จัดระเบียบเข้ม! สายการบินอเมริกันลงดาบ ‘กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ’

  กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะอาจขึ้นเครื่องบินไม่ได้ ถ้าไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ออก ในภาพเป็นกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะแบรนด์ Bluesmart ที่มีแหล่งพลังงานสำรองให้เจ้าของชาร์จอุปกรณ์ได้ ไม่แน่ ปีหน้าโลกอาจได้เห็นการปูพรมประกาศห้ามใช้ ‘กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ’ หรือ smart bag ที่สามารถเคลื่อนตัวเองตามเจ้าของกระเป๋าได้ ล่าสุดสายการบินอเมริกันเดินหน้าประกาศกฏควบคุมการใช้ เนื่องจากกระเป๋าเหล่านี้มีแบตเตอรี่ในตัว อาจเป็นอันตรายหากนำขึ้นเครื่องบิน กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะหรือที่บางสื่อเรียกว่า smart luggage นั้นกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา คาดว่าจะเป็นของขวัญที่ได้รับความนิยมในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ (American Airlines) หรือ AAL มองว่าการที่ smart bag เหล่านี้มักมีแหล่งพลังงานสำรองให้เจ้าของชาร์จอุปกรณ์ได้ อาจเป็นความเสี่ยงให้เกิดเหตุร้ายหากมีการนำกระเป๋าขึ้นเครื่อง นอกจากจะมีพอร์ต USB ติดพาวเวอร์แบงก์ที่บรรจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไว้ภายใน กระเป๋าอัจฉริยะหลายรุ่นยังมีระบบ GPS เพื่อติดตามตำแหน่งกระเป๋าสำหรับป้องกันกระเป๋าสูญหาย ที่น่าสนใจคือระบบล็อกไฟฟ้า รวมถึงระบบแสดงน้ำหนักอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ถูกปรับเงินเพราะน้ำหนักสัมภาระเกิน กระเป๋าอัจฉริยะบางรุ่นยังมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้นั่งบนกระเป๋าสไตล์สกูตเตอร์ ขณะที่บางรุ่นมีเฉพาะระบบขับเคลื่อนตัวเอง เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องเหนื่อยกับการลากกระเป๋าทั่วสนามบิน ความอัจฉริยะเหล่านี้ไม่ใช่พิษภัย แต่เพราะแบตเตอรี่ภายในทำให้บริษัทสายการบินกังวลว่าแบตเตอรี่อาจเสี่ยงระเบิดขณะถูกเก็บใต้ท้องเครื่องบิน ทำให้สายการบินเริ่มหาทางบังคับผู้ใช้ให้ต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากกระเป๋าแล้วพกพาขึ้นเครื่องบินด้วยตัวเอง แม้ว่ากระเป๋าอัจฉริยะส่วนใหญ่ จะไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ออก AAL ถือเป็นสายการบินแรกที่ประกาศขอตรวจสอบกระเป๋าอัจฉริยะของผู้โดยสาร ซึ่งผู้โดยสารจะต้องนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนออกจากกระเป๋า และจะถูกห้ามใช้งานตลอดการเดินทาง ล่าสุด สายการบินเดลต้าแอร์ไลน์…

ความเป็นส่วนตัวคืออะไร เมื่อเว็บไซต์ยอดนิยมแอบตามความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ตลอด

ทีมนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Princeton University ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้ถึงการละเมิดความเป็นส่วนบุคคลแบบเนียนๆ ชี้พบ 482 เว็บไซต์จาก 50,000 เว็บไซต์ยอดนิยมที่จัดอันดับโดย Alexa มีการบันทึกความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการพิมพ์หรือการเลื่อนเมาส์ เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึก ในธุรกิจการทำ Analytics นั้น การเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ใช้แบบนี้ถูกเรียกว่า Session Replay ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวัลว่า แฮ็กเกอร์อาจสามารถดักฟังข้อมูลที่ส่งกลับไปยังไซต์ต้นทาง หรือขโมยข้อมูลออกมาจากระบบ Analytics ที่ไม่มั่นคงปลอดภัย เพื่อดึงข้อมูลความลับของผู้ใช้ออกมาได้ เรียกการโจมตีเหล่านี้ว่า Session-replay Attack ทีมนักวิจัยระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการการบันทึกข้อมูลเซสชันของผู้ใช้มากมาย โดยสามารถเก็บข้อมูลรหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต หมายเลขโทรศัพท์ เลขบัตรประชาชน วันเกิด และข้อมูลอื่นๆ ได้ ซึ่งบางผู้ให้บริการเก็บข้อมูลเหล่านี้บนแบบฟอร์มก่อนที่จะกดปุ่ม Submit เสียอีก หรือถ้าเลวร้ายสุดๆ ก็คือเก็บบันทึกความเคลื่อนไหวทุกครั้งหลังมีการเลื่อนเมาส์หรือกดแป้มพิมพ์ ยกตัวอย่างบริการ Analytics ที่พร้อมใช้ในรูปแบบสคริปต์ ได้แก่ FullStory, Hotjar, Yandex และ Smartlook ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับการเก็บข้อมูลผู้ใช้ที่มากจนเกินไปนี้คือ ถ้าแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีที่ใช้เก็บข้อมูลเหล่านี้ของเว็บไซต์ได้ ก็จะทำให้ได้ข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงรหัสผ่านและหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ใช้ทันที…

รู้จัก ‘แฮกเกอร์สายขาว’ ของไทย ผู้ปกป้องเงินในบัญชีของคุณ

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ในไทยผลักดันให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนของธนาคาร ธนาคารมักยืนยันว่ามีความปลอดภัย แต่ลูกค้ามั่นใจได้จริงแค่ไหน พิชญะ โมริโมโต พยายามแฮกเข้าระบบของธนาคารเป็นประจำและมักประสบผลสำเร็จ แต่ต่างจากอาชญากรไซเบอร์ เพราะเขาเป็น “แฮกเกอร์สายขาว” ซึ่งหน้าที่ก็คือช่วยให้เงินฝากในบัญชีของธนาคารปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาพบก็คือระบบการรักษาความปลอดภัยของธนาคารโดยรวมยังมีจุดอ่อน “ยังไม่ค่อยปลอดภัยเท่าที่ควร ยังมีหลาย ๆ ครั้ง ที่พบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงมาก แต่ไม่มีการซ่อมแซม” พิชญะ ผู้มีตำแหน่งผู้ให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัย ของบริษัท SEC Consult กล่าว ส่องเทคโนโลยีปี 2560 : ธนาคารใหญ่จะพ่ายโจรไซเบอร์ ขุดบิทคอยน์: อาชีพเสริมใหม่ หรือ กระแสชั่วคราว? บริการยิ่งหลากหลายยิ่งเสี่ยงมากขึ้น ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศจะต้องทดสอบความปลอดภัยของระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งโดยผู้ตรวจสอบจากนอกองค์กร นั่นหมายถึงธนาคารต้องจ้างมืออาชีพตรวจสอบด้านความปลอดภัยระบบอย่าง พิชญะ เข้ามาทำงาน สิ่งที่เขาทำคือจำลองสถานการณ์เหมือนเป็นแฮกเกอร์ที่พยายามเจาะระบบ เพื่อวิเคราะห์ว่าสามารถโจมตีทางใดได้บ้างและรายงานต่อธนาคารเพื่อแก้ไข พิชญะ อธิบายว่าความเสี่ยงของระบบนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า attack surface นั่นคือช่องทางหรือพื้นที่แฮกเกอร์สามารถทำงานได้ กล่าวคือ ยิ่งมีบริการออนไลน์หลายรูปแบบ ยิ่งมีโอกาสเกิดช่องโหว่ได้มากขึ้น “เขาอาจจะมองว่าถึงมีช่องโหว่จริง แต่เขาก็มีทีมมอร์นิเตอร์และมั่นใจว่าจะระงับเหตุได้ทันท่วงที” พิชญะกล่าว แต่ในมุมมองของเขา…

นักวิทยาศาสตร์สวิสพัฒนา ‘หุ่นยนต์สี่ขา’ สามารถเดินได้อย่างมั่นคงสำหรับงานกู้ภัย

เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเร่งการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อทำงานแทนมนุษย์ในงานหลายรูปแบบ ผู้คนเคยเห็นหุ่นที่มีความเหมือนมนุษย์จริงทำถูกใช้งานต้อนรับลูกค้ากันมาแล้ว บางครั้งหุ่นมีหน้าที่เฉพาะและมีลักษณะแตกต่างไปจากคนอย่างสิ้นเชิง หุ่นยนต์อีกประเภทหนึ่งคือที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นงานพัฒนาของนักวิจัย Marco Hutter แห่ง Autonomous Systems Lab ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รูปพรรณสัณฐานของหุ่นยนต์นี้ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า ANYmal มีความคล้ายสัตว์สี่ขา Marco Hutter ผู้ประดิษฐ์ กล่าวว่า หุ่น ANYmal เคลื่อนที่ทีละขาและมีความมั่นคงเป็นพิเศษ งานที่เหมาะกับสิ่งประดิษฐ์นี้คือการเคลื่อนที่บนสภาพพื้นผิวที่มีสิ่งกีดขวางและคาดเดายากว่าพื้นที่ข้างหน้าเป็นเช่นใด บริษัทที่เป็นเจ้าของหุ่นรุ่นนี้คือ ANYbotics ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะนำหุ่น ANYmal ออกขายเชิงพาณิชย์ในอนาคต Marco Hutter กล่าวว่าหุ่น ANYmal สามารถวางแผนที่จะเดินก้าวต่อไปเมื่อทราบถึงลักษณะพื้นผิวจากก้าวที่เพิ่งเหยียบลง นอกจากจะมีกล้องติดตัวที่อ่านค่าความร้อนได้แล้ว ANYmal มีเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวก๊าซรอบตัว จึงทำให้พวกมันเหมาะงานสำรวจแหล่งปิโตรเลียม และแหล่งแร่ส่วนความสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงเป็นจุดเด่นสำหรับภารกิจกู้ภัย (รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Arash Arabasadi) —————————————————————- ที่มา : VOA thai / 16 พฤศจิกายน 2560 Link…

นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับเด็ก ถูกแบนแล้วในเยอรมนี

  น่าสนใจทีเดียวกับมาตรการของหน่วยงานจากรัฐบาลของเยอรมนีอย่าง Bundesnetzagentur ที่ออกมาประกาศ “แบนนาฬิกาอัจฉริยะ” สำหรับเด็กแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ผู้ปกครองที่ซื้อนาฬิกาดังกล่าวให้เด็ก ๆ “ทำลาย” นาฬิกาทิ้งด้วย ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของเด็ก ๆ ว่าจะอาจจถูกคุกคามจากช่องโหว่ในอุปกรณ์เหล่านี้นั่นเอง โดยประธานของ Bundesnetzagentur อย่าง Jochen Homann ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ปกครองสามารถเปิดเข้าไปในแอปพลิเคชัน และสามารถฟังเสียงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็กได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งผ่านระบบเครือข่ายโดยที่ไม่มีการรักษาความเป็นส่วนตัว ทำให้มีโอกาสที่จะถูกบุคคลภายนอกแอบฟังได้เช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าในสังคมเยอรมนีมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์ Wearable สำหรับเด็กเพิ่มมากขึ้น และเคยมีคณะกรรมการผู้บริโภคนอร์วีเจียน (Norwegian Consumer Council) ได้ออกมาเตือนไม่ให้ผู้ปกครองซื้อนาฬิกาที่แสดงตำแหน่งผ่านระบบ GPS ให้บุตรหลานเช่นกัน เนื่องจากเกรงว่า นอกจากพ่อแม่ที่สามารถทราบตำแหน่งของลูก ๆ ได้แล้ว ก็อาจมีคนอื่นล่วงรู้ตำแหน่งของเด็ก ๆ ด้วย “ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่า นาฬิกาเหล่านี้สามารถช่วยให้ลูก ๆ ของตนเองปลอดภัยได้ แต่ถึงตอนนี้ พวกเขาอาจต้องคิดใหม่ หากช่องโหว่เรื่องความปลอดภัยยังไม่ได้รับการแก้ไข นาฬิกาเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่อันตรายได้” แบรนด์ที่ทางการเยอรมนีระบุชื่อว่าควรระวังไม่ซื้อมาให้ลูก ๆ สวมนั้นมี…

รัฐบาลขอความร่วมมือ ใช้กล้องวงจรปิดเอกชน ดูแลความปลอดภัย-ป้องกันความมั่นคง

“คงชีพ” เผย “ประวิตร” เล็งขอความร่วมมือกล้องวงจรปิดภาคเอกชน เชื่อมโยงภาครัฐ ดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่สาธารณะ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับให้ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการบริหารการบูรณาการแผนและระบบกล้อง ประสานทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดติดตาม รวบรวมข้อมูลสถานภาพกล้องวงจรปิดทั่วประเทศที่มีอยู่จริงจากการสำรวจที่ผ่านมา พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการเชื่อมโยงระบบกล้องทั่วประเทศ และแผนบริหารจัดการระบบและการใช้ข้อมูลของทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดต่างๆ และภาพรวมของประเทศ ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประชุมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ พล.ท.คงชีพ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย พิจารณาจัดทำแผนติดตั้งกล้องวงจรปิดเร่งด่วนเพิ่มเติมในพื้นที่จุดเสี่ยงที่จำเป็นของแต่ละจังหวัด พร้อมทั้งประสานขอความร่วมมือภาคเอกชน สนับสนุนการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งนอกอาคาร ให้สามารถสานต่อครอบคลุมเป็นเครือข่ายดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้ในภาพรวม “การบูรณาการเชื่อมโยงเครือข่ายและใช้ศักยภาพกล้องวงจรปิดภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนติดรถยนต์สาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและติดตามการเชื่อมโยงปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าความร่วมมือของภาคเอกชนในงานความมั่นคง จะเป็นกำลังร่วมที่สำคัญในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและสร้างวินัยทางสังคมควบคู่กันไปในภาพรวม” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว —————————————————— ที่มา : มติชนออนไลน์ / 16 พฤศจิกายน 2560 Link : https://www.matichon.co.th/news/733440