ญี่ปุ่นปิดเมืองล่าคนร้ายแทงตำรวจเจ็บสาหัสที่โอซากา

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวคนร้ายซึ่งใช้มีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขโมยปืนประจำกายไป สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน และท้าทายการรักษาความปลอดภัยก่อนหน้าการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G20 นายยูจิโร อีโมริ ถูกจับกุมตัวได้หลังจากใช้มีดแทงตำรวจพร้อมขโมยปืนของเจ้าหน้าที่ นายยูจิโร อีโมริ วัย33 ปี ถูกจับกุมตัวได้หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังไล่ล่านานกว่า 24 ชั่วโมง โดยเมื่อเวลาราว 05.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน เขาได้ใช้มีดจ้วงแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซูซูโนซูเกะ โคเซะ วัย 26 ปี ที่ด้านหน้าป้อมตำรวจเซ็นริยามะ ในเมืองซูอิตะ จังหวัดโอซากา เจ้าหน้าที่ตำรวจโคเซะมีบาดแผลถูกแทงหลายแผล ขณะที่ถูกพบร่างยังมีมีดทำครัวปักอยู่ที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา และขณะนี้ยังมีอากาศสาหัส ไม่ได้สติคนร้ายยังได้ขโมยอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ไปด้วย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างขวัญผวา เก็บตัวอยู่ภายในบ้านพร้อมล็อคประตูตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ร้านค้า ห้องสมุดต่างปิดทำการ ตลาดนัดและกิจกรรมต่างๆ ถูกยกเลิก เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายจากคนร้ายที่มีอาวุธปืน ตำรวจได้ออกหมายจับทั่วประเทศ และระดมกำลังไล่ล่าคนร้าย จนสามารถจับกุมตัวได้ในเช้าวันนี้เวลาราว 06.30 น. ที่ริมถนนในเมืองมิโน โดยปืนที่ขโมยไปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงอยู่กับตัวคนร้าย แต่พบว่ากระสุนหายไป 1 นัด เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสของคนร้ายหลังจากเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดไปทั่วประเทศ พ่อของนายยูจิโร อีโมริ ระบุว่า ลูกชายพักอยู่ที่กรุงโตเกียว…

กบฎฮูตียิงจรวดมิสไซล์เล็งตรงเข้าโจมตี “สนามบินซาอุ” สนามบินเสียหาย มีคนเจ็บนับสิบจากหลายชาติ

รอยเตอร์/เอเจนซีส์ –  กองกำลังพันธมิตรอาหรับภายใต้การนำของริยาดแถลงในวันพุธ(12 มิ.ย) ว่า ทางกองกำลังจะทำการตอบโต้อย่างสาสมต่อจรวดมิสไซล์ที่ยิงเข้ามาจากกบฎฮูตีของเยเมน การโจมตีเกิดขึ้นที่สนามบินอับฮา (Abha airport) สร้างความเสียหายแก่สนามบิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 26 รายซึ่งมีรายงานว่าเป็นคนมาจากหลายเชื้อชาติ รอยเตอร์รายงานวันนี้ (12 มิ.ย) ว่า ในแถลงการณ์ที่ออกมาจากกองกำลังพันธมิตรชาติอาหรับภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า ในช่วงเช้าวันพุธ (12) เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงการสนับสนุนของเตหะรานในสิ่งที่เรียกว่า “เป็นการก่อการร้ายข้ามพรมแดน แถลงการณ์ที่ออกมายังระบุว่า มิสไซล์ของกบฎฮูตีจากเยเมนยิงเข้าไปยังตึกผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานอับฮา (Abha airport) ทางใต้ของซาอุฯ ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่สนามบิน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 26 ราย โดยสถานีข่าวมาซิราทีวี (Masirah TV) ของกบฎฮูตีรายงานก่อนนั้นว่า กองกำลังฮูติได้ยิงขีปนาวุธล็อกเป้าโจมตีสนามบินแห่งนี้ ซึ่งตั้งห่างจากทางเหนือของพรมแดนเยเมนไปราว 200 กิโลเมตร โดยสนามบินแห่งนี้ถูกใช้สำหรับการเดินทางในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค อัลญะซีเราะฮ์ สื่อกาตาร์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 26 คนล้วนเป็นพลเรือนทั้งสิ้น  โดยอ้างอิงจากแถลงการณ์ของกองกำลังพันธมิตรอาหรับชี้ว่า เหยื่อเหล่านี้มาจากหลายชาติและมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ในนั้น  โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว และในเวลานี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ขีปนาวุธ 1 ลูกของกบฎฮูตีที่ยิงเข้ามานั้นเป็นประเภทไหน  แต่ทางกองกำลังพันธมิตรชี้ว่า การโจมตีครั้งนี้แสดงชัดว่า กลุ่มกบฎได้รับอาวุธล้ำหน้าจากอิราน…

ระวังชาร์จ USB ฟรีในสนามบิน เสี่ยงโดนขโมยข้อมูล

คิดให้ดีเวลาจะใช้จุดชาร์จ USB ในสถานที่สาธารณะอย่างสนามบิน ล่าสุดนักวิจัยด้านความปลอดภัยออกมาเตือนว่ามีความเสี่ยงที่จะโดน ‘juice jacking’ Juice jacking คือการที่เหล่าแฮกเกอร์ตั้งใจดัดแปลงช่องเสียบ USB เพื่อทำการติดตั้งมัลแวร์ลงในมือถือหรือเพื่อดูดข้อมูลที่ต้องการออกมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอีเมล์, ข้อความ, รูปถ่ายหรือรายชื่อติดต่อ เป็นต้น ซึ่งทาง Caleb Barlow รองประธาน X-Force Threat Intelligence ของ IBM Security ให้สัมภาษณ์ว่า  ‘คุณไม่รู้หรอกว่ามันดป็นยังไง แต่จงจำไว้ว่าพอร์ต USB สามารถส่งต่อข้อมูลได้’ แม้ในทางทฤษฏีนั้นทำได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีรายงานเกี่ยวกับเคสขโมยข้อมูลในสนามบินออกมามากนัก แต่ทางผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้เราระวังตัว ด้วยการนำอแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงก์ไปชาร์จเองจะปลอดภัยกว่า การใช้ที่ชาร์จสาธารณะ อีกวิธีนึงก็คือ การใช้  ‘USB condom,’ หรือฮาร์ดแวร์ dongle ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ดูดข้อมูลจากพอร์ต USB ของเรา ซึ่งเราจะเสียบระหว่างตัวเครื่องและสายชาร์จ ซึ่งภายในจะมีชิปชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายจากเรื่องเหล่านี้ ——————————————————– ที่มา : DailyGizmo / May 28, 2019 Link…

เผยกลโกงแก๊งค์ “สแกมเมอร์ลักพาตัว” ภัยเงียบใหม่ในสหรัฐฯ

Robocalls The Never Ending Battle ระหว่างที่สหรัฐฯ หาทางรับมือกับโรโบคอล หรือ การโทรศัพท์ที่สุ่มเลขหมายโดยคอมพิวเตอร์ หรือเหล่าสแกมเมอร์ลวงเงินจากผู้คนมากมายหลายรูปแบบ ล่าสุด มีการเปิดโปงขบวนการ Virtual Kidnapping เหล่าสแกมเมอร์ที่จัดฉากลักพาตัวปลอมผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ตอนนี้หลายพื้นที่ในอเมริกา ต้องรับมือกับกลโกงทางโทรศัพท์รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าขบวนการ Virtual Kidnapping ที่เหล่ามิจฉาชีพปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ เพื่อหลอกให้เหยื่อที่อยู่ปลายสายซึ่งเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจว่าบุตรหลานหรือบุคคลอันเป็นที่รักกำลังตกอยู่ในอันตรายจากแก๊งค์ลักพาตัว และด้วยเวลาอันจำกัดในการสนทนา ทำให้เหยื่อไม่มีทางเลือกใดนอกจากโอนเงินให้มิจฉาชีพเหล่านี้ไป ก่อนที่จะพบว่าเหตุระทึกขวัญดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ แมทธิว ฮอร์ตัน หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมระหว่างประเทศของ FBI ที่ติดตามคดี Virtual Kidnapping ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า Virtual Kidnapping เกิดขึ้นเมื่อช่วง 2-3 ปีมานี้และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่หาเงินได้เร็วและง่าย แต่ยากต่อการติดตามโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฏหมาย ขบวนการ Virtual Kidnapping จะใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น Skype ปลอมแปลงเลขหมายต้นทางให้เป็นเบอร์โทรศัพท์ของบุคคลใกล้ชิดของเหยื่อ และสุ่มโทรหาเป้าหมายผ่านการค้นหาข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหลอกเงินจากเหยื่อด้วยวิธีการหลากหลาย อย่างการลักพาตัว ที่เหยื่อบางรายให้การว่าได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็ก จึงคิดว่าเป็นลูกหลานของตน หรือสร้างเรื่องให้โอนเงินประกันตัวบุตรหลานของเหยื่อ…

ความสำคัญ กม.ไซเบอร์-ข้อมูลบุคคลฯ ที่รัฐบาลต้องใส่ใจ

ปริญญา หอมเอนก ผุ้บริหาร เอซิส โปรเฟสชันนิล เซ็นเตอร์ จำกัด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชากรโลกมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการสื่อสารของมนุษย์ จากการใช้จดหมายหรือโทรศัพท์ตามบ้าน มาเป็นการติดต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสมาร์ทโฟนซึ่งเปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33ของมนุษย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น จึงเกิดลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันที่เรียกว่า “Digital Life Style”  ที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องมีทักษะในการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และแบบพกพาให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยทักษะดังกล่าวถูกกล่าวอยู่เป็นประจำในโลกไซเบอร์ว่า “Digital Literacy” เมื่อโลกเปลี่ยนจากยุค “Information Edge” ไปสู่ยุค “Cyber Edge” และ “AI Edge” ตามลำดับ ทำให้รัฐบาลในแต่ละประเทศทั่วโลกต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) จึงจำเป็นที่จะต้องตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกเอาเปรียบหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวได้จากทั้งในและนอกประเทศ เมื่อโลกแคบลงจึงไม่มีขอบเขตชัดเจนเหมือนชายแดนประเทศทางกายภาพ หากแต่กลายเป็นโลกไซเบอร์ที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน จากเหตุผลดังกล่าว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการตรากฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เรียกกันว่า “ชุดกฎหมายดิจิทัล” เพิ่มขึ้นอีก 2 ฉบับ โดยจากเดิมเรามีกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์มาพิสูจน์ในชั้นศาลได้ ไม่ต่างจากการทำธุรกรรมในแบบเดิมและเรามีกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงโทษแฮกเกอร์หรืออาชญากรทางไซเบอร์ที่เข้ามาละเมิดโจมตีระบบขององค์กรและบุคคลทั่วไป หากแต่กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะที่ว่าต้องมีการกระทำผิดเสียก่อน จึงมีการกล่าวหาเอาผิดผู้กระทำผิดเหล่านั้น หากแต่ยังมีกฎหมายในบางข้อที่มีลักษณะที่องค์กรต้องปฏิบัติก่อนเหตุเกิด โดยถือเป็นวินัยขององค์กรและผู้ให้บริการ เช่น…

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

U.S. Customs and Border Protection supervisor Erik Gordon, left, helps a passenger navigate one of the new facial recognition kiosks at a United Airlines gate before boarding a flight to Tokyo, Wednesday, July 12, 2017, at George Bush Intercontinental Air ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic…