Knuddels ข้อมูลผู้ใช้รั่วกว่า 1.8 ล้านราย สังเวย GDPR รายแรกในเยอรมนี

Credit: ShutterStock.com หลังจากถูกแฮ็กเกอร์ล้วงข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านไปกว่า 1,800,000 ราย และอีเมลอีกกว่า 808,000 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Knuddels.de แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังในเยอรมนีถูก Baden-Württemberg Data Protection Authority ปรับเป็นเงิน 760,000 บาทฐานละเมิด GDPR Knuddels.de เป็นแพลตฟอร์มแชตจีบสาวที่รู้จักกันดีในประเทศเยอรมนี ถูกแฮ็กเกอร์โจมตีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุ Data Breach และข้อมูลของผู้ใช้จากเซิร์ฟเวอร์ถูกเผยแพร่ออนไลน์ในรูปของ Clear Form บน Pastebin และ Mega (บริการเก็บข้อมูลบน Cloud) หนึ่งในผู้ดูแลระบุในขณะนั้นว่า เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทั้งหมดที่มีบัญชีบนแพลตฟอร์ม ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2018 ในขณะที่ผู้ดูแลอีกคนระบุว่า อีเมลผู้ใช้ที่หลุดออกไปได้รับการยืนยันเรียบร้อยแล้ว 330,000 ราย ส่งผลให้ทีมงานเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทันที และแจ้งผู้ใช้ให้รีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมด ที่น่าตกใจคือ มีการค้นพบภายหลังว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่มีการวางมาตรการควบคุมเพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน และจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นในรูปของ Plain Text จากเหตุ Data…

6 ภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่น่าจับตามองในปี 2019

Credit: rangizzz/ShutterStock อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ทั่วไปในองค์กรยุคดิจิทัล ส่งผลให้แฮ็กเกอร์เริ่มพุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นเพราะมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเปราะบางกว่าอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบเครือข่าย บทความนี้ได้ทำการสรุปภัยคุกคามด้าน Mobile Security ที่ทุกองค์กรควรจับตามองและเตรียมมาตรการในการรับมือทั้งหมด 6 รายการ ดังนี้ 1. การรั่วไหลของข้อมูล การรั่วไหลของข้อมูลเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงที่สุดในปี 2019 สถาบัน Ponemon คาดการณ์ว่า อุปกรณ์พกพามีโอกาส 28% ในการเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลสู่ภายนอกภายในอีก 2 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจผิดพลาดอย่างไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้แอปพลิเคชันใดมีสิทธิ์เข้าถึงและแชร์ข้อมูลของตนได้บ้าง เช่น อัปโหลดไฟล์เอกสารสำคัญขึ้น Cloud หรือเก็บข้อมูลความลับไว้ผิดที่ผิดทาง เป็นต้น 2. Social Engineering รายงานจาก FireEye ระบุว่า 91% ของอาชญากรรมไซเบอร์เริ่มต้นที่อีเมล Phishing และผู้ใช้อุปกรณ์พกพาในการเช็คอีเมลมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากกว่า เนื่องจากแอปพลิเคชันสำหรับเช็คอีเมลหลายชนิดแสดงผลเฉพาะชื่อผู้ส่งเท่านั้น ส่งผลให้สามารถปลอมชื่อเพื่อหลอกว่าเป็นอีเมลมาจากคนที่ผู้ใช้รู้จักหรือเชื่อใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจจาก IBM ที่ระบุว่า ผู้ใช้อุปกรณ์พกพามีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อของอีเมล Phishing มากกว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 3 เท่า 3. การรบกวนสัญญาณ…

เตือนโทรจันมือถือ ‘Rotexy’ ปฏิบัติการโจมตีแล้วกว่า 70,000 ครั้งใน 3 เดือน

Credit: ShutterStock.com พบมัลแวร์บนมือถือฟังก์ชันการโจมตีครบเครื่องที่เป็นได้ทั้ง Banking Trojan และ Ransomware ซึ่งมีการโจมตีเหยื่อไปแล้วกว่า 70,000 ครั้งในเวลาเพียง 3 เดือน โดยก่อนหน้านี้ปี 2014 ทีม Kaspersky ได้ศึกษาการปรากฏตัวขึ้นของมัลแวร์ดังกล่าวพบว่ามีความสามารถในหลายด้าน ช่องทางการสื่อสารมีหลายช่องทาง ฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ Rotexy คือสามารถสื่อสารได้ถึง 3 ช่องทางคือ นักวิจัยพบว่ามัลแวร์สามารถรับคำสั่งผ่านทาง Google Cloud Messaging (GCM) ได้ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ JSON แต่ Google เตรียมปิดช่องทางนี้ใน 11 เมษายน ปีหน้าทำให้ช่องทางนี้กำลังจะหมดพิษสงลง มีการรับคำสั่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ (C2 หรือ Command and control) เหมือนมัลแวร์ทั่วไปได้ สามารถรับคำสั่งเพื่อปฏิบัติการผ่านทาง SMS ของมือถือ มีรายงานจาก 2 นักวิจัยคือ Tatyana Shishkova และ Lev Pinkman ได้จัดทำเอกสารพัฒนาการของ Rotexy…

งานวิจัยชี้ บ็อทในทวิตเตอร์ แพร่ข้อมูลปลอมได้ไม่กี่วินาที เข้าถึงคนกว้างกว่า เจาะจง influencer

ภาพจาก Nature Communications นักวิจัย Indiana University เผยผลการวิจัยพบว่าบรรดาข่าวปลอมที่แชร์กันในทวิตเตอร์ช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯปี 2016 สัดส่วน 31% นั้นมาจากบ็อทในทวิตเตอร์เพียง 6 บัญชี แสดงให้รู้ว่าบ็อทสามารถเผยแพร่ข้อมูลปลอมได้เร็วมากในเวลาไม่กี่วินาที ช่วงระยะเวลาที่บ็อทใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลปลอมอยู่ที่ 2-10 วินาที Filippo Menczer ผู้ร่วมทำการวิจัยบอกเหตุผลที่บ็อทมีอิทธิพลต่อการแพร่ข่าวปลอมว่าเป็นเพราะ social bias หรือความเห็นของสังคมที่มีแนวโน้มจะไปสนใจสิ่งที่ได้รับความนิยมหรือ popular ซึ่งบ็อททำสิ่งนี้ได้ดีและเร็วกว่าคน MIT ยังเคยวิจัยเรื่องนี้ด้วยและมีความสิดคล้องกันตรงที่ ข้อมูลปลอม เดินทางได้เร็วและแพร่หลายกว่า โดยจากเรื่องราวบนทวิตเตอร์ทั้งหมด 126,000 จากผู้ใช้งาน 3 ล้านราย ตั้งแต่ปี 2007-2017 พบว่า ข้อมูลจริง ใช้เวลา 60 ชั่วโมงในการเข้าถึงผู้ใช้งาน 1,500 ราย แต่ข้อมูลปลอมใช้เวลาแค่ 10 ชั่วโมงเท่านั้น นักวิจัยที่ Indiana University ยังบอกด้วยว่า ตัวช่วยสำคัญเสริมการแพร่ข้อมูลปลอมคือบรรดา influencer บนทวิตเตอร์ที่มีคนติดตามมาก ไม่ว่าจะเป็นดารา นักการเมือง เพียงแค่พวกเขารีทวีตข้อมูลปลอมก็ช่วยให้คนอื่นเชื่อมากขึ้นไปอีก…

จีนเข้ม!สั่งปิดบัญชีโซเชียลแพร่ข่าวเท็จ-โฆษณาผิดกฎหมาย

สำนักงานควบคุมไซเบอร์ของจีนสั่งผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียปิดบัญชีที่มีการเผยแพร่ข่าวเท็จ-ลามก-โฆษณาผิดกฎหมาย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานควบคุมไซเบอร์ของจีน (CAC) ได้เรียกร้องให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำการลบบัญชีผู้ใช้งานที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายทั้งหมด หลังจากทางการจีนออกมาตรการต่อต้านกิจกรรมทางโซเชียลมีเดียที่ผิดกฎหมายในเดือนตุลาคม รายงานข่าวระบุว่า มีบัญชีผู้ใช้งานกว่า 9,800 ราย ซึ่งลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง WeChat, Weibo และแพลตฟอร์มข่าวสารอย่าง Toutiao ได้ถูกทางการจีนลงโทษ สำนักงานควบคุมไซเบอร์ของจีน ได้สั่งการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 10 ราย ซึ่งรวมถึง Baidu, Tencent และ Sina ปิดบัญชีที่มีข้อมูล ภาพ หรือข่าวเท็จเชิงลามกอนาจาร รวมทั้ง โฆษณาที่มีการเผยแพร่อย่างผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ ของ CAC กล่าวว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่ควรอนุญาตให้เจ้าของบัญชีที่ถูกลงโทษ กลับมาเปิดบัญชีใหม่เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ CACจะประสานงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลเฝ้าระวังเกี่ยวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างใกล้ชิด และจะลงโทษอย่างหนักต่อผู้ที่ละเมิดกฎระเบียบ —————————————————— ที่มา : โพสต์ทูเดย์ / วันที่ 19 พ.ย. 2561 Link : https://www.posttoday.com/world/571316

เคล็ดลับ การแฮ็กปล้นเงินจากตู้เอทีเอ็มเกือบทุกตู้ทั่วโลกภายใน 20 นาที

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของระบบธนาคารจาก Positive Technologies เผยรายงานผลการทดสอบล่าสุดว่า ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกตู้สามารถโดนแฮ็กได้ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที ไม่ว่าจะเป็นของค่าย NCR, Diebold Nixdorf, หรือ GRGBanking ที่มีใช้งานอยู่ทั่วโลก สำหรับเทคนิคการโจมตีที่ใช้ในการทดสอบนี้เป็นวิธีต่างๆ ที่มีประวัติพบการใช้โดยอาชญากรไซเบอร์ทั้งการปล้นเงินสดออกจากตู้โดยตรง และการคัดลอกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือที่เรียกว่าสกิมมิ่ง โดยพบว่ากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของตู้เอทีเอ็มที่ทดสอบนั้นตกเป็นเหยื่อการโจมตีโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะจากการเข้าถึงระบบทั้งการเสียบสายแลนเข้าตู้โดยตรง หรือการแฮ็กผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ตู้ใช้อยู่ นอกจากนี้ยังพบว่า 27 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่เปิดให้ดูดและแก้ไขข้อมูลที่สื่อสารกับธนาคารได้ รวมทั้งตู้เอทีเอ็มกว่า 58 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่ทำให้เข้าควบคุมการทำงานของตู้ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้ง 23 เปอร์เซ็นต์สามารถโดนแฮ็กผ่านการเข้าถึงจากอุปกรณ์เครือข่ายอื่นที่เชื่อมต่อกับตู้เอทีเอ็มอีกที เช่นโมเด็ม GSM หรือเราท์เตอร์ การแฮ็กระบบตู้เอทีเอ็มนี้ทำได้ตั้งแต่การสั่งปิดกลไกการรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงควบคุมการปล่อยธนบัตรออกมาจากตู้ โดยการโจมตีที่แฮ็กผ่านเครือข่ายนั้นใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที หรือถ้าต้องการให้เร็วกว่านั้น แฮ็กเกอร์ก็สามารถแฮ็กโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่ากล่องดำหรือ Black Box เพื่อเสียบเข้าเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือตัวกล่องเก็บธนบัตรเพื่อสั่งให้คายแบงค์ออกมาได้เท่าที่ต้องการภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ทางทีมวิจัยกล่าวว่า ตู้เอทีเอ็มกว่า 69 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่เปิดให้โจมตีผ่าน Black Box ได้ และน่าตกใจมากที่กว่า 19 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีระบบการป้องกันการโจมตีลักษณะนี้เลย อีกเทคนิคที่ประสบความสำเร็จคือ การพยายามออกจากโหมดการให้บริการลูกค้าปกติหรือโหมด Kiosk…