บริษัทแม่ TikTok เผย มีพนักงานแอบเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของนักข่าวอเมริกัน

FILE PHOTO: Illustration shows TikTok app logo   บริษัทจีน “ไบต์เเดนซ์” (ByteDance) ซึ่งเป็นบริษัทเเม่ของแอป TikTok กล่าววันพฤหัสบดีว่าพนักงานจำนวน 4 คนของบริษัท เข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของนักข่าวสหรัฐฯ 2 ราย และเจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกไล่ออกในเวลาต่อมา ตามรายงานของรอยเตอร์   การกระทำอันไม่เหมาะสมนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสืบข้อมูลที่รั่วไหลของบริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุความเชื่อมโยงของนักข่าว 2 รายกับพนักงานของบริษัท   อย่างไรก็ตาม การสืบสวนดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ ตามข้อมูลของผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ “ไบต์เเดนซ์” อิริช แอนเดอร์เซน   นิวยอร์กไทมส์คือสื่อฉบับเเรก ๆ ที่รายงานการเปิดเผยครั้งนี้ โดยเหตุการณ์นี้อาจสร้างแรงกดดันต่อเนื่องสำหรับ TikTok ซึ่งกำลังโดนรัฐบาลอเมริกันและนักการเมืองในสภาสหรัฐฯ เพ่งเล็งเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ TikTok ในอเมริกา ที่มีอยู่กว่า 100 ล้านคน   รอยเตอร์อ้างเเหล่งข่าวที่ได้รับรายงานเรื่องนี้ ที่กล่าวว่าพนักงานไบต์แดนซ์ 4 คน ถูกไล่ออกเนื่องจากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอยู่ในอเมริกา 2…

ญี่ปุ่นตรวจสอบข้อมูล จีนตั้ง “สถานีตำรวจนอกอาณาเขต”

  รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นประเทศล่าสุด ซึ่งกำลังตรวจสอบข้อมูลว่า จีนแอบเข้ามาตั้ง “สถานีตำรวจ” ในประเทศ ด้านรัฐบาลปักกิ่งยืนกรานปฏิเสธ   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ว่า นายฮิโรคาซุ มัตสึโนะ โฆษกคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงประจำวันพฤหัสบดี ว่า รัฐบาลโตเกียวกำลังตรวจสอบรายงานของ “เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ส” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสังเกตการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในเอเชีย แต่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในสเปน เกี่ยวกับ “สถานีสาขาต่างประเทศ” ของสำนักงานตำรวจจีน และหนึ่งในนั้นอยู่ที่ญี่ปุ่น   Japan to look into group's report of secret Chinese police stations https://t.co/lgj3MwKdAf pic.twitter.com/8Smbbg0Omm — Reuters (@Reuters) December 22, 2022   ในเบื้องต้น กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ดำเนินการตามช่องทางการทูตไปยังรัฐบาลปักกิ่ง “เพื่อแสดงความวิตกกังวล” ต่อรายงานงานดังกล่าว ซึ่งระบุด้วยว่า จีนได้ดำเนินการในอย่างน้อย…

ย้อนปมขัดแย้งจีน-อินเดีย ปัญหาพรมแดนปะทุ ปะทะเดือดครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

  กองทัพจีนและอินเดียปะทะกันบริเวณชายแดนพื้นที่พิพาทบนเทือกเขาหิมาลัย ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี หลังทั้งสองฝ่ายพยายามลดความตึงเครียด จากเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ จนคร่าชีวิตทหารไปอย่างน้อย 24 นาย เมื่อปี 2563   กองทัพอินเดียออกมาระบุเมื่อวันจันทร์ (12 ธ.ค.) ว่า ทหารของตนได้ปะทะกับทหารกองทัพจีนในพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง   การปะทะครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ (9 ธ.ค.) ในพื้นที่เมืองตาวัง รัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งเป็นพรมแดนทางตะวันออกสุดของอินเดีย   โดยกองทัพอินเดียระบุในแถลงการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายได้ถอนกำลังออกนอกพื้นที่ในทันทีหลังเกิดการปะทะ ในขณะที่ผู้บัญชาการของทั้งสองได้จัดการเจรจาขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อรื้อฟื้นสันติภาพและความสงบสุขในพื้นที่   อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงแหล่งข่าวจากกองทัพอินเดียที่เปิดเผยว่า มีทหารอินเดียได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะครั้งนี้อย่างน้อย 6 นาย       เกิดอะไรขึ้นที่พรมแดนจีน-อินเดีย   จีนและอินเดียมีพรมแดนร่วมกันเป็นระยะทางยาว 4,056 กิโลเมตร แต่ในระยะทางดังกล่าวมีอยู่ราว 3,440 กิโลเมตร เป็นจุดที่ไม่สามารถกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นแนวแม่น้ำ ทะเลสาบ…

ปะทะรอบใหม่! ทหารอินเดีย-จีน เผชิญหน้าที่พรมแดนอรุณาจัลประเทศ

FILE – A signboard is seen from the Indian side of the Indo-China border at Bumla, in the northeastern Indian state of Arunachal Pradesh, Nov. 11, 2009.   ทางการอินเดียเปิดเผยว่า ทหารของตนได้พยายามสกัดกั้นทหารจีนกลุ่มหนึ่งไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จนนำไปสู่การปะทะกันรอบใหม่บริเวณพรมแดนในเขตรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย   การปะทะกันครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการเผชิญหน้ากันอีกครั้งของสองประเทศมหาอำนาจในเอเชีย นับตั้งแต่เกิดการต่อสู้ระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายในอีกด้านหนึ่งของพรมแดนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อปี ค.ศ. 2020 ซึ่งทำให้มีทหารอินเดียเสียชีวิต 20 คน และทหารจีนเสียชีวิต 4 คน   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินเดีย ราชนาธ ซิงห์ กล่าวต่อรัฐสภาอินเดียในวันอังคารว่า “เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ทหารจีนได้พยายามเปลี่ยนสถานะด้วยการรุกล้ำเข้ามาในเส้นแบ่งพรมแดนในเขตตาวัง พื้นที่แยงซี” และว่า “ทหารอินเดียได้เข้าสกัดกั้นอย่างกล้าหาญต่อการรุกล้ำของกองทัพจีนเข้ามาในพรมแดนอินเดีย และขับไล่ทหารเหล่านั้นจนถอนกำลังกลับไป”…

กลุ่มมุสลิมไอเอสโจมตีโรงแรมชาวจีนในอัฟกานิสถาน

  มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย หลังมือปืนบุกโจมตีโรงแรมซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักธุรกิจชาวจีนในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน   ควันดำที่เห็นได้ชัดว่าออกมาจากโรงแรมคาบูล ลองแกน ในย่านการค้าหลักของกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยโรงแรมแห่งนี้เป็นที่นิยมของนักธุรกิจจีน และถูกโจมตีล่าสุดจากกลุ่มอิสลามไอเอส จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บนับสิบ (Photo by Wakil KOHSAR / AFP)   เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2565 กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายติดอาวุธบุกเข้าไปยังโรงแรมคาบูล ลองแกน (Kabul Longan) ในอัฟกานิสถานเมื่อวันจันทร์ ก่อนก่อเหตุกราดยิงแบบไม่เลือกเป้าหมาย จนมีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 3 ราย   พยานในที่เกิดเหตุให้ข้อมูลว่า มีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้ง โดยโรงแรมดังกล่าวสามารถเห็นควันดำพวยพุ่งจากพื้นที่หลายชั้น ขณะที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยของตอลิบันรุดไปยังที่เกิดเหตุในเวลาไม่นานและปิดล้อมพื้นที่ใกล้เคียงทันที   กลุ่มตอลิบันซึ่งปกครองอัฟกานิสถานอ้างว่าได้ปรับปรุงมาตรฐานการคุ้มครองความปลอดภัยนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจได้ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่อัฟกานิสถานยังคงเกิดเหตุวางระเบิดและการโจมตีด้วยอาวุธอยู่หลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝีมือของกลุ่มอิสลามิสต์ติดอาวุธ (ไอเอส) เช่นเดียวกับการโจมตีโรงแรมครั้งนี้   โรงพยาบาลใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ…

จีนออกมาตรการคุมเทคโนโลยี “ดีพเฟค” เริ่มบังคับใช้ ม.ค. นี้

  สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (ซีเอซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความมั่นคงทางไซเบอร์ของจีน ระบุว่า กฎใหม่ของจีน สำหรับผู้ให้บริการเนื้อหาที่มีการแก้ไขข้อมูลใบหน้าและเสียง จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2566 โดยหน่วยงานมุ่งหวังที่จะตรวจสอบเทคโนโลยีและบริการที่เรียกว่า “ดีพเฟค” อย่างเข้มงวดมากขึ้น   สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ว่า กฎระเบียบใหม่จากซีเอซี ซึ่งออกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กำหนดให้บุคคลได้รับการคุ้มครองจากการถูกแอบอ้างโดยไม่ได้รับความยินยอม อันมาจากเทคโนโลยี “ดีพเฟค” ภาพเสมือนที่มีความคล้ายคลึงกับภาพต้นฉบับจนแยกไม่ออก และถูกนำไปใช้เพื่อการบิดเบือน หรือการให้ข้อมูลเท็จได้โดยง่าย   China's rules for "deepfakes" to take effect from Jan. 10 https://t.co/faLf9KG1gj pic.twitter.com/52XnzO89iw — Reuters (@Reuters) December 12, 2022   ซีเอซี กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวข้างต้นมีเป้าหมายเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มดังกล่าว…