โลกผวา!! ก่อการร้าย IS โชว์เทคโนโลยี “คาร์บอมบ์เคลื่อนที่ไร้คนขับ”

     ฮอฟฟิงตันโพสต์/สกายนิวส์ – พบวิดีโอชุดใหม่ของพวกรัฐอิสลาม (ไอเอส) เป็นภาพช่างเทคนิคของนักรบกลุ่มนี้กำลังทดสอบคาร์บอมบ์เคลื่อนที่ไร้คนขับและดัดแปลงขีปนาวุธพื้นผิวสู่อากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของอังกฤษถึงกับตกตะลึงต่อขีดความสามารถขององค์กรก่อการร้ายกลุ่มนี้      รายงานข่าวของสกายนิวส์ระบุว่า พวกไอเอสสามารถดัดแปลงซ่อมแซมขีปนาวุธหลายพันลูกที่เหล่ารัฐบาลชาติตะวันตกสันนิษฐานว่าไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เนื่องจากมีอายุเก่าเก็บ จนกลับมาใช้การได้อีกครั้ง      ภาพแสดงให้เห็นว่าไอเอสมีความสามารถผลิตแบตเตอรี่ทำเองสำหรับขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศ บางอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับกลุ่มก่อการร้ายหนึ่งที่ปราศจากโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นอกจากนี้แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าพวกไอเอสสามารถผลิตรถยนต์ควบคุมจากระยะไกลได้อย่างสมบูรณ์ ที่จะถูกใช้เป็นระเบิดเคลื่อนที่      รถยนต์เหล่านี้จะติดตั้งคนขับที่เป็นหุ่นยนต์ติดเครื่องควบคุมอุณหภูมิซึ่งกำหนดค่าได้เอง สำหรับสร้างความร้อนระดับเดียวกับร่างกายมนุษย์ เพื่อให้ผ่านเครื่องสแกนที่ปกป้องอาคารต่างๆ ของรัฐบาลและกองทัพตะวันตก      รายงานข่าวระบุว่า กองกำลังปลดปล่อยซีเรียเป็นผู้ส่งต่อวิดีโอฉบับที่ไม่ตัดต่อความยาว 8 ชั่วโมงนี้ หลังพวกเขายึดมันมาได้จากครูฝึกไอเอสรายหนึ่ง ที่ควบคุมตัวได้ระหว่างกำลังมุ่งหน้าผ่านตุรกีไปยังยุโรป      พันตรี คริส ฮันเตอร์ ที่ปรึกษาทางทหารชาวอังกฤษ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดของกองกำลังพิเศษ ให้สัมภาษณ์ต่อสกายนิวส์ว่า เขารู้สึกช็อกอย่างยิ่งต่อพัฒนาการบางอย่างในวิดีโอ ที่เผยให้เห็นขีดความสามารถของเหล่านักวิทยาศาสตร์จาก “มหาวิทยาลัยญิฮาด” ในเมืองรักกา ของซีเรีย เมืองหลวงโดยพฤตินัยของไอเอส      “ผมคิดว่านี่อาจเป็นหนึ่งในข่าวกรองเกี่ยวกับไอเอสที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เราได้เห็นคือรูปแบบวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อที่มีคุณภาพสูงมาก พวกเขาออกแบบและผลิตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน มุ่งหวังเขย่าประสาทใครก็ตามที่ได้ดู”  …

แคสเปอร์สกี้เผยยอดโจมตีแรนซัมแวร์2015เพิ่มขึ้น2เท่า องค์กรตกเป็นเป้าเพราะยอมจ่ายเงิน

ปี 2015 ทูลที่ใช้โจมตีไซเบอร์ในภาคธุรกิจมีลักษณะแตกต่างจากทูลที่ใช้กับผู้ใช้งานทั่วไป รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายและมัลแวร์ที่มีลายเซ็นดิจิตอลที่ถูกต้อง เพื่อซุกซ่อนไฟล์ประสงค์ร้ายในระบบได้นานขึ้น

นิวยอร์กเริ่มแล้ว! เปลี่ยนตู้โทรศัพท์เป็นเสากระจายไว-ไฟ แรงระดับกิกะบิต

น่าจะเป็นการคืนความสุขให้อเมริกันชนชาวนิวยอร์กและนักท่องเที่ยว เมื่อนครแห่งนี้จับมือกับกูเกิลและ CityBridge ผุดโปรเจกต์ LinkNYC เปลี่ยนตู้โทรศัพท์สาธารณะเดิมให้กลายเป็นเสาป้ายโฆษณากระจายสัญญาณไว-ไฟ แรงระดับกิกะบิต แต่ละเสากระจายได้ไกล 150 ฟุต ส่งต่อไคลเอนต์หากันได้ไม่เด้งหลุด และตรงฐานมีจอทัชสกรีนไว้คุย-ใช้เน็ตฟรี มีพอร์ต USB ไว้ให้ชาร์จไฟด้วย โมเดลการทำเงินคือที่เสาจะมีจอ 55″ ทั้งสองด้านไว้แสดงโฆษณา หารายได้จุนเจือบริการฟรี LinkNYC ในล็อตแรกจะติดตั้งก่อน 10,000 จุด (7,500 จุดจะเป็นตู้โทรศัพท์เดิม) ซึ่งไอเดียนี้คิดตั้งแต่สมัยเทศบาลชุดก่อนหน้า ที่ได้มาจากการประกวดไอเดียพัฒนาเมืองให้ทันศตวรรษที่ 21 ครับ ที่มา : LinkNYC ทาง The Next Web Link : https://www.blognone.com/node/76271

แนวโน้มการโจมตีโลกไซเบอร์ปี 2559

     ผู้เชี่ยวชาญจาก Sophos คาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในปี 2559 จากเหตุการณ์โจมตีบนโลกไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยระบุชัดระบบแอนดรอยด์มีแนวโน้มถูกโจมตีมากขึ้น ด้านระบบ iOS ก็จะพบมัลแวร์มากขึ้น โดยองค์กรธุรกิจทั้ง SME และ SMB จะตกเป็นเป้าหมายใหญ่สำหรับการโจมตี และที่สำคัญ Ransomware จะน่ากลัวมากขึ้น ฯลฯ โดยมีแนวโน้มทั้ง 11 อย่างดังต่อไปนี้ 1.อันตรายบนแอนดรอยด์จะร้ายแรงมากกว่าแค่ข่าวพาดหัว      ในปี 2559 การโจมตีบนแอนดรอยด์จะรุนแรงมากขึ้น (โดยช่วงต้นปี 2558 มีการรายงานถึงบั๊กชื่อ Stagefright เป็นจำนวนมาก แต่บั๊กตัวนี้ยังไม่สามารถเจาะระบบได้สมบูรณ์) มีช่องโหว่จำนวนพอสมควรบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ที่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างแพทช์ขึ้นมาแก้ไข แม้กูเกิลจะอ้างว่า ยังไม่มีใครเจาะช่องโหว่เหล่านี้ได้จนถึงปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นการท้าทายที่เชื้อเชิญเหล่าแฮกเกอร์เข้ามาอย่างมหาศาล      SophosLabs พบตัวอย่างการใช้ความพยายามอย่างสูงในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับ และคัดกรองของ App Store เพื่อให้แอปอันตรายอยู่รอดใน App Store ได้ เช่น แฮกเกอร์บางคนออกแบบแอปเกมที่ไม่มีอันตรายแฝงเมื่อพบว่ากำลังถูกตรวจสอบ แต่เมื่อพ้นการตรวจแล้วก็จะโหลดโค้ดอันตรายเข้ามาแทน ยิ่งกว่านั้นเมื่อเร็วๆ…

ชำแหละ”เรดสตาร์โอเอส”ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โสมแดง นักวิจัยชี้สะท้อนความหวาดระแวง

     ฟลอเรียน กรูนาว และนิคลอส ชีส นักวิจัยจากบริษัทบีอาร์เอ็นดับเบิลยู บริษัทความปลอดภัยด้านไอทีของประเทศเยอรมนี ได้วิเคราะห์ระบบปฏิบัติการ “เรดสตาร์” ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือสร้างขึ้นและให้ประชาชนในประเทศใช้งาน พบว่ามีการรุกล้ำสอดแนมผู้ใช้และสะท้อนความหวาดระแวงในระดับสูง      ระบบปฏิบัติการ “เรดสตาร์” เวอร์ชั่นล่าสุดถูกเขียนขึ้นราวปี 2556 มีพื้นฐานจากระบบปฏิบัติการลินุกซ์ เวอร์ชั่นที่เรียกว่า “ฟีโดร่า” โดยมีการออกแบบอินเตอร์เฟซที่คล้ายคลึงกับระบบปฏิบัติการแมคโอเอส      สองนักวิจัยตรวจสอบลึกเข้าไปในตัวระบบปฏิบัติการพบว่ามีการใช้ไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ในแบบของตัวเองโดยเชื่อว่าจะเป็นการป้องกันโค้ดที่อาจถูกถอดได้โดยหน่วยข่าวกรองหรือหน่วยงานสายลับจากภายนอกนอกจากนี้ยังพบด้วยว่าการที่ผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานหลักของระบบปฏิบัติการนั้นเป็นไปได้ยากมากยกตัวอย่างเช่นหากผู้ใช้พยายามปิดระบบแอนตี้ไวรัส หรือปิดไฟร์วอล เครื่องจะแจ้งเตือนความผิดพลาดหรือรีบูทเครื่องโดยอัตโนมัติ      ระบบเรดสตาร์ยังแก้ปัญหาที่รัฐบาลเกาหลีเหนือห่วงกังวลอย่างการส่งต่อภาพยนตร์เพลง หรืองานเขียนของต่างประเทศที่เป็นสิ่งต้องห้าม โดยระบบปฏิบัติการจะติดแทกและสร้างลายน้ำบนไฟล์ทุกไฟล์บนคอมพิวเตอร์ รวมถึงในยูเอสบีที่ถูกต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ นั่นหมายความว่าไฟล์ทุกไฟล์จะสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้      สองนักวิจัยระบุว่าเป็นการยากที่จะสามารถระบุได้ว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องที่ถูกใช้อยู่ในเกาหลีเหนือ ขณะที่ผู้ที่เคยเดินทางเยือนเกาหลีเหนือระบุว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์เอ็กซ์พีในเวอร์ชั่นเมื่อ15ปีก่อน ขณะที่ในเกาหลีเหนือใช้ระบบอินทราเน็ตที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเวิลด์ไวด์เว็บของโลก แต่จะอนุญาตให้เข้าถึงได้เฉพาะเว็บไซต์สำนักข่าวของรัฐ รวมถึงเว็บไซต์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแล้วเท่านั้น      ทั้งนี้ ในปัจจุบันเกาหลีเหนือไม่ใช่ประเทศเดียวที่สร้างระบบปฏิบัติการของตนเองขึ้นมาใช้ แต่ประเทศอย่างคิวบาก็มีระบบปฏิบัติการของตัวเองอย่าง”เนชั่นแนลโนว่า” ขณะที่จีน รัสเซีย ก็กำลังพยายามสร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาใช้เช่นกัน ที่มา : MatichonOnline วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558…

นิติวิทยาศาสตร์กับลายนิ้วมือ

ลายนิ้วมือ ลายฝ่ามือ ลายฝ่าเท้า ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน และไม่เปลี่ยนแปลง การใช้ลายนิ้วมือ ลายฝ่ามือ ลายฝ่าเท้าในการตรวจพิสูจน์บุคคลจึงเป็นที่ยอมรับ และนิยมใช้อยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก