฮาร์ดแวร์ dongle ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ดูดข้อมูลจากพอร์ต USB ของเรา ซึ่งเราจะเสียบระหว่างตัวเครื่องและสายชาร์จ ซึ่งภายในจะมีชิปชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายจากเรื่องเหล่านี้ ——————————————————– ที่มา : DailyGizmo / May 28, 2019 Link…

เด็กชายวัย 13 ปี ฉายา “นินจาไซเบอร์” เผยวิธีแฮกโดรนสุดง่ายดาย

รูเบน พอล (Reuben Paul) เด็กชายอายุ 13 ปี ได้สาธิตการแฮกโดรนที่การประชุมความมั่นคงทางไซเบอร์ระดับโลก ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสามารถถูกแฮกได้ง่ายดายแค่ไหน เด็กน้อยผู้มีความสนใจในเรื่องของการแฮกข้อมูลต่างๆ นี้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “นินจาไซเบอร์” รูเบนเล่าว่า เขาเริ่มฝึกแฮกคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ซึ่งเป็นตอนที่เขาเริ่มให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี และเริ่มต้นค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับการแฮกเป็นครั้งแรก การสาธิตวิธีแฮกโดรนในครั้งนี้จัดขึ้นโดย Kaspersky Lab ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งรูเบนแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า การแฮกโดรนที่อยู่ในระยะไกลนั้น เป็นไปอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ เด็กชายวัย 13 ปีผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า การแฮกโดรนนี้ทำโดยการสแกนหาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบริเวณนั้น จากนั้นสแกนหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของโดรน แล้วตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนและอุปกรณ์ดังกล่าวโดยการส่งแพ็คเกจที่เรียกว่า DIOS (‘dump-in-one-shot’) หลังจากนั้นเขาก็ทำการเชื่อมต่อกับโดรน จนสามารถเข้าควบคุมโดรนได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบังคับให้บินไในทิศทางที่ต้องการ บันทึกวิดีโอได้ และยังสามารถนำข้อมูลทุกชนิดกลับมาได้อีกด้วย เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน รถยนต์ไร้คนขับ อุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย รวมถึงโดรนต่างๆ ด้วย เมเฮอร์ ยามูท (Maher Yamout) นักวิจัยด้านความมั่งคงปลอดภัยของ Kaspersky…

รวบแก็งค์แฮกเกอร์ยุโรปปล่อยมัลแวร์ฉกเงินเหยื่อ ร่วม 100 ล้านดอลลาร์

FILE – A person types on a computer keyboard in this illustration photo taken Feb. 28, 2013. ตำรวจจากหลายประเทศแถลงความสำเร็จ ในการจับกุมขบวนการแฮกเกอร์จากยุโรปตะวันออก ที่ปล่อยมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์เหยื่อ 41,000 รายทั่วโลก และขโมยเงินไปได้ราว 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,100 ล้านบาท อัยการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเขตเวสต์เทิร์นของรัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า ทางการสหรัฐฯและอีกหลายประเทศ ตัดสินให้ขบวนการแฮกเกอร์หลายสิบคนจากยุโรปตะวันออก มาจากบัลแกเรีย จอร์เจีย คาซัคสถาน มอลโดวา รัสเซีย และยูเครน มีความผิดทางอาญา ฐานลักลอบติดตั้งมัลแวร์ GozNym ซึ่งใช้ขโมยข้อมูลออนไลน์เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารของเหยื่อ 41,000 บัญชี และโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อไปราว 100 ล้านดอลลาร์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 การกวาดล้างขบวนการแฮกเกอร์กลุ่มนี้ เป็นความร่วมมือของตำรวจจากสหรัฐฯ บัลแกเรีย เยอรมนี…

ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนในสหรัฐฯ กว่า 80 ล้านรายรั่วไหล

เป็นข่าวพาดหัวไม่เว้นแต่ละวันสำหรับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล โดยครั้งนี้มีทีมนักวิจัยได้ค้นพบฐานข้อมูลบนคลาวด์ที่ไม่มีระบบป้องกัน ซึ่งภายในบรรจุข้อมูลทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของประชาชนในสหรัฐฯ มากกว่า 80 ล้านครัวเรือน เทียบกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้อีก 2 ครั้งก่อนหน้า ที่กระทบกับประชากรกว่า 200 ล้าน และ 82 ล้านรายของอเมริกาเช่นกัน แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ นักวิจัยจาก vpMentor พบฐานข้อมูลขนาด 24 GB โฮสต์บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ของไมโครซอฟท์ ข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยจำนวนคนที่อาศัยในบ้านแต่ละหลัง พร้อมชื่อนามสกุลเต็ม, สถานการณ์แต่งงาน, รายได้, อายุ, ที่อยู่, รัฐ, ประเทศ, เมือง, รหัสไปรษณีย์, เพศ, วันเดือนปีเกิด ไปจนถึงตำแหน่งที่ตั้งที่ละเอียดระดับพิกัดละติจูด ลองติจูด vpnMentor ระบุผ่านบล็อกของตัวเองว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวถูกค้นพบระหว่างการทำโปรเจ็กต์แผนที่เว็บขนาดใหญ่ของบริษัท แม้กรณีทำนองนี้โดยปกติแล้วนักวิจัยจะสามารถระบุหาต้นตอและเจ้าของฐานข้อมูลได้ง่าย แต่เคสนี้จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนเอามาเปิดเผยบนโลกออนไลน์แบบที่ไม่มีระบบยืนยันตัวตนใดๆ ป้องกันไว้ ——————————————— ที่มา : EnterpriseITPro / 8 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.enterpriseitpro.net/sensitive-data-of-80-million-us-households-exposed-online/