พี่เห็น (ข้อมูล) หนูด้วยหรอคะ?

เคยไหมที่จู่ ๆ ก็มีคนรู้ข้อมูลบางเรื่องของเราจากโลกออนไลน์ ทั้ง ๆ ที่เรามั่นใจว่าปกปิดไว้อย่างดีแล้ว? เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยพบกับเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเองจนเกิดข้อสงสัยขึ้นมา เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แห่งหนึ่งได้โพสต์เล่าว่า เธอบังเอิญไปรับรู้รายละเอียดการสั่งซื้อสินค้าของคนรู้จักภายในแอปพลิเคชันหนึ่งได้ ทั้งที่คนรู้จักนั้นใช้นามแฝงในการสั่งซื้อแล้วก็ตาม จนสุดท้ายพบว่า ภายในแอปพลิเคชันมีการตั้งค่าพื้นฐานของข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้เป็นสาธารณะ “ข้อมูลส่วนตัว” ทำอย่างไรไม่ให้รั่วไหลในโลกออนไลน์? หลายท่านคงสงสัยว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลส่วนตัวของเราไม่ถูกเปิดเผยแก่คนอื่น ๆ ที่อาจเป็นคนรู้จักหรืออาจเป็นผู้ไม่หวังดี ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด 2 ขั้นตอนที่ควรทำและศึกษารายละเอียดอย่างรอบครอบก่อนทำการเลือกใช้แอปพลิเคชัน หรือ แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ได้แก่ 1) อ่านนโยบายการใช้ข้อมูลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างละเอียด  นโยบายการใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันจะแสดงให้เห็นถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการของแต่ละแพลตฟอร์มว่ามีกฎข้อบังคับการใช้งานอย่างไร รวมทั้งเรื่องของนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลว่าบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มนั้น ๆ มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรและเก็บข้อมูลของเราเพื่อประโยชน์อะไร รวมทั้งเรื่องการจำกัดความรับผิดชอบจากการใช้งานในกรณีใดบ้าง ส่วนใหญ่แล้วบริษัทผู้ให้บริการจะสอบถามความยินยอมข้อตกลงดังกล่าวในขั้นตอนการสมัครเข้าใช้บริการ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการใช้งานเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มใด ๆ ก็ตาม  จาก รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2561 โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พบว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 63.3% เคยอ่านข้อตกลงเรื่องสิทธิและความรับผิดชอบหรือนโยบายการใช้ข้อมูล แต่ในกลุ่มผู้ที่ตอบว่าเคยอ่านข้อตกลง มีเพียง 12.3% เท่านั้นที่อ่านอย่างละเอียด อีก 36% จะอ่านเฉพาะหัวข้อที่สำคัญ ในขณะที่ 51.7% อ่านเป็นบางส่วนเท่านั้น ในส่วนนี้เองที่อาจทำให้ผู้ใช้งานไม่ทราบถึงรายละเอียดการนำข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ไปใช้และมีข้อจำกัดอย่างไร 2) สำรวจข้อมูลการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างละเอียด หลังจากอ่านนโยบายการใช้ข้อมูลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเริ่มใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ก่อนการใช้งานเราควรศึกษาและสำรวจการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างละเอียดก่อนว่ามีข้อมูลส่วนใดที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะและเราจะยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนนั้นหรือไม่…

เทคโนโลยี deepfake ใหม่! ใช้แค่รูปและไฟล์เสียงก็สร้างคลิปปลอมร้องเพลงได้ง่ายๆ

งานวิจัยใหม่จาก Imperial College ในกรุงลอนดอน และศูนย์วิจัย AI ของ Samsung ในสหราชอาณาจักร แสดงวิธีการที่รูปภาพเพียงรูปเดียวและไฟล์เสียงสามารถนำไปใช้สร้างคลิปวีดีโอคนร้องเพลงหรือพูดได้ นักวิจัยก็ใช้วิธีเช่นเดียวกับงาน deepfake อื่นๆ ที่เราเคยเห็น นั่นคือ ใช้ระบบเรียนรู้สร้างเอาท์พุต และแม้ว่าผลที่ออกมาจะยังห่างไกลจากความสมจริง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าประหลาดใจที่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาได้จากข้อมูลเพียงนิดเดียว ดังที่เห็นได้จากตัวอย่างของคลิปอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งถูกแปลงออกมาเป็นคลิปบรรยายที่คุณคงไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน อีกหนึ่งตัวอย่างคือ คลิปของกริกอรี รัสปูติน กำลังร้องเพลงของบียอนเซ่ ไม่เพียงแต่จะทำให้ภาพวีดีโอที่ออกมาตรงกับไฟล์เสียงเท่านั้น ระบบยังสามารถทำให้คนพูดสื่ออารมณ์ออกมาได้ตรงตามที่กำหนดด้วย โดยมีอินพุตเพียงแค่ภาพรูปเดียวและไฟล์เสียง แล้วอัลกอริธึมก็จัดการส่วนที่เหลือนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ผลงานที่ออกมาไม่ได้ดูสมจริงนัก แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปได้เร็วแค่ไหน เทคนิคในการสร้าง deepfake นั้นง่ายขึ้นทุกที และแม้ว่างานวิจัยเช่นนี้ยังไม่ออกสู่ตลาด แต่คงอีกไม่นานที่เทคโนโลยีนี้อาจจะมาในรูปแบบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย เป็นที่เข้าใจได้ว่า งานวิจัยแนวนี้สร้างความกังวลใจแก่คนทั่วไปหากถูกนำไปใช้เผยแพร่ข้อมูลเท็จและโฆษณาชวนเชื่อ หรือถูกนำไปใช้ก่อความเสียหายแก่ตัวบุคคล โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งยังคงตกเป็นเป้าถูกนำภาพไปใช้สร้างภาพอนาจารสร้างความอับอายได้ ————————————————————- ที่มา : ADPT News / JUNE 21, 2019 Link : https://www.adpt.news/2019/06/21/new-deepfake-tech-turns-single-photo-and-audio-file-into-singing-vdo/

ใหม่! เครื่องมือตรวจจับคลิปปลอม deepfake ได้แม่นยำถึง 96%

เครื่องมือใหม่ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยจาก the USC Information Sciences Institute (USCISI) อาจเป็นตัวช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของคลิปปลอม deepfake ได้ โดยเครื่องมือนี้จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของใบหน้าและศีรษะ และสิ่งแปลกปลอมในไฟล์เพื่อดูว่าวีดีโอนั้นถูกปลอมขึ้นมาหรือไม่ จากงานวิจัยที่เผยแพร่โดย the Computer Vision Foundation พบว่า ระบบสามารถตรวจพบวีดีโอที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ได้แม่นยำถึง 96 เปอร์เซ็นต์ โมเดลที่ใช้ตรวจจับคลิปปลอมทั่วไปวิเคราะห์วีดีโอแบบเฟรมต่อเฟรมเพื่อหาจุดที่มีการดัดแปลง แต่เทคนิคใหม่ที่สร้างโดยทีมนักวิจัย USC ใช้เวลาและการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ที่น้อยกว่านั้น โดยระบบจะรีวิวดูวีดีโอทั้งหมดครั้งเดียว ซึ่งทำให้ระบบประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น จากนั้นจึงนำเฟรมวีดีโอวางซ้อนกันและตรวจหาความไม่สอดคล้องกันจากการขยับของคนในคลิป ซึ่งอาจจะเป็นการขยับเปลือกตาเล็กน้อยหรือการเคลื่อนไหวท่าทางแปลกๆ ที่นักวิจัยเรียกว่า “softbiometric signature (สัญลักษณ์ทางข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล)” ทีมนักวิจัยใช้ชุดข้อมูลวีดีโอที่ผ่านการดัดแปลงมาประมาณ 1,000 คลิป ในการฝึกเครื่องมือนี้ ทำให้ระบบค่อนข้างชำนาญในการระบุคลิปปลอมของนักการเมืองหรือเหล่าผู้มีชื่อเสียง นี่จึงอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2563 การหยุดการแพร่ระบาดข้อมูลเท็จจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง —————————————————- ที่มา : ADPT News / JUNE 22, 2019 Link : https://www.adpt.news/2019/06/22/new-tool-detects-deepfakes-with-96-percent-accuracy/

สงครามไซเบอร์มาแล้ว กองทัพสหรัฐเตรียมโจมตีระบบเครือข่ายส่งไฟฟ้ารัสเซีย

หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานข่าววงในว่ารัฐบาลสหรัฐ เตรียมโจมตีระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐบาลรัสเซีย เพื่อตอบโต้การแทรกแซงการเลือกตั้งของหน่วยข่าวกรองรัสเซียตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเพิ่งยกระดับกองบัญชาการไซเบอร์ (US Cyber Command) เป็นกองบัญชาการรบเต็มขั้น เมื่อปี 2018 และมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการปฏิบัติการทางไซเบอร์ ตามข่าวบอกว่า US Cyber Command ได้แทรกซึมเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบโครงข่ายไฟฟ้า (กริด) ของรัสเซียแล้ว แต่ก็ไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าเข้าได้มากแค่ไหน และยังไม่มีรายงานว่าสหรัฐเคยเข้าไปปิดระบบไฟฟ้าของรัสเซีย ที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐมักเล่นบทบาทในเชิงป้องกัน มากกว่าโจมตี แต่ช่วงหลังก็มีเสียงเรียกร้องให้สหรัฐมีท่าทีเชิงรุกมากขึ้น John R. Bolton ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Advisor) ของประธานาธิบดี Donald Trump เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถแสดงให้รัสเซียหรือประเทศใดๆ ก็ตามเห็นว่า หากเข้ามาปฏิบัติการไซเบอร์ต่อสหรัฐ ก็ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องจ่ายออกไป ——————————————————————– ที่มา : Blognone / 16 June 2019 Link : https://www.blognone.com/node/110367

‘ไบโอเมทริก’ ยุค2019 ยิ่งง่าย ยิ่งต้องใส่ใจ

ทุกวันนี้ “ไบโอเมทริก” Biometrics กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและเป็น “กุญแจสามัญ” แห่งยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว สนามบินในสหรัฐ อังกฤษ สเปน และจีน เริ่มนำร่องใช้ระบบสแกนใบหน้าแทนที่ตั๋วเครื่องบิน ขณะที่ฮุนไดเปิดตัวรถรุ่นปี 2019 ที่ใช้ลายนิ้วมือแทนที่กุญแจ ไม่ว่านักวิจัยห้องแล็บ พนักงานโรงงาน หรือคนทำงานฟรีแลนซ์ แทบทุกคนล้วนคุ้นเคยกับการเก็บข้อมูลทางชีวภาพกันมาแล้วทั้งสิ้น ทว่า จากการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้นในวันนี้ก็เริ่มมีการพบ “ช่องโหว่” ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนทำทุกอย่างผ่านอินเตอร์เน็ต โฆษณาตัวใหม่ล่าสุดของ Apple ซึ่งเลือกย้ำจุดเด่นด้านความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยมากกว่าเน้นการขายกล้องหรือเทคโนโลยีใหม่นั้นก็สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า Privacy เป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรให้ความสำคัญมากแค่ไหน เป็นเรื่องสำคัญ แต่วันนี้เราแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญกับความสะดวกสบายกันแบบง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมามากนัก ผู้ใช้ส่วนใหญ่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวรวมถึงข้อมูล Biometrics โดยไม่ได้คำนึงหรือตั้งคำถามเลยว่าข้อมูลลายนิ้วมือ ม่านตา หรือใบหน้าของเราที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เหมือนรหัสพาสเวิร์ดนั้น ถูกจัดเก็บอย่างไร และปลอดภัยจากการถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมายหรือไม่” นายอเล็กซ์ ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายขายภาคพื้นอาเซียนกลุ่ม Physical Access Control Solutions บริษัท HID Global กล่าวระหว่างงานเปิดตัวเครื่องอ่านลายนิ้วมือใหม่ iCLASS SE RB25F ที่เพิ่งคว้ารางวัลจากงานเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนจาก The Security Industry…

ระวังชาร์จ USB ฟรีในสนามบิน เสี่ยงโดนขโมยข้อมูล

คิดให้ดีเวลาจะใช้จุดชาร์จ USB ในสถานที่สาธารณะอย่างสนามบิน ล่าสุดนักวิจัยด้านความปลอดภัยออกมาเตือนว่ามีความเสี่ยงที่จะโดน ‘juice jacking’ Juice jacking คือการที่เหล่าแฮกเกอร์ตั้งใจดัดแปลงช่องเสียบ USB เพื่อทำการติดตั้งมัลแวร์ลงในมือถือหรือเพื่อดูดข้อมูลที่ต้องการออกมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอีเมล์, ข้อความ, รูปถ่ายหรือรายชื่อติดต่อ เป็นต้น ซึ่งทาง Caleb Barlow รองประธาน X-Force Threat Intelligence ของ IBM Security ให้สัมภาษณ์ว่า  ‘คุณไม่รู้หรอกว่ามันดป็นยังไง แต่จงจำไว้ว่าพอร์ต USB สามารถส่งต่อข้อมูลได้’ แม้ในทางทฤษฏีนั้นทำได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีรายงานเกี่ยวกับเคสขโมยข้อมูลในสนามบินออกมามากนัก แต่ทางผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้เราระวังตัว ด้วยการนำอแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงก์ไปชาร์จเองจะปลอดภัยกว่า การใช้ที่ชาร์จสาธารณะ อีกวิธีนึงก็คือ การใช้  ‘USB condom,’ หรือฮาร์ดแวร์ dongle ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ดูดข้อมูลจากพอร์ต USB ของเรา ซึ่งเราจะเสียบระหว่างตัวเครื่องและสายชาร์จ ซึ่งภายในจะมีชิปชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายจากเรื่องเหล่านี้ ——————————————————– ที่มา : DailyGizmo / May 28, 2019 Link…