4.0 ของจริง! คนสวีเดนเริ่มฝังไมโครชิปบนผิวหนังแทนพกบัตรประชาชน

สำนักข่าว AFP รายงานว่าปัจจุบันประชาชนชาวสวีดิชเริ่มทำการฝังไมโครชิปลงบนผิวหนังของตนเอง ซึ่งสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น อาทิ ไม่ต้องพกบัตรประชาชน, ใช้สแกนแทนคีย์การ์ดในการเข้าทำงานในออฟฟิศ, ซื้ออาหารจากตู้อัตโนมัติ, เข้ายิม, หรือแม้แต่ใช้แทนตั๋วรถไฟ โดยรายงานระบุว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีชาวสวีดิชกว่า 3,000 รายที่ติดไมโครชิปแล้ว สำหรับการฝังชิปนั้นถูกระบุว่ามีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อยระดับมดกัดไม่ต่างจากการเจาะหู ซึ่งการฝังชิปแม้จะฝังไว้ที่ผิวหนังแต่ก็อยู่ในระดับชั้นที่ไม่ลึก ทำให้การอ่านค่าชิปรวมทั้งบันทึกข้อมูลจัดเก็บสามารถทำได้ง่ายและแม่นยำ ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้คนสวีเดนหันมาใช้ไมโครชิปมากกว่าชาติอื่น ๆ ก็เนื่องจากระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูลในประเทศนั้นมีประสิทธิภาพระดับสูงสุดที่ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวจะเป็นความลับไม่รั่วไหลแน่นอน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีประชากรในสวีเดนเพียง 2% ที่ยังพกเงินสดติดตัว ขณะที่อีก 98% นั้นจ่ายผ่านบัตรเครดิตและสมาร์ทโฟนหมดแล้ว ซึ่งเทรนด์ของการใช้ร่างกายมนุษย์มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยี (Biohackng) โดยน่าสนใจไม่น้อยกว่าในอนาคตอุปกรณ์ไอทีพื้นฐานมากมายที่อาจถูกออกแบบมาเมื่อฝังลงในร่างกายของมนุษย์ By  Nattaphan Songviroon ——————————————————————- ที่มา : เว็บแบไต๋ / 5 มิถุนายน 2561 Link : https://www.beartai.com/news/itnews/247810?utm_source=LINEToday&utm_medium=Referral&utm_campaign=DirectLink

เจ๋ง! นักศึกษาในฟลอริดา พัฒนาอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลที่ตู้ ATM

นอกจากจะมีเหล่าแฮคเกอร์ หรือนักเจาะข้อมูล ที่ขโมยหมายเลขบัตรเครดิตทางอินเตอร์เนตแล้ว ยังมีมิจฉาชีพกลุ่มอื่นๆ ที่ขโมยข้อมูลจากตัวบัตรโดยตรงหรือที่ตู้ ATM ล่าสุด นักเรียนกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา คิดค้นอุปกรณ์ที่ยับยั้งการโจรกรรมเหล่านี้ได้ ด้วยต้นทุนไม่แพงแล้ว แม้ว่าบัตรเครดิตและบัตรเดบิตรุ่นใหม่ๆ จะมีแถบชิพอิเล็กทรอนิค ที่ยากต่อการคัดลอกหมายเลขบัตร แต่ก็ยังมีบัตรเครดิตจำนวนมากที่ยังใช้แถบแม่เหล็กและต้องใช้เครื่องอ่านบัตรแบบเก่ากันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามร้านค้าเล็กๆ หรือปั๊มน้ำมัน ซึ่งมักจะตกเป็นเป้าหมายของเหล่ามิจฉาชีพ อาจารย์ Patrick Traynor จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา อธิบายว่า บัตรเครดิตจะถูกเข้าถึงข้อมูลภายในบัตรได้ ด้วยเครื่องอ่านบัตรเครดิต หรือ Card Reader ซึ่งจะมีเครื่องอ่านบัตรเพียงเครื่องเดียวที่ปรากฏอยู่ในช่องเสียบบัตรของตู้ ATM หรือร้านค้า แต่วิธีของเหล่ามิจฉาชีพจะติดหัวอ่านปลอมเข้ากับหัวอ่านแถบแม่เหล็กของบัตรของจริงอย่างแยบยล และเมื่อลูกค้าใส่บัตรเครดิตเข้าไป หัวอ่านนั้นจะคัดลอกข้อมูล และนำไปทำบัตรเครดิตปลอมมาใช้ เจ้าหน้าที่รักษากฏหมายของสหรัฐฯ เรียกการโจรกรรมดังกล่าวว่า Skimmer ซึ่งในแต่ละปีสามารถขโมยเงินได้มากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ การโจรกรรมแบบ Skimmer กำลังแพร่หลาย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ เช่นที่มหานครนิวยอร์ค ทว่าที่นั่นกลับมีตำรวจสืบสวนเพียง 4 คนเท่านั้น ที่ได้รับการฝึกอบรมให้สามารถตรวจสอบหัวอ่านปลอมที่ถูกนำไปติดตั้งตามตู้ ATM ได้ ล่าสุด นักเรียนกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา ภายใต้การนำของอาจารย์ Patrick Traynor คิดค้นพัฒนาอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกว่า…

เตือนมัลแวร์ Roaming Mantis เริ่มพุ่งเป้า Apple iOS และ PC ทั่วโลก

หลังจากที่ Roaming Mantis ซึ่งเป็นมัลแวร์ DNS Hijacking เริ่มแพร่ระบาดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าอุปกรณ์ Android ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดพบว่าแฮ็กเกอร์เบื้องหลังมัลแวร์ได้ทำการอัปเกรดให้สามารถโจมตีอุปกรณ์ Apple iOS และ Desktop ไปยังทั่วโลกได้แล้ว Kaspersky Lab ผู้ให้บริการโซลูชัน Endpoint Protection ชั้นนำของโลก ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงแคมเปญมัลแวร์ Roaming Mantis หลังจากที่ก่อนหน้านี้ใช้แพร่กระจาย Banking Malware บนอุปกรณ์ Android พบว่าล่าสุดแฮ็กเกอร์ได้เพิ่มการโจมตีแบบ Phishing บนอุปกรณ์ Apple iOS และ Cryptocurrency Mining Script สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ PC นอกจากนี้ ยังขยายฐานโจมตีจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงเกาหลีใต้ จีน บังกลาเทศ และญี่ปุ่น ไปสู่ยุโรปและตะวันออกกลางอีกด้วย เช่นเดียวกับแคมเปญก่อนหน้านี้ Roaming Mantis ยังคงแพร่กระจายตัวผ่านทาง DNS Hijacking โดยแฮ็กเกอร์จะทำการเปลี่ยนการตั้งค่า DNS บนอุปกรณ์…

ไทยเตรียมใช้ ‘ดิจิทัล ไอดี’ ปลายปี 61 หนุนใช้กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ จ่ายผ่านอีมันนี่ อุดช่องฉวยโอกาสทุจริต

ข่าวเกี่ยวกับการทุจริตเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง จนทำให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตัดสินใจให้จ่ายเงินผ่านรูปแบบการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้รับบริการหรือระบบอีเพย์เมนต์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2561 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ แต่ในบางทัศนะกลับมองว่า มาตรการใหม่นี้ช่วยแก้ปัญหาการทุจริตแค่เฉพาะหน้าหรืออาจไม่ได้เลย ดังเช่นกรณีทุจริตกองทุนเงินเสมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่มีการนำบัญชีธนาคารของเครือญาติเข้ามารับประโยชน์แทน กรณีเหล่านี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ต้องช่วยกันขบคิดหาวิธีรับมือ แน่นอนว่า จำเป็นต้องปรับระบบสวัสดิการให้สอดคล้องและพร้อมรับมือกับโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ‘สุทธิพงษ์ กนกากร’ สมาชิกคณะทำงานด้านเทคนิค National Digital ID อธิบายให้เห็นภาพเป็นฉาก ๆ ในเรื่องการวางระบบป้องกันทุจริตในโครงการเกี่ยวข้องกับสวัสดิการแห่งรัฐ ในเวทีสัมมนา เรื่อง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เขาบอกว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาปรับใช้กับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ 3 รูปแบบ คือ 1. บล็อกเชน (Blockchain) คือ เครือข่ายการเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง โดยสามารถป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลและทำให้รู้แม้กระทั่งว่า ใครเขียนข้อมูลอะไรลงไปบ้าง 2.ดิจิทัล ไอดี (Digital ID) คือ ระบบที่ช่วยพิสูจน์ตัวตน 3.เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) คือ การทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะมีหรือไม่มีบัญชีธนาคารเลยก็ได้ โดยการนำเทคโนโลยีทั้ง 3 รูปแบบ มาใช้กับระบบสวัสดิการแห่งรัฐนั้น สุทธิพงษ์ อธิบายว่า ส่วนใหญ่ขั้นตอนการคัดกรองผู้มีสิทธิรับประโยชน์…

สถานการณ์เงินดิจิตอลและระบบส่งเงินออนไลน์เพื่อก่ออาชญากรรมและสนับสนุนการก่อการร้าย

เงินดิจิตอล (Cryptocurrencies) ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนในปัจจุบันมีมากกว่า 1,200 สกุลเงิน แต่มีเพียงบางสกุลเงินที่ได้รับความนิยมในไทยคือ บิทคอยน์ (Bitcoin) อีเทอร์เรียม (Etherium) และริปเปิล (Ripple) ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดมีมูลค่าการซื้อขายคิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าตลาดทั้งหมด และมีการเปิดซื้อขายผ่านคนกลาง (Trading market) ปัจจุบันบิทคอยน์ในโลกมีจำนวน 21 ล้านบิทคอยน์ “ขุด” ไปแล้วรวม 16.7 ล้าน เคยทำราคาสูงสุดที่ประมาณ 400,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ การเริ่มใช้บิทคอยน์เรียกว่า “การขุด” จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อถอดสมการคณิตศาสตร์ โดยผู้ใช้จะต้องสร้างกระเป๋าเงิน (Wallet Address) จากการสร้าง (gemerate) ผ่านเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือยืนยันตัวตนแต่อย่างใด การทำธุรกรรมจะรู้เฉพาะผู้รับและผู้ส่ง ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้โอนหรือรับโอนบิทคอยน์ เมื่อการขุดด้วยตัวเองทำได้ค่อนข้างยากเพราะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้ใช้งานในไทยจึงเลือกใช้เว็บไซต์ลักษณะ Trading market เพื่อลงทุนซื้อขายบิทคอยน์และเปลี่ยนเป็นเงินบาทโอนเข้าบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศเมื่อ 12 ก.พ.61 ขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล…

พบมัลแวร์ StalinLocker ไล่ลบไฟล์ผู้ใช้หากไม่สามารถกรอกโค้ดที่ถูกต้อง

MalwareHunter ได้พบมัลแวร์ที่มีพฤติกรรมการทำลายล้างและล็อกหน้าจอที่ชื่อ Stalinlocker หรือ StalinScreamer โดยจะให้เวลาเหยื่อ 10 นาทีเพื่อกรอกโค้ดให้ถูกต้องเพื่อหยุดการทำงาน มิเช่นนั้นจะลบไฟล์บนไดร์ฟของเครื่อง นอกจากนี้ในขณะที่รันอยู่ยังมีการเล่นเพลงชาติของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตพร้อมทั้งแสดงรูปหน้าจอเป็น Stalin จากนั้นก็จะนับถอยหลังไปเรื่อยๆ รอลบไฟล์ credit : Bleepingcomputer.com จากการศึกษาพฤติกรรมสิ่งที่พบคือ มีการแตกไฟล์ชื่อ USSR_Anthem.mp3 ใน ‘%UserProfile%\AppData\Local ‘ ทำการคัดลอกตัวเองไปยัง ‘%UserProfile%\AppData\Local\ชื่อ stalin.exe’ และสร้างไฟล์ Autorun ขึ้นมาเพื่อเริ่มการทำลายล้างและเปลี่ยนภาพหน้าจอเมื่อผู้ใช้ล็อกอินเข้าสู่คอมพิวเตอร์ สร้าง fl.dat ใน ‘%UserProfile%\AppData\Local’ และเขียนจำนวนของวินาทีที่เหลืออยู่ พยายามจบโปรเซสนอกเหนือจาก Skype และ Discord ปิดโปรเซสของ Explorer.exe และ Taskmgr.exe สร้างตารางงานที่ชื่อ ‘Driver Update’ เพื่อเรียกใช้งาน Stalin.exe ทางทีมงาน MalwareHunter ค้นพบว่าโค้ดที่ให้ใส่นั้นเกิดจากการลบวันที่ปัจจุบันด้วย 1922.12.30 หากผู้ใช้งานตีโจทย์นี้ได้มันก็จะออกจากการทำลายล้างพร้อมทั้งลบ Autorun ทิ้งด้วย โดยอันที่จริงแล้วมันตั้งใจที่จะลบไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในแต่ละไดร์ฟที่พบบนคอมพิมเตอร์เลยทีเดียว ซึ่งมันจะเริ่มทำจากอักษร A ถึง…