ปักกิ่งเตือนพลเมืองในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง หลังเหตุสังหาร 9 ชาวจีน

  รัฐบาลจีนเตือนพลเมืองที่อยู่ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ให้เพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิต หลังเกิดเหตุคนงานเหมืองทองชาวจีน 9 รายถูกสังหาร   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ( ซีเออาร์ ) ออกแถลงการณ์ เตือนภัยประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศแห่งนี้ หลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากเมืองหลวง คือ กรุงบังกี เนื่องจากเกิด “เหตุการณ์รุนแรง” ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ของบริษัทเหมืองต่างชาติในพื้นที่ ขณะที่ ชาวจีนซึ่งอาศัยอยู่นอกกรุงบังกีได้รับคำแนะนำ “ให้อพยพทันที”   Thread:????Nine Chinese citizens killed in an attack on a local mine.China's Embassy to the Central African Republic on Sun. reminded Chinese institutions&nationals not to travel…

จับฐานเป็นสายลับให้จีนคอมมิวนิสต์ ไต้หวันตั้งข้อหาอดีต ส.ส.และนายพลทัพเรือ

  ไต้หวันตั้งข้อหาอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 2 คน ฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ จากการจัดการประชุมระหว่างอดีตนายทหารระดับสูง กับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีน โดยการกระทำดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของจีนแผ่นดินใหญ๋ “ติดต่อและแม้แต่รับสมัคร” อดีตนายทหาร เข้าไปในเครือข่ายของจีนคอมมิวนิสต์   อัยการไต้หวันกล่าวหาว่า อดีตเจ้าหน้าที่รัฐทั้งคู่จัดเที่ยวการเดินทางฟรี 13 ครั้งไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ให้แก่อดีตเจ้าหน้าที่ 48 คนตั้งแต่ปี 2556-2561 โดยก่อนหน้านี้ ชายทั้งสองปฏิเสธว่า พวกเขาไม่ได้จัดหาสายลับให้กับจีน อย่างไรก็ดี อัยการไต้หวันกล่าวหาว่าการประชุมดังกล่าว ส่งเสริมให้เกิดการรวมชาติจีนกับไต้หวัน   เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองคน ที่ถูกกล่าวหาจากทางการไต้หวันว่าเป็นสายลับให้จีน คือ พลเรือตรี เซียฟู่เซียง และอดีต ส.ส.โลจื้อหมิง โดยทั้งคู่อาจถูกจำคุกสูงสุด 5 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง   จีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตัวเอง และให้คำมั่นว่าจีนจะยึดไต้หวัน ซึ่งเป็นเกาะที่มีอำนาจประชาธิปไตยปกครองตัวเอง กลับคืนมาเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยอาจมีการใช้กำลังหากมีความจำเป็น   ทั้งนี้ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของไต้หวัน ได้ออกมาเตือนเมื่อเดือน ต.ค. ว่า จีนกำลังดำเนินการรวมชาติในระยะเวลาที่เร็วกว่าที่มีการคาดการณ์เอาไว้มาก โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน…

สำรวจประเทศสั่งแบน “ติ๊กตอก” นิวซีแลนด์รายล่าสุด

FILE PHOTO: TikTok head office in United States   รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้บริษัทเจ้าของติ๊กตอก (TikTok) แอปพลิเคชั่นวิดีโอยอดนิยมจากจีน ให้ขายหุ้นของติ๊กตอกทิ้ง หากไม่ต้องการถูกสั่งห้ามใช้ในสหรัฐฯ ตามข้อมูลที่ทางบริษัทกล่าวกับรอยเตอร์ในสัปดาห์นี้   ท่าทีของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังมีการออกกฎหมายที่อนุญาตให้ทำเนียบขาวสามารถสั่งห้ามใช้ติ๊กตอกหรือเทคโนโลยีต่างชาติอื่น ๆ ได้ หากมีความเสี่ยงว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศ ขณะที่ประเทศและหน่วยงานอื่น ๆ กำลังเล็งแบนติ๊กตอกเช่นกัน   ทั้งนี้ ติ๊กตอกเป็นของบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยหลายประเทศกังวลว่า บริษัทดังกล่าวใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนและเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ติ๊กตอกไว้ทั่วโลก   รอยเตอร์รวบรวมประเทศและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ออกคำสั่งห้ามใช้ติ๊กตอกบางส่วนหรือห้ามใช้โดยเด็ดขาด   นิวซีแลนด์ ประเทศล่าสุดที่เพ่งเล็งติ๊กตอก โดยสั่งห้ามใช้แอปพลิเคชั่นดังกล่าวในอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายของรัฐสภานิวซีแลนด์ได้ ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงทางไซเบอร์   อังกฤษ เตรียมสั่งแบนติ๊กตอกในโทรศัพท์ราชการทันที และได้ขอให้ศูนย์ความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติให้พิจารณาถึงจุดอ่อนของข้อมูลรัฐบาลต่อแอปดังกล่าว และความเสี่ยงที่ข้อมูลอ่อนไหวอาจถูกเข้าถึงและนำไปใช้ได้   อินเดีย สั่งแบนติ๊กตอกและแอฟพลิเคชั่นจีนอื่น ๆ ในอุปกรณ์ทุกอย่างเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 โดยอ้างว่า แอปเหล่านี้อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงและบูรณภาพของประเทศ  …

เอาด้วย! อังกฤษแบน ‘ติ๊กตอก’ บนอุปกรณ์สื่อสารของรัฐบาล

TikTok Ban อังกฤษประกาศแผนห้ามใช้แอปพลิเคชันติ๊กตอก (TikTok) ให้มีผลบังคับใช้ทันทีในวันพฤหัสบดีเป็นต้นไป ตามหลังชาติตะวันตกทั้งสหรัฐฯ แคนาดา และอีกหลายประเทศในยุโรป ที่สั่งแบนแอปฯ ดังกล่าวด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย   ทางการอังกฤษ ระบุว่า “ความปลอดภัยของข้อมูลรัฐบาลต้องมาก่อน ดังนั้นในวันนี้เราจึงห้ามใช้แอปฯ นี้บนอุปกรณ์ของรัฐ” และว่า “การห้ามใช้แอปฯ ติ๊กตอกบนอุปกรณ์ของรัฐเป็นขั้นตอนที่รอบคอบและเหมาะสมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง” พร้อมทั้งให้หน่วยงาน National Cyber Security Centre ตรวจสอบข้อมูลอ่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ และความเสี่ยงว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเข้าถึงและนำไปใช้ได้อย่างไร   ด้านติ๊กตอกแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของอังกฤษ โดยโฆษกของบริษัท ระบุว่า “เราเชื่อว่าการแบนเหล่านี้มีพื้นฐานบนความเข้าใจผิดในหลักการและขับเคลื่อนด้วยประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งติ๊กตอกและผู้ใช้นับล้านรายของเราในอังกฤษ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย” พร้อมเสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นในการทำงานกับรัฐบาลเพื่อหารือเกี่ยวกับความกังวลต่าง ๆ แต่เราควรได้รับการวิจารณ์บนข้อเท็จจริงและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับคู่แข่งของเราด้วยเช่นกัน” และว่าทางบริษัทได้เริ่มต้นกระบวนการที่จะปกป้องข้อมูลผู้ใช้ในยุโรปแล้ว   แอปฯ ติ๊กตอก ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีจีน ไบต์แดนซ์ (ByteDance) เป็นเจ้าของ ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่รัฐบาลชาติตะวันตกเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ว่าจะตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลจีน และบั่นทอนความมั่นคงของชาติตะวันตก   ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ แคนาดา เบลเยียม และคณะกรรมาธิการยุโรปและสภาสหภาพยุโรปสั่งถอดแอปฯ ติ๊กตอกบนอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนไปแล้ว  …

‘จีน’ นำหน้า ‘สหรัฐฯ’ ใน ‘เทคโนโลยีสำคัญ’ ถึง 37 จากทั้งหมด 44 แขนง รายงานวิจัยจากออสเตรเลียระบุ

    หน่วยงานคลังสมองในเครือของรัฐบาลออสเตรเลียระบุในรายงานการวิจัยว่า จีนเป็นผู้นำหน้าใครๆ ในโลกเทคโนโลยีแขนงปัญญาประดิษฐ์ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก โดรน และแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐฯ ยังครองแชมป์ในแขนงการทำชิป และการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง   ประเทศจีนเวลานี้เป็นผู้นำหน้าใครๆ ทั่วโลกในเทคโนโลยีสำคัญๆ ถึง 37 แขนง จากทั้งสิ้น 44 แขนง รวมทั้งทางด้านขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดรน และแบตเตอรี่รถไฟฟ้า ทั้งนี้ ตามรายงานวิจัยของออสเตรเลียที่นำออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้   จีนยังเป็นอันดับ 1 ของโลกในพวกเทคโนโลยีกลาโหม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ เมื่อพิจารณาจากแง่ของการทำวิจัยซึ่งมีผลกระทบอย่างสูง สถาบันนโยบายทางยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute หรือ ASPI) ระบุในรายงานฉบับดังกล่าว   ทั้งนี้ ASPI เป็นหน่วยงานคลังสมองด้านกลาโหมและนโยบายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงแคนเบอร์รา ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลออสเตรเลีย และได้รับเงินทุนจากพวกรัฐบาลต่างประเทศ ตลอดจนพวกบริษัทด้านกลาโหมและเทคโนโลยีด้วย   รายงานฉบับนี้ของ ASPI ระบุอีกว่า จีนยังมีความยอดเยี่ยมในแขนงอื่นๆ…

เหตุผลของความมั่นคง! เบลเยียมแบนการติดตั้ง “ติ๊กต็อก” บนอุปกรณ์ของรัฐ

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ เดอ โกร ผู้นำเบลเยียม ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ห้ามการติดตั้งแอปพลิเคชันติ๊กต็อก บนอุปกรณ์สื่อสารทุกประเภทที่เป็นของหน่วยงานรัฐ โดยเป็นไปตามคำเตือนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ เกี่ยวกับความเสี่ยงของกลยุทธ์การเก็บข้อมูลโดยติ๊กต็อก ซึ่งบริษัทไบต์แดนซ์ของจีนเป็นเจ้าของ “มีการให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของจีน”   ต่อมา ติ๊กต็อกออกแถลงการณ์ “ผิดหวังเป็นอย่างมาก” ต่อมาตรการของรัฐบาลเบลเยียม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ “ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” เนื่องจาก ปัจจุบันติ๊กต็อกเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานไว้ที่สหรัฐและสิงคโปร์ พร้อมทั้งมีแผนการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายแห่งในยุโรปด้วย   Belgium bans TikTok from federal government work phones https://t.co/GD96HxBLXq pic.twitter.com/j3B8XuGpzE — Reuters (@Reuters) March 10, 2023   ทั้งนี้ ติ๊กต็อก เพิ่งประกาศเมื่อกลางสัปดาห์นี้ จัดตั้ง “Project Clover” ที่หนึ่งในแนวทางดำเนินงานสำคัญ คือการ…