ไมโครซอฟท์จับมือ สกมช. ดึง AI ป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลไทย

  สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือนำเทคโนโลยี AI ยกระดับการป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์   ความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์กับ สกมช. ในครั้งนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ภัยคุกคามและโซลูชันความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มาประยุกต์ใช้ โดยได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมมากกว่าเพียงหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง “Secure Future Initiative” ของไมโครซอฟท์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก   พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ  กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย ให้มีความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง องค์ความรู้ที่สำคัญ และโครงการฝึกอบรมที่จำเป็น ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการป้องกันและสร้างสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนไทยทุกคน”   ด้านคุณไมค์ เย รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรและรองที่ปรึกษาด้านกฎหมายของไมโครซอฟท์ เอเชีย กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้พูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติหลายแห่งทั่วเอเชีย ซึ่งต่างเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจนมากขึ้นในการใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ขนาดใหญ่และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก     รวมถึงต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ไมโครซอฟท์เชื่อว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นความรับผิดชอบของทุกคน เราจึงมีพันธกิจหลักคือ ‘การเพิ่มขีดความสามารถให้กับทุกคนและทุกองค์กรทั่วโลก’ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างอนาคตดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย  …

ระบบป้องกันอัคคีภัย รากฐานความปลอดภัยของดาต้าเซ็นเตอร์

    ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเสาหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนใน “ระบบป้องกันอัคคีภัย” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดความเสียหายที่มหาศาล และเป็นหลักประกันความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของดาต้าเซ็นเตอร์ในการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต   ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้บริการคลาวด์ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่น เป็นที่รวมศูนย์ของอุปกรณ์ที่มีความสำคัญและมูลค่าสูง เช่น เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งหากเกิด เหตุเพลิงไหม้ ขึ้นจะมีผลกระทบอย่างมากทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ จากทั้งฮาร์ดแวร์ และข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้   จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีความเสียหายและผลกระทบในวงกว้าง ทำให้ทุกคนควรทำความเข้าใจถึงความสำคัญของความปลอดภัยจากอัคคีภัยในดาต้าเซ็นเตอร์ และมาตรการด้านความปลอดภัยที่ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ควรพิจารณา   เพลิงไหม้ที่เกิดจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน   อุปกรณ์ในดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ เพลิงไหม้ที่เกิดจาก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้ในระบบไฟฟ้าสำรอง (UPS) หรือระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อสำรองไฟในกรณีที่กระแสไฟฟ้าหลักขัดข้อง     แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน จัดเป็นวัตถุไวไฟมาก ซึ่งเมื่อมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าปกติไม่ว่าจะเกิดจากความเสียหายทางกายภาพ การใช้งาน การประจุหรือคายประจุไฟฟ้าที่สูงเกินกว่าปกติ หรือข้อบกพร่องจากการผลิตหรือคุณภาพวัสดุ จนเกิดกระแสลัดวงจรภายใน…

3 คุณสมบัติที่ CISO รุ่นใหม่ต้องมี

  ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า ผู้บริหารด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ (Chief Information Security Officer หรือ CISO) เป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมากในปัจจุบัน   เนื่องจากมีการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาในหลากหลายรูปแบบซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ระดับความรุนแรงและผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป   เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายองค์กรจึงต่างพากันลงทุนกับระบบรักษาความปลอดภัยและคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการเติมเต็มให้องค์กรแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น   องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาต้องการ CISO ที่สามารถเข้ามาช่วยดูแลความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ธุรกิจต้องเผชิญ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการลดความเสี่ยงโดยไม่ขัดกับเป้าหมายทางธุรกิจ   ขณะที่คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทมหาชนต้องเผชิญกับการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นจากกฎความปลอดภัยทางไซเบอร์เบอร์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และการรายงานความเสี่ยงและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นให้ SEC รับทราบ   แต่สิ่งที่องค์กรต้องประสบคือ ปัญหาที่ผู้บริหารไม่สามารถทำงานกับ CISO ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเทคนิคย่างเดียวโดยไม่เข้าใจบริบท เป้าหมายทางธุรกิจ หรือแม้กระทั้งงบการเงิน ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับคนในองค์กรในกรอบการอภิปรายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภาษาทางธุรกิจแทนที่จะเป็นศัพท์เฉพาะทางเทคนิค นี่จึงเป็นสาเหตุให้องค์กรต้องการ CISO ที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ 3 อย่างนี้   ปฏิบัติงานในฐานะผู้นำธุรกิจที่มีความรู้ด้านเทคนิค : การ์ทเนอร์ ได้สำรวจความคิดเห็นของคณะกรรมการบริษัทในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ และมากถึง 88% คิดว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยี เห็นได้ชัดว่ามุมมองในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว   ผู้บริหารต้องการ…

รัฐสะวิงสเตตฝึกซ้อมจนท. เตรียมรับมือเหตุรุนแรง-สู้ข่าวปลอมวันเลือกตั้งมะกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐในบรรดารัฐสะวิงสเตตที่มีการแข่งขันสูงกำลังเตรียมรับมือกับข่าวปลอม ทฤษฎีสมคบคิด การข่มขู่ และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น

Fano.ai บริษัทเทคฯ ฮ่องกงที่ใช้ AI จับเสียง Clone Voice ลดเสี่ยงมิจฉาชีพภาคการเงิน

  “กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “คีธ โชว” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของ Fano.ai บริษัทเทคฯ ฮ่องกงที่ใช้ AI จับเสียง Clone Voice ลดเสี่ยงมิจฉาชีพภาคการเงิน ซึ่งเตรียมมาไทยปีหน้า เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในด้านต่างๆ อย่างมาก บริษัท Fano.ai คือหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีเสียงและภาษาที่กำลังมุ่งใช้เอไอเพื่อแก้ปัญหาการปลอมแปลงเสียงและความปลอดภัยด้านการยืนยันตัวตน   คีธ โชว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของ Fano.ai ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ในมหกรรม Hong Kong Fintech Week 2024 ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ถึงความท้าทายในอุตสาหกรรม และแผนการขยายธุรกิจสู่ตลาดในภูมิภาคต่าง ๆ   ทั้งนี้ Fano.ai ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 โดยผู้ก่อตั้งที่มีพื้นฐานด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง คีธเล่าว่า “เราเป็นบริษัทด้านเสียงและภาษาปัญญาประดิษฐ์ ที่มุ่งเน้นการแปลงเสียงเป็นข้อมูลเชิงบริบท ไม่ว่าจะเป็นภาษา อารมณ์ หรือความตั้งใจ…

Decentralized LLM โมเดลภาษาที่มุ่งลดผูกขาดในอุตฯ Gen AI ตลาดใหม่ที่จ่อโตเฉียด 40%

    รู้จักโมเดลภาษา ‘Decentralized LLM’ ที่มุ่งลดผูกขาดในอุตฯ Generative AI ตลาดธุรกิจใหม่ที่จ่อโตเฉียด 40%   หากพูดถึงเจ้าของเทคโนโลยี Generative AI ในโลกนี้ คงหนีไม่พ้นที่หลายคนจะนึกถึงชื่อของบริษัทข้ามชาติจากตะวันตกซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลมหาศาลจากจำนวนผู้ใช้งานเทคโนโลยีเอไอของพวกเขาที่มากขึ้น   น่าสนใจว่าในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเรื่อง “การผูกขาด” ในอุตสาหกรรม Generative AI เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเริ่มกระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้มากขึ้น   แต่แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเลือกใช้แชตบอตหรือเทคโนโลยี AI จากบริษัทเอกชนใดก็ตาม หนึ่งสิ่งที่ตามมาคงหนี้ไม่พ้นการต้องเปิดเผยข้อมูลของบริษัทพวกเขากับผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้น   ในเวที “Breaking the Monopoly” ในงาน Hong Kong Fintech Week 2024 ดร.หยาง หงเซี่ย ศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่เทคโนโลยี Generative AI กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของทรัพยากรการประมวลผลและการเข้าถึงข้อมูล   Decentralized…