เพิ่มข้อหา ‘ก่อการร้าย’ มือปืนกราดยิงมัสยิดไค

ผู้ต้องหาคดีกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 51 ราย ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย เดิมทีผู้ก่อเหตุ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 51 คดี และข้อหาพยายามฆ่าอีก 40 คดี อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ทางนิวซีแลนด์เรียกร้องไม่ให้เอ่ยชื่อถึงชื่อผู้ก่อเหตุเนื่องจากไม่ต้องการให้เขาได้รับความสนใจจากสังคม “ข้อหานี้จะสื่อเป็นนัยว่าเกิดการก่อการร้ายขึ้นในไครสต์เชิร์ช” กรมตำรวจนิวซีแลนด์ ระบุในแถลงการณ์ จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีประเทศนิวซีแลนด์ ได้ชี้มาก่อนแล้วว่าเหตุกราดยิงมัสยิดนั้น เป็นการก่อการร้ายซึ่งมีการวางแผนมาอย่างดี อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติปราบปรามการก่อการร้ายในนิวซีแลนด์ เพิ่งบังคับใช้เมื่อปี 2002 และยังไม่เคยมีการใช้งานในศาลมาก่อน ทางตำรวจชี้ว่าการตัดสินใจตั้งข้อหาก่อการร้ายนั้น กระทำภายหลังการหารือกับบรรดาอัยการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของรัฐบาลแล้ว ขณะนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าว ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นผู้นิยมแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่ กำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำความมั่นคงสูง และอยู่ระหว่างการทดสอบว่ามีสภาวะทางจิตเหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีในศาลหรือไม่ โดยกำหนดการขึ้นให้การครั้งต่อไปของเขาคือวันที่ 14 มิถุนายนปีนี้ ทางตำรวจนิวซีแลนด์ยังชี้แจงอีกว่า ได้เข้าพบผู้รอดชีวิตและครอบครัวของเหยื่อ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่ออธิบายถึงข้อห้างที่มีการตั้งเพิ่มเติมแล้ว “ตำรวจมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยที่จำเป็นในทุกๆ ด้าน สำหรับการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งจะทั้งท้าทายและสะเทือนอารมณ์ต่อครอบครัวของเหยื่อและผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิง” ทางกรมตำรวจระบุ อย่างไรก็ตาม ไฮเวล กริฟฟิธ ผู้สื่อข่าวบีบีซีในซิดนีย์ ชี้ว่ามีข้อถกเถียงกันในนิวซีแลนด์ถึงข้อดีข้อเสียของการพิจารณาคดีนี้ด้วยพ.ร.บ. การก่อการร้าย…

ชาวสวิสเห็นชอบเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืนตามกฎอียู

ประชาชนในสวิตเซอร์แลนด์มากกว่า 63% เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ตามแนวทางของสหภาพยุโรป ในการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ว่าสวิตเซอร์แลนด์จัดการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดให้กับกฎหมายอาวุธปืนในประเทศตามแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งผลปรากฏว่า 63.7% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 1.5 ล้านคน สนับสนุนให้รัฐบาลกลางปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ คะแนนเสียงสนับสนุนครองเสียงข้างมากใน 25 จาก 26 รัฐ ยกเว้นรัฐตีชีโนที่อยู่ทางใต้สุดและประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอิตาเลียนแต่ไม่ว่าอย่างไรการที่เสียงข้างมากเดิน 2 ใน 3 ของจำนวนรัฐทั้งหมดในประเทศ ถือว่าผลการลงประชามติครั้งนี้ “สมบูรณ์” แม้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู แต่การที่สหภาพยกเครื่องกฎหมายอาวุธปืนครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากเหตุก่อการร้ายหลายระลอกทั่วยุโรปในช่วงนั้น ส่งผลให้สวิตเซอร์แลนด์จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงระดับทวิภาคีอีกหลายฉบับในอนาคต อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนสวิส (เอสวีพี) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาขนาดใหญ่ในประเทศ คัดค้านการลงประชามติในเรื่องนี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่าการรับรองเท่ากับว่าสวิตเซอร์แลนด์ยอมรับ “การครอบงำ” ของอียู ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่รัฐบาลเตือนว่าหากผลประชามติกลับกลายเป็นว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ สวิตเซอร์แลนด์อาจต้องพ้นจากการเป็นภาคีในความตกลงเชงเก้น ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน และ 48%…

เด็กชายวัย 13 ปี ฉายา “นินจาไซเบอร์” เผยวิธีแฮกโดรนสุดง่ายดาย

รูเบน พอล (Reuben Paul) เด็กชายอายุ 13 ปี ได้สาธิตการแฮกโดรนที่การประชุมความมั่นคงทางไซเบอร์ระดับโลก ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสามารถถูกแฮกได้ง่ายดายแค่ไหน เด็กน้อยผู้มีความสนใจในเรื่องของการแฮกข้อมูลต่างๆ นี้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “นินจาไซเบอร์” รูเบนเล่าว่า เขาเริ่มฝึกแฮกคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ซึ่งเป็นตอนที่เขาเริ่มให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี และเริ่มต้นค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับการแฮกเป็นครั้งแรก การสาธิตวิธีแฮกโดรนในครั้งนี้จัดขึ้นโดย Kaspersky Lab ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งรูเบนแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า การแฮกโดรนที่อยู่ในระยะไกลนั้น เป็นไปอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ เด็กชายวัย 13 ปีผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า การแฮกโดรนนี้ทำโดยการสแกนหาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบริเวณนั้น จากนั้นสแกนหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของโดรน แล้วตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนและอุปกรณ์ดังกล่าวโดยการส่งแพ็คเกจที่เรียกว่า DIOS (‘dump-in-one-shot’) หลังจากนั้นเขาก็ทำการเชื่อมต่อกับโดรน จนสามารถเข้าควบคุมโดรนได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบังคับให้บินไในทิศทางที่ต้องการ บันทึกวิดีโอได้ และยังสามารถนำข้อมูลทุกชนิดกลับมาได้อีกด้วย เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน รถยนต์ไร้คนขับ อุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย รวมถึงโดรนต่างๆ ด้วย เมเฮอร์ ยามูท (Maher Yamout) นักวิจัยด้านความมั่งคงปลอดภัยของ Kaspersky…

ระวังภัย พบการโจมตีลบฐานข้อมูล MongoDB เพื่อเรียกค่าไถ่ ในไทยโดนแล้วกว่า 70 เครื่อง

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยแจ้งเตือนการโจมตีระบบฐานข้อมูล MongoDB ที่ไม่ได้มีกระบวนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีพอ โดยผู้ประสงค์ร้ายสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน MongoDB ที่เปิดให้บุคคลภายนอกสามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน จากนั้นลบฐานข้อมูลดังกล่าวพร้อมทิ้งข้อความไว้ว่าหากต้องการ restore ฐานข้อมูลกลับคืนให้ติดต่อไปที่อีเมล [email protected] หรือ [email protected] จุดประสงค์คาดว่าผู้ประสงค์ร้ายน่าจะสำรองฐานข้อมูลไว้ก่อนที่จะลบแล้วต้องการเรียกค่าไถ่โดยราคาที่เหยื่อต้องจ่ายนั้นอาจขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูลที่ถูกลบไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันช่องทางการจ่ายเงินและไม่สามารถรับรองได้ว่าหากจ่ายเงินแล้วจะได้ฐานข้อมูลกลับคืน จากรายงานพบเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกกว่า 12,000 เครื่องตกเป็นเหยื่อการโจมตีในครั้งนี้ โดยในประเทศไทยมีอย่างน้อย 74 เครื่องที่ถูกโจมตีสำเร็จแล้ว ทางไทยเซิร์ตอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทางผู้พัฒนา MongoDB ได้มีข้อแนะนำในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบฐานข้อมูล เช่น การตั้งค่าระบบยืนยันตัวตน หรือการปิดไม่ให้เข้าถึงฐานข้อมูลได้จากระยะไกล ซึ่งผู้ที่ใช้งานระบบฐานข้อมูล MongoDB ควรศึกษาและตั้งค่าตามคำแนะนำจาก https://docs.mongodb.com/manual/security/ ———————————————– ที่มา : ThaiCERT / 20 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.thaicert.or.th/newsbite/2019-05-20-01.html?fbclid=IwAR3ySi4zDXqxu74jfzPjHbPLhAMwva1PvY4CqLcksruee2ZWU3r6fgw0Apk

‘จีน’ยื่นมือช่วยเหลือ’ศรีลังกา’ ชาติเอเชียใต้รายที่ 2 ซึ่งร่วมใน’เส้นทางสายไหมใหม่’ ที่เพิ่งถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน (ขวา) ต้อนรับประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร (14 พ.ค.) China extends helping hand to Sri Lanka By M.K. Bhadrakumar 16/05/2019 ประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา เลือกที่จะเดินทางเยือนจีน ขณะสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศของเขายังดูน่าห่วง ภายหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ไม่ค่อยรู้จักกันมาก่อน ก่อเหตุโจมตีวันอีสเตอร์ซึ่งสังหารผู้คนไปกว่า 250 คน ทำให้ศรีลังกากลายเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียใต้ถัดจากปากีสถาน ซึ่งกำลังเข้าร่วมในโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน และประสบกับการโจมตีเช่นนี้  การเดินทางไปจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ของประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา (Maithripala Sirisena) แห่งศรีลังกา คือการตอกย้ำให้เห็นว่า พัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศเกาะแห่งนี้ ไม่สามารถที่จะแยกขาดออกจากภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียใต้ได้ การออกเยือนต่างประเทศของสิริเสนาครั้งนี้บังเกิดขึ้นเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หลังจากเหตุการณ์โจมตีอย่างนองเลือดของผู้ก่อการร้ายในวันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ซึ่งสังหารผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่า 250…

ระทึก!โทรศัพท์ลึกลับขู่บึ้มทำเนียบปธน.อาร์เจนฯ หลังชายนิรนามพยามซุกปืนเข้าไปภายใน

รอยเตอร์ – ทหารอาร์เจนตินาต้องเข้าจัดการกับเหตุการณ์ขู่ระเบิดทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงบัวโนสไอเอสในันจันทร์ (13พ.ค.) ไม่กี่ชั่วโมงหลังชายคนหนึ่งถูกจับกุมฐานพยายามซุกอาวุธปืนเข้าไปในอาคาร  เจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์เอ่ยนามประจำสำนักงานประชาสัมพันธ์ของทำเนียบประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เปิดเผยว่าเหตุการณ์นี้เป็นการขู่ทางโทรศัพท์ โดยเสียงในสายนั้นบ่งชี้ว่ามีแผนซุกระเบิดไว้ภายในรถยนต์ กองทัพได้ดำเนินการตามระเบียบการด้านความมั่นคงสำหรับรับมือกับภัยคุกคามลักษณะดังกล่าว และได้ส่งคณะทำงานไปยังคาซา โรซาดา ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดีและที่ทำการรัฐบาลแห่งชาติ อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วไม่พบรถยนต์ซุกซ่อนระเบิดและก็ไม่จำเป็นต้องอพยพผู้คนใด ๆ  รอยเตอร์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าประธานาธิบดีเมาริซิโอ มาครี อยู่ในคาซา โรซาดา ในตอนที่มีโทรศัพท์ลึกลับเข้ามาข่มขู่หรือไม่ แต่ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ระบุว่าเขาได้พบปะกันนักธุรกิจชายรายหนึ่งที่ทำเนียบประธานาธิบดีในเช้าวันเดียวกัน การขู่ระเบิดนี้มีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนพยายามเข้าไปในทำเนียบปะธานาธิบดี และอ้างว่าจำเป็นต้องพบกับ มาครี ตามคำแถลงอีกอันของทำเนียบประธานาธิบดี ขณะที่เมืองแห่งนี้เคยถูกขู่ระเบิดหลอกๆมาแล้วหลายครั้ง ในนั้นรวมถึงก่อนหน้าการประชุมจี 20 เมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระบุว่า อาเรียล มูนิซ วัย 36 ปี พยายามเข้าไปในอาคารพร้อมด้วยปืนพกลูกโม่ แม็กนัม เทารัส .44 ซุกอยู่กระเป๋าเอกสารและบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขามีนัดหมายกับประธานาธิบดีมาครี หลังจากพวกเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีกำหนดนัดหมายดังกล่าว เขาก็พยายามทิ้งปืนไว้ ทั้งนี้ในถ้อยแถลงบอกว่า มานิซ ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม มาครี ซึ่งก้าวเข้ารับตำแหน่งในปี 2015 จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยในเดือนตุลาคม ในศึกเลือกตั้งที่น่าจะเป็นการต่อสู้อย่างเข้มข้น หลังจากเขามีคะแนนนิยมลดต่ำลงในผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินเปโซอ่อนค่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งเกิดเหตุุโจมตีด้านนอกอาคารรัฐสภาของอาร์เจนตินา ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนระดับอาวุโสคนหนึ่งและผู้ช่วยของเขาเสียชีวิต…