“โบอิ้ง” พัฒนาเครื่องบินรบไร้คนขับในออสเตรเลีย

A model of Boeing CoÕs new unmanned, fighter-like jet, called the Boeing Airpower Teaming System, is displayed in Avalon, Australia, Feb. 27, 2019. – Reuters ออสเตรเลีย – บริษัทอากาศยานสัญชาติอเมริกัน โบอิ้ง เปิดตัวโบอิ้ง โคออส (Boeing CoÕs) ตัวต้นแบบของเครื่องบินขับไล่แบบไร้คนขับ ในเมืองเอวาลอน ของออสเตรเลีย เครื่องบินขับไล่แบบไร้คนขับโบอิ้ง โคออส ถูกพัฒนาให้บินร่วมกับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่องบินรบแบบดั้งเดิม เครื่องบินต้นแบบรุ่นนี้ มีขนาด 38 ฟุต และบินในรัศมีทำการ 2,000 ไมล์ทะเล หรือราว 3,700 กิโลเมตร ซึ่งทางโบอิ้งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความต้องการได้ และพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปีหน้า A model of…

รัสเซียผลิต “โดรนกามิกาเซ” ถล่มเป้าหมายภาคพื้นดิน

บริษัทผลิตอาวุธในรัสเซีย เผยโฉมโดรนพลีชีพที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเป้าหมายภาพพื้นดินที่อยู่ระยะไกล เดอะ คาลาชนิคอฟ กรุ๊ป  (The Kalashnikov Group ) บริษัทอาวุธสัญชาติรัสเซียที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นผู้ผลิตปืนอาก้า  เผยแพร่คลิปการทำงานของ อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนรุ่น ‘KYB-UAV ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินในระยะไกลด้วยการพุ่งชน แบบเดียวกับปฏิบัติการพลีชีพของนักบินกามิกาเซ่แห่งกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยโดรนรุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบและพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเข้าประจำการในกองทัพรัสเซีย ส่วนราคาขายคาดว่าจะไม่สูงมากนัก ผู้บริหารของบริษัท เดอะ คาลาชนิคอฟ กรุ๊ป ระบุว่าคุณสมบัติเด่นของโดรนพลีชีพรุ่นนี้คือความแม่นยำ ใช้งานง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การพลิกโฉมของการสู้รบ โดยโดรนดังกล่าวสามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนที่ในอากาศได้นาน 30 นาทีและแทบไม่มีเสียงให้ได้ยิน ซึ่งทางบริษัทเชื่อว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมๆจะไม่สามารถรับมือกับอาวุธเช่นนี้ได้ ——————————————– ที่มา : PPTV / 27 กุมภาพันธ์ 2562 Link : https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/99008?utm_source

นักวิจัยพบทวิตเตอร์เก็บข้อความส่วนตัวไว้เป็นปี แม้จะลบบัญชีออกไปแล้วก็ตาม

ภาพจาก Shutterstock Karan Saini นักวิจัยความปลอดภัยไซเบอร์พบว่าทวิตเตอร์ไม่ได้ลบข้อมูลในแชทส่วนตัวออก แม้ผู้ใช้จะลบบัญชีนั้นไปแล้วก็ตาม โดยเขาพบข้อความที่มีอายุหลายปีใน archive ผ่านเว็บไซต์ซึ่งเขาพบว่าเป็นข้อความของบัญชีทวิตเตอร์ที่ไม่มีบนทวิตเตอร์แล้ว หรืออาจลบบัญชีออกไป ทวิตเตอร์ระบุในนโยบายความเป็นส่วนตัวว่า เมื่อลบบัญชีออกและผ่านช่วงผ่อนผัน 30 วันไปแล้ว บัญชีผู้ใช้และข้อมูลต่างๆ ก็จะหายไปด้วย แต่จากการทดสอบโดยนักวิจัยความปลอดภัยไซเบอร์พบว่าไม่ไดเป็นเช่นนั้น เพราะยังสามารถกู้คืนข้อมูลแชทได้แม้จะผ่านไปเป็นปี โดยสามารถดาวน์โหลดผ่าน account’s data Saini บอกว่านี่น่าจะเป็น functional bug บั๊กที่ใช้งานได้มากกว่าจะเป็นความบกพร่องระบบความปลอดภัย แต่ก็เป็นปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวอยู่ดี เพราะทวิตเตอร์บอกจะลบ แต่กลายเป็นว่าข้อมูลยังอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อนักเคลื่อนไหวการเมือง นักข่าว ถ้ารัฐบาลเรียกดูข้อมูลที่ผ่านไปนานแล้ว และเป้นไปได้ว่าจะผิดกฎใหม่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล GDPR ด้วย ————————————– ที่มา : Blognone / 16 February 2019 Link : https://www.blognone.com/node/108170

“STAN” หุ่นยนต์ช่วยจอดรถสุดล้ำ แห่งสนามบินอังกฤษ

สนามบินลอนดอนแกตวิคนำ “หุ่นยนต์จอดรถอัตโนมัติ” ที่ชื่อว่า “สแตน” มาช่วยเพิ่มความสะดวกและจัดสรรพื้นที่จอดอย่างมีประสิทธิภาพ ท่าอากาศยานลอนดอนแกตวิค เป็นสนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของสหราชอาณาจักร ปีที่แล้วมีนักเดินทางผ่านเข้าออกที่นี่ราว 46.1 ล้านคน แน่นอนว่าอัตราผู้ใช้บริการที่สูงขนาดนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอำนวยความสะดวกในสนามบิน โดยเฉพาะจุดจอดรถซึ่งมีพื้นที่จำกัด ในปีนี้สนามบินจึงได้นำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง “หุ่นยนต์จอดรถอัตโนมัติ” เข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อเพิ่มความสะดวกและจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเจ้าหุ่นยนต์ที่ว่านี้จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนพนักงานที่นำรถของเราไปจอดยังช่องว่าง โดยที่เราไม่ต้องไปขับวนหาที่จอดเอง สแตน (Stan) คือชื่อหุ่นยนต์จอดรถอัตโนมัติ ที่จะทำหน้าที่ในสนามบินแกตวิค โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมนี้ก็คือ Stanley Robotics บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเคยนำสแตนไปทดสอบที่สนามบินลียง แซงเต็กซูเปรี และท่าอากาศยานนานาชาติชาร์ล เดอ โกล ของฝรั่งเศสมาแล้ว สำหรับที่สนามบินแกตวิคจะใช้เวลาทดลองระบบ 3 เดือน โดยโครงการเริ่มในเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ และทดลองจริงในเดือน ส.ค. เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานว่า สแตนจะช่วยจัดการให้พื้นที่จอดรถในสนามบินเพิ่มจำนวนขึ้นได้หรือไม่ โดยทางสนามบินจะเตรียมพื้นที่ 170 จุด จากพื้นที่จอดรถทั้งหมด 2,350 คัน ซึ่งคาดการณ์ว่าเมื่อใช้หุ่นยนต์มาช่วยจะทำให้ที่จอดรถสำหรับ 170 คัน เพิ่มเป็น 270…

Password Checkup ส่วนเสริม Chrome ช่วยเตือนรหัสผ่านโดนแฮกรึไม่

มาแล้ว Password Checkup ส่วนเสริมของ Google Chrome ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เรามากขึ้น แจ้งให้เรารู้ได้ว่ารหัสผ่านเราถูกแฮกรึเปล่า เดือนที่ผ่านมาเรียกว่ามีการหลุดบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านที่ถูกแฮกมาเป็นจำนวนมหาศาล แถมข่าวช่องโหว่และการจู่โจมต่างๆก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง แล้วผู้ใช้อย่างเราๆจะต้องระมัดระวังตัวมากแค่ไหนถึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อ ล่าสุดทาง Google ได้เพิ่มเครื่องมือใหม่ นั่นก็คือ Password Checkup ส่วนเสริมบน Google Chrome ที่ช่วยให้เราปลอดภัยมากขึ้น เมื่อเราติดตั้งและเปิดใช้งาน มันจะทำการเทียบบัญชีผู้ใช้ของคุณกับฐานข้อมูลที่ Google มีอยู่มากกว่า 4,000 ล้านข้อมูลที่บัญชีผู้ใช้ไม่ปลอดภัย เครื่องมือตัวนี้พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสจาก Stanford University เพื่อให้มั่นใจว่าทาง Google จะไม่ได้ล่วงรู้ถึงบัญชีหรือรหัสผ่านของเราที่ถือเป็นความลับที่สุด เมื่อเราติดตั้งส่วนเสริมนี้บน Chrome แล้ว ก็จะมีไอคอนปรากฎขึ้นที่แถบด้านบน เมื่อเราทำการล็อกอิน Username หรือรหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย เคยมีประวัติในฐานข้อมูลว่าเคยโดนแฮกหรือมีรหัสผ่านหลุดออกมา ก็จะแจ้งให้เรารู้ทันที สิ่งที่เราต้องทำก็คือเข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ให้เร็วที่สุดค่ะ ส่วนการทำงานนั้นจะออกแบบโดยไม่ให้รบกวนผู้ใช้คือ จะแจ้งเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้มีความเสี่ยงจริงๆ คนที่ตั้งรหัสผ่านที่เดาได้ง่ายอย่าง 123456 อันนี้จะไม่แจ้งเตือนค่ะ ——————————————————– ที่มา : Dailygizmo / Feb 6, 2019 Link : https://www.dailygizmo.tv/2019/02/06/google-chrome-password-checkup/

เมื่อ “ฟินเทค” กำลังถูก disrupt โดย “เทคฟิน”

โดย….เจษฎา สุขทิศ เมื่อ FinTech เองก็กำลังจะถูก disrupt…..คำว่า FinTech ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมทางการเงิน เมื่อดูจาก Google Trend เพิ่งจะเป็นคำที่รู้จักกันกว้างขวางในโลกประมาณ 5 ปี โดยเกิดมีบริษัท FinTech Startup ใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการเงินประเทศหลัก ๆ ของโลก อย่าง Lufax, OneConnect ในประเทศจีน บริษัท Square, Paypal ของสหรัฐฯ หรือ Pure Digital Bank อย่าง Revolut, N26 ในยุโรป โดยบริษัทเหล่านี้สามารถใช้เงินทุนที่ต่ำ มีพนักงานจำนวนน้อยแต่สามารถขยายฐานผู้ใช้บริการสู่คนนับล้านและมีมูลค่ากิจการเทียบเคียงได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ตั้งมาเป็นสิบปีร้อยปี โลกดิจิทัลดูจะหมุนเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อล่าสุดบริษัทฟินเทคสตารท์อัพเองก็กำลังถูก disrupt เช่นกัน โดยผู้ที่เข้ามาขอแบ่งเค้กไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็นเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในโลกที่เป็นเจ้าของ Platform ที่มีผู้ใช้นับพันล้านคนนั่นเอง ซึ่งหลัก ๆ ก็ได้แก่ Facebook Apple Amazon Alibaba และ Tencent…