สหรัฐฯ เตรียมยกระดับใช้จดจำใบหน้าที่สนามบิน ระบุตัวคนที่อยู่เกินวีซ่ากำหนด

ภาพจาก Shutterstock ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาได้รับการออกแบบมาเพื่อติดตามผู้ที่เข้ามาในประเทศ แต่ล่าสุดเตรียมยกระดับใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าติดตามคนที่ออกนอกประเทศรวมถึงคนที่อยู่เกินระยะเวลาวีซ่าด้วย โดยการทำงานของระบบคือ ผู้เดินทางถ่ายรูปสแกนใบหน้าก่อนจะขึ้นเครื่อง รูปเหล่านั้นก็จะใช่ระบุตัวตนควบคู่กับรูปในหนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าสหรัฐฯ และถ้าข้อมูลไม่ตรงกันก็จะถูกหน่วยงานป้องกันชายแดนและศุลกากรสหรัฐฯหรือ CBP ตรวจสอบ โดย CBP ระบุว่าระบบจดจำใบหน้าจะสามารถสแกนผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ได้ 97% ภายใน 4 ปี มีการทดสอบใช้ระบบจดจำใบหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ใน 15,000 เที่ยวบิน และสามารถระบุผู้ที่อยู่เกินวีซ่าได้ 7,000 คน ซึ่ง CBP ให้ตัวเลขคนที่อยู่เกินวีซ่าในปี 2018 ว่ามี 666,582 ราย การใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานแล้วว่าสามารถถูกใช้เพื่อบุกรุกความเป็นส่วนตัวได้ ซึ่ง CBP บอกว่า ข้อมูลทั้งหมดเก็บแบบเข้ารหัส และจะถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ———————————————————- ที่มา : Blognone / 22 April 2019 Link : https://www.blognone.com/node/109307

อดีตนักศึกษาใช้ USB Killer บึ้มคอมพิวเตอร์เกือบ 70 เครื่อง

Vishwanath Akuthota อดีตนักศึกษาชาวอินเดียวัย 27 ปีถูกตัดสินให้รับโทษจำคุกนานสูงสุด 10 ปีและปรับเป็นเงินสูงสุดเกือบ 8,000,000 บาทหลังก่อเหตุใช้ USB Killer ที่สั่งซื้อออนไลน์ทำลายคอมพิวเตอร์ของ College of St. Rose ในเมืองนิวยอร์กรวมแล้วเกือบ 70 เครื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย Akuthota ได้แอบเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่ตนเองจบการศึกษาตอนกลางดึกแล้วใช้ USB Killer ที่สั่งซื้อออนไลน์ทำลายคอมพิวเตอร์ 59 เครื่อง จอมิเตอร์และคอมพิวเตอร์โพเดียมอีก 7 เครื่อง พร้อมถ่ายวิดีโอตนเองขณะดำเนินการดังกล่าวด้วย จากการตรวจสอบวิดีโอพบว่า Akuthota มีความตั้งใจทำลายอุปกรณ์ดังกล่าวจริง โดยมีการพูดว่า “I’m going to kill this guy”, “it’s dead” และ “it’s gone. Boom” USB Killer เป็นเครื่องมือหน้าตาเหมือน USB ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายวงจรคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ เมื่อเสียบเข้าช่อง USB ของคอมพิวเตอร์…

Bitdefender เตือนมัลแวร์ Scranos ขยายฐานการโจมตีจากจีนสู่หลายประเทศแล้ว

credit : Bitdenfender Bitdefender ได้ออกรายงานเตือนผู้ใช้งานถึงมัลแวร์ที่ชื่อ Scranos ว่าได้ขยายการโจมตีจากจีนออกสู่หลายประเทศทั่วโลก เช่น อินเดีย โรมาเนีย บราซิล ฝรั่งเศส อิตาลี และอินโดนีเซีย โดยมัลแวร์ยังมีความสามารถครบเครื่องทั้ง Rootkit, Backdoor, ขโมยข้อมูล และ Adware ด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อหลายเดือนก่อนทาง Bitdefender ได้รายงานการค้นพบมัลแวร์ตัวนี้แล้วที่ประเทศจีนแต่ปัจจุบันพบการขยายวงการโจมตีเพิ่มขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ามัลแวร์ได้ปลอมตัวเป็นแอปพลิเคชัน เช่น Video Player และ E-book Reader ที่มีการทำ Digital Signed ไว้ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเครื่องผู้ใช้บล็อก สำหรับจุดเด่นของมัลแวร์ตัวนี้คือหน้าที่การเป็น Rookit เพราะเมื่อถูกติดตั้งแล้วจะคอยรักษาการเชื่อมต่อกับ Server และดาวน์โหลดโมดูลอันตรายอื่นๆ เข้ามาได้ สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจมีดังนี้ ขโมยข้อมูลการจ่ายเงินในบัญชีจาก Facebook Amazon และ Airbnb ขโมย Credentials จากบัญชี Steam inject JavaScript ใน IE…

ระวัง พบการแพร่กระจายมัลแวร์โดยอาศัยข่าวกราดยิงที่นิวซีแลนด์และข่าวเครื่องบิน Boeing ตก

บริษัท 360 Enterprise Security Group ได้รายงานการแพร่กระจายมัลแวร์โดยอาศัยข่าวเครื่องบิน Boeing 737 Max 8 ตก โดยลักษณะการโจมตีจะส่งอีเมลที่อ้างว่าเป็นเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของเครื่องบินตกพร้อมแนบไฟล์มัลแวร์มาในอีเมลฉบับดังกล่าว ผู้ประสงค์ร้ายปลอมที่อยู่ผู้ส่งอีเมลเป็น info(at)isgec.com และตั้งหัวข้ออีเมลว่า “Fwd: Airlines plane crash Boeing 737 Max 8” โดยแนบไฟล์มัลแวร์คือ MP4_142019.jar (ชื่อผู้ส่ง หัวข้ออีเมล และชื่อไฟล์แนบ อาจถูกเปลี่ยนได้) หากเหยื่อหลงเชื่อแล้วเปิดไฟล์แนบดังกล่าว จะถูกติดตั้งมัลแวร์ลงในเครื่องเพื่อขโมยข้อมูลและเปิดช่องทางให้ผู้ประสงค์ร้ายเชื่อมต่อเข้ามาควบคุมเครื่องในภายหลัง อีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือเหตุกราดยิงในประเทศนิวซีแลนด์จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ทาง US-CERT ได้ออกมาแจ้งเตือนระวังการหลอกลวงโดยอาศัยข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่กระจายมัลแวร์ หลอกให้เข้าเว็บไซต์ปลอม หรือหลอกลวงให้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เป็นต้น การหลอกลวงโดยอาศัยเหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะเหตุการณ์ความสูญเสียนั้นเป็นเทคนิคการโจมตีที่ได้ผลดีและมีรายงานผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยๆ ผู้ใช้ควรพิจารณาก่อนแชร์ข่าว คลิกลิงก์ เปิดไฟล์แนบ หรือโอนเงิน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ —————————————————– ที่มา : ThaiCERT / 18 มีนาคม 2562 Link…

6 ขั้นตอนสำคัญ ในการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงของทุกองค์กรนั้นย่อมต้องมีการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย เนื่องจากถือเป็นช่องโหว่สำคัญที่เปิดช่องให้เกิดอันตรายที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ แต่แน่นอนว่าความจำเป็นในการประเมินความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรด้วย อย่างบริษัทข้ามชาตินั้นย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศอยู่แล้ว เป็นต้น อย่างไรก็ดี ทุกบริษัทน้อยใหญ่ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการลดความเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งหนทางที่จะทำได้นั้นก็หนีไม่พ้นการประเมินความเสี่ยงเช่นกัน แต่การประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องทีจำเป็นต้องทำให้ซับซ้อน เพียงแค่แตกย่อยออกมาเป็นแต่ละหัวข้อเล็กๆ ก็ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นแล้ว ดังขั้นตอนต่อไปนี้ 1. จัดตั้งทีมงานจัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะ ไม่ว่าตัวคุณเองจะมีทักษะด้านการรักษาความปลอดภัยดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะสามารถสอดส่องดูแลได้ทุกจุดพร้อมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีทีมงานคอยช่วยเหลือ เป็นหูเป็นตาโดยเฉพาะจุดเสี่ยงต่างๆ ในองค์กร โดยเฉพาะในเมื่อแต่ละแผนกมีลักษณะการทำงานที่ต่างกัน ทีมงานด้านนี้จึงควรมีตัวแทนจากหลากหลายแผนกที่ช่วยได้ทั้งด้านการสื่อสารและการวิเคราะห์ภาพรวมได้ชัดเจน 2. ลิสต์รายการและจัดหมวดหมู่ทรัพย์สินในองค์กร ทีมงานที่จัดตั้งขึ้นจะเป็นหัวแรงสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหมดภายในองค์กร โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกรวบรวม, จัดเก็บ, และโอนย้ายถ่ายเทไปยังตำแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะในบริการบนคลาวด์อย่างเช่น Platform-as-a-Service (PaaS), Infrastructure-as-a-Service (IaaS), และ Software-as-a-Service (SaaS) 3. ลงมือประเมินความเสี่ยง ข้อมูลที่ใช้งานในองค์กรต่างมีความสำคัญแตกต่างกัน และหน่วยงานที่เราเอาต์ซอร์สหรือเธิร์ดปาร์ตี้ต่างๆ ก็ไม่ได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพเพียงพอเท่าเทียมกันด้วย ดังนั้นเวลาที่จะระบุความสำคัญหรือระดับความเสี่ยงของทรัพยากรด้านข้อมูลในบริเวณต่างๆ ก็ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่เกิดจากบุคคลหรือองค์กรภายนอกที่ร่วมงานด้วยเช่นกันตัวอย่างเช่น การมองหาระบบ เครือข่าย หรือซอฟต์แวร์ที่เป็นแกนหลักของบริษัท, ระบุข้อมูลที่ควรจัดการทั้งด้านการรักษาความลับ ความพร้อมในการเข้าถึง และความถูกต้อง, ระบุอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อการเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล, ระบุโอกาสต่างๆ ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล, มองหาระบบ เครือข่าย หรือซอฟต์แวร์ที่มักตกเป็นเป้าของอาชญากรไซเบอร์ในการจารกรรมข้อมูล, รวมไปถึงความเสี่ยงทั้งด้านการเงินและชื่อเสียงที่เป็นไปได้ถ้าเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล…

NYT รายงาน อัยการกำลังสอบสวนที่ Facebook แชร์ข้อมูลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์หลายราย

ภาพจาก Shutterstock โดย michelmond The New York Times รายงานว่า ตอนนี้อัยการกลางกำลังสืบสวนคดีเกี่ยวกับข้อตกลงแชร์ข้อมูลของ Facebook กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยคณะลูกขุนใหญ่ในนิวยอร์กได้ทำการสืบสวนและบันทึกหมายศาลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ผลิตสมาร์ทโฟนอย่างน้อยสองราย ได้ทำข้อตกลงกับ Facebook เพื่อจะได้เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ เช่น รายชื่อเพื่อนและข้อมูลติดต่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจน โฆษกของ Facebook บอกกับ The New York Times ว่าบริษัทได้ให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบและสอบสวนปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และได้เปิดเผยต่อสาธารณะต่อประเด็นข้อสงสัยหลายครั้ง และบริษัทมุ่งจะทำเช่นนั้นต่อไป ประเด็นนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2018 ที่ The New York Times ออกมาเผยว่า Facebook แชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายช่วงสิบปีที่ผ่านมา และยังเปิดแชร์อยู่ โดยในตอนนี้ Facebook มีคดีฟ้องร้องค้างคาหลายอย่าง เช่น กระทรวงยุติธรรมกำลังสอบสวนเรื่องข้อมูลหลุดกับบริษัท Cambridge Analytica นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Facebook กำลังเจรจาปรับหลายพันล้านดอลลาร์กับ FTC เกี่ยวกับความล้มเหลวด้านการจัดการความเป็นส่วนตัว และยังมีการสืบสวนเรื่องข้อมูลหลุดในยุโรปที่อาจจบด้วยค่าปรับสูง 1.63 พันล้านดอลลาร์ ————————————————– ที่มา : Blognone…