เผยกลโกงแก๊งค์ “สแกมเมอร์ลักพาตัว” ภัยเงียบใหม่ในสหรัฐฯ

Robocalls The Never Ending Battle ระหว่างที่สหรัฐฯ หาทางรับมือกับโรโบคอล หรือ การโทรศัพท์ที่สุ่มเลขหมายโดยคอมพิวเตอร์ หรือเหล่าสแกมเมอร์ลวงเงินจากผู้คนมากมายหลายรูปแบบ ล่าสุด มีการเปิดโปงขบวนการ Virtual Kidnapping เหล่าสแกมเมอร์ที่จัดฉากลักพาตัวปลอมผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ตอนนี้หลายพื้นที่ในอเมริกา ต้องรับมือกับกลโกงทางโทรศัพท์รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าขบวนการ Virtual Kidnapping ที่เหล่ามิจฉาชีพปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ เพื่อหลอกให้เหยื่อที่อยู่ปลายสายซึ่งเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจว่าบุตรหลานหรือบุคคลอันเป็นที่รักกำลังตกอยู่ในอันตรายจากแก๊งค์ลักพาตัว และด้วยเวลาอันจำกัดในการสนทนา ทำให้เหยื่อไม่มีทางเลือกใดนอกจากโอนเงินให้มิจฉาชีพเหล่านี้ไป ก่อนที่จะพบว่าเหตุระทึกขวัญดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ แมทธิว ฮอร์ตัน หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมระหว่างประเทศของ FBI ที่ติดตามคดี Virtual Kidnapping ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า Virtual Kidnapping เกิดขึ้นเมื่อช่วง 2-3 ปีมานี้และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่หาเงินได้เร็วและง่าย แต่ยากต่อการติดตามโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฏหมาย ขบวนการ Virtual Kidnapping จะใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น Skype ปลอมแปลงเลขหมายต้นทางให้เป็นเบอร์โทรศัพท์ของบุคคลใกล้ชิดของเหยื่อ และสุ่มโทรหาเป้าหมายผ่านการค้นหาข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหลอกเงินจากเหยื่อด้วยวิธีการหลากหลาย อย่างการลักพาตัว ที่เหยื่อบางรายให้การว่าได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็ก จึงคิดว่าเป็นลูกหลานของตน หรือสร้างเรื่องให้โอนเงินประกันตัวบุตรหลานของเหยื่อ…

ความสำคัญ กม.ไซเบอร์-ข้อมูลบุคคลฯ ที่รัฐบาลต้องใส่ใจ

ปริญญา หอมเอนก ผุ้บริหาร เอซิส โปรเฟสชันนิล เซ็นเตอร์ จำกัด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชากรโลกมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการสื่อสารของมนุษย์ จากการใช้จดหมายหรือโทรศัพท์ตามบ้าน มาเป็นการติดต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสมาร์ทโฟนซึ่งเปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33ของมนุษย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น จึงเกิดลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันที่เรียกว่า “Digital Life Style”  ที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องมีทักษะในการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และแบบพกพาให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยทักษะดังกล่าวถูกกล่าวอยู่เป็นประจำในโลกไซเบอร์ว่า “Digital Literacy” เมื่อโลกเปลี่ยนจากยุค “Information Edge” ไปสู่ยุค “Cyber Edge” และ “AI Edge” ตามลำดับ ทำให้รัฐบาลในแต่ละประเทศทั่วโลกต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) จึงจำเป็นที่จะต้องตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกเอาเปรียบหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวได้จากทั้งในและนอกประเทศ เมื่อโลกแคบลงจึงไม่มีขอบเขตชัดเจนเหมือนชายแดนประเทศทางกายภาพ หากแต่กลายเป็นโลกไซเบอร์ที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน จากเหตุผลดังกล่าว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการตรากฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เรียกกันว่า “ชุดกฎหมายดิจิทัล” เพิ่มขึ้นอีก 2 ฉบับ โดยจากเดิมเรามีกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์มาพิสูจน์ในชั้นศาลได้ ไม่ต่างจากการทำธุรกรรมในแบบเดิมและเรามีกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงโทษแฮกเกอร์หรืออาชญากรทางไซเบอร์ที่เข้ามาละเมิดโจมตีระบบขององค์กรและบุคคลทั่วไป หากแต่กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะที่ว่าต้องมีการกระทำผิดเสียก่อน จึงมีการกล่าวหาเอาผิดผู้กระทำผิดเหล่านั้น หากแต่ยังมีกฎหมายในบางข้อที่มีลักษณะที่องค์กรต้องปฏิบัติก่อนเหตุเกิด โดยถือเป็นวินัยขององค์กรและผู้ให้บริการ เช่น…

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

U.S. Customs and Border Protection supervisor Erik Gordon, left, helps a passenger navigate one of the new facial recognition kiosks at a United Airlines gate before boarding a flight to Tokyo, Wednesday, July 12, 2017, at George Bush Intercontinental Air ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic…

รมต.ดิจิทัลไต้หวันพูดถึงวิธีการแก้ปัญหา ‘ข่าวปลอม’ แบบไม่ต้องเซนเซอร์

ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ที่มาภาพ: Audrey Tang (CC BY 2.0) 25 พ.ค. 2562 หนึ่งในประเด็นสำคัญของเรื่องข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยปัจจุบันคือเรื่องของ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) แต่ทว่ามีรัฐบาลหลายแห่งในโลกที่อ้างเรื่องนี้มาใช้ในการเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ออเดรย์ ถัง หญิงข้ามเพศที่เป็นรัฐมนตรีลอยดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวันก็พูดถึงวิธีการจัดการรับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยที่ไม่ใช้วิธีการเซนเซอร์หรือปิดกั้น พวกเขาใช้วิธีการอย่างไร ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีลอยที่ดูแลด้านกิจการดิจิทัลในไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ต่อองค์กรคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) เกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการกับ ‘ข่าวปลอม’ (Fake News) หรือ ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) โดยที่ถึงแม้ว่ารัฐบาลในเอเชียบางประเทศจะอ้างใช้เรื่องนี้มาเซนเซอร์สื่อ แต่ในไต้หวันพวกเขาก็มีวิธีจัดการในแบบที่ต่างออกไป ถังกล่าวว่าตามกฎหมายของไต้หวันแล้วจะไม่มีการเรียกสิ่งที่เกี่ยวกับข้อมูลเท็จว่าเป็น ‘ข่าวปลอม’ ดังนั้นในการให้สัมภาษณ์เธอจะขอเรียกตามนิยามว่าเป็น ‘การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ’ (disinformation) ซึ่งสำหรับกฎหมายในไต้หวันหมายถึงการที่จงใจเผยแพร่ความเท็จในแบบที่ส่งผลเสียต่อประชาชนและต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวกับการส่งผลเสียต่อคณะรัฐมนตรี CPJ ระบุถึงความเป็นมาทางการเมืองยุคสมัยใหม่ของไต้หวัน โดยระบุว่าไต้หวันเพิ่งจะยกเลิกกฎอัยการศึกไปเมื่อปี 2530 และะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในปี 2539 ถึงแม้ว่าไต้หวันจะพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนมากขึ้นในขณะที่จีนพยายามอ้างสิทธิไต้หวันเป็นอาณาเขตของตัวเอง ประชาธิปไตยก็ทำให้ไต้หวันแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในด้านระบอบการเมือง ในไต้หวันผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเริ่มสนับสนุนพรรคก็กมินตั๋ง (KMT) น้อยลง…

ระวังภัย พบการโจมตีลบฐานข้อมูล MongoDB เพื่อเรียกค่าไถ่ ในไทยโดนแล้วกว่า 70 เครื่อง

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยแจ้งเตือนการโจมตีระบบฐานข้อมูล MongoDB ที่ไม่ได้มีกระบวนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีพอ โดยผู้ประสงค์ร้ายสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน MongoDB ที่เปิดให้บุคคลภายนอกสามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน จากนั้นลบฐานข้อมูลดังกล่าวพร้อมทิ้งข้อความไว้ว่าหากต้องการ restore ฐานข้อมูลกลับคืนให้ติดต่อไปที่อีเมล [email protected] หรือ [email protected] จุดประสงค์คาดว่าผู้ประสงค์ร้ายน่าจะสำรองฐานข้อมูลไว้ก่อนที่จะลบแล้วต้องการเรียกค่าไถ่โดยราคาที่เหยื่อต้องจ่ายนั้นอาจขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูลที่ถูกลบไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันช่องทางการจ่ายเงินและไม่สามารถรับรองได้ว่าหากจ่ายเงินแล้วจะได้ฐานข้อมูลกลับคืน จากรายงานพบเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกกว่า 12,000 เครื่องตกเป็นเหยื่อการโจมตีในครั้งนี้ โดยในประเทศไทยมีอย่างน้อย 74 เครื่องที่ถูกโจมตีสำเร็จแล้ว ทางไทยเซิร์ตอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทางผู้พัฒนา MongoDB ได้มีข้อแนะนำในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบฐานข้อมูล เช่น การตั้งค่าระบบยืนยันตัวตน หรือการปิดไม่ให้เข้าถึงฐานข้อมูลได้จากระยะไกล ซึ่งผู้ที่ใช้งานระบบฐานข้อมูล MongoDB ควรศึกษาและตั้งค่าตามคำแนะนำจาก https://docs.mongodb.com/manual/security/ ———————————————– ที่มา : ThaiCERT / 20 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.thaicert.or.th/newsbite/2019-05-20-01.html?fbclid=IwAR3ySi4zDXqxu74jfzPjHbPLhAMwva1PvY4CqLcksruee2ZWU3r6fgw0Apk

ข้อแนะนำด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของ Huawei

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้งานหรือประกอบธุรกิจร่วมกับบริษัทด้านอุปกรณ์สื่อสารจากประเทศจีน หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Huawei ซึ่งนอกจากการซื้อขายสินค้าแล้ว การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอัปเดตแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยของตัวอุปกรณ์ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ปัจจุบันมีข้อกังวลจากผู้ใช้อุปกรณ์ของ Huawei โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ข้อแนะนำนี้จะกล่าวถึงแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ดังกล่าว อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของ Huawei ที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยทาง Google ได้มีแถลงการณ์อย่างไม่เป็นทางการว่า อุปกรณ์ของ Huawei ในปัจจุบันจะยังสามารถใช้งาน Google Play และยังได้รับการสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่ (อ้างอิง https://twitter.com/Android/status/1130313848332988421) แต่ระยะเวลาหรือรูปแบบการสนับสนุนนั้นยังต้องติดตามรายละเอียดจากทาง Google และ Huawei อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการ Android นั้นเป็น open source ซึ่งทาง Google จะปล่อย source code ให้ผู้ผลิตสามารถนำไปไปพัฒนาต่อได้ (ตัวโครงการ open source ของ Android ชื่อ Android Open Source Project หรือ AOSP) โดยทาง…