โรคซึมเศร้ากับงานการรักษาความปลอดภัย

สังคมแต่ละแห่งในปัจจุบันมักปรากฎอาการโรคประจำสังคมที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นผลกระทบเนื่องมาจากการดำรงชีพหรือวิถีชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยในสังคมนั้นๆ อย่างเช่น การเผชิญกับการก่อเหตุร้ายตามพื้นที่สาธารณะของประเทศต่างๆ ในยุโรปหรือในสหรัฐฯ จนส่งผลให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกิดอาการวิตกกังวล หวาดกลัวกับเหตุร้าย จนกลายสู่อาการของโรคชนิดหนึ่ง เรียกง่ายๆ ว่า แพนิค (panic) โดยมักมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมระแวงภัยจนถึงกระทำการเพื่อปกป้องตนเองอย่างขาดสำนึกใคร่ครวญ อย่างเช่น กรณีเมื่อเดือนธันวาคม 2554 นายเจสัน สตอกลีย์ อดีตตำรวจเมืองเซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ สังหารนายแอนโธนี ลามาร์ สมิธ ชายผิวดำด้วยความหวาดกลัวว่า เป็นคนร้ายที่ร่วมการค้ายาเสพติด ทั้งที่นายสมิธเป็นเพียงประชาชนธรรมดาและยินยอมให้ทำการจับกุม คดีนายสตอกลีย์สังหารนายสมิธนี้ยังเป็นสาเหตุให้ประชาชนในเมืองเซนต์หลุยส์ ทำการประท้วงทางการจนลุกลามกลายเป็นการจลาจล เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม สำหรับสังคมสุทัศนีย์อย่างประเทศไทยแตกต่างกว่า จากที่สังเกตเห็นและนิยมที่จะกล่าวอ้าง กลับกลายเป็นอาการซึมเศร้า(Depression) ซึ่งส่งผลกระทบเท่าหรือยิ่งกว่าอาการแพนิค เมื่อทำความรู้จักกับอาการซึมเศร้าจึงทราบว่า เป็นโรคทางจิตเวช เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งแสดงอาการใกล้เคียงกับผู้ที่มีอาการเศร้าโศกหรือเสียใจทั่วไป  โดยผู้ป่วยโรคนี้มักจะไม่รู้ตัวว่าป่วยหรืออาจรู้ตัวขณะที่พัฒนาอาการไปสู่ขั้นรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและสังคมโดยรอบไปแล้ว  ถึงแม้จะรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาและการทำจิตบำบัด แต่ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ ทั้งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการให้ความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วยและญาติ  สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้ามาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่กรรมพันธุ์ การพัฒนาของจิตใจ สิ่งแวดล้อมที่ต้องเผชิญ รวมทั้งจากกรณีที่สาร Serotonin (เป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทภายในสมอง มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์) และสาร norepinephrine (เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง มีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การที่มีระดับ norepinephrine ลดลง…

เคล็ดลับ การแฮ็กปล้นเงินจากตู้เอทีเอ็มเกือบทุกตู้ทั่วโลกภายใน 20 นาที

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของระบบธนาคารจาก Positive Technologies เผยรายงานผลการทดสอบล่าสุดว่า ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกตู้สามารถโดนแฮ็กได้ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที ไม่ว่าจะเป็นของค่าย NCR, Diebold Nixdorf, หรือ GRGBanking ที่มีใช้งานอยู่ทั่วโลก สำหรับเทคนิคการโจมตีที่ใช้ในการทดสอบนี้เป็นวิธีต่างๆ ที่มีประวัติพบการใช้โดยอาชญากรไซเบอร์ทั้งการปล้นเงินสดออกจากตู้โดยตรง และการคัดลอกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มหรือที่เรียกว่าสกิมมิ่ง โดยพบว่ากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของตู้เอทีเอ็มที่ทดสอบนั้นตกเป็นเหยื่อการโจมตีโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะจากการเข้าถึงระบบทั้งการเสียบสายแลนเข้าตู้โดยตรง หรือการแฮ็กผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ตู้ใช้อยู่ นอกจากนี้ยังพบว่า 27 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่เปิดให้ดูดและแก้ไขข้อมูลที่สื่อสารกับธนาคารได้ รวมทั้งตู้เอทีเอ็มกว่า 58 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่ทำให้เข้าควบคุมการทำงานของตู้ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้ง 23 เปอร์เซ็นต์สามารถโดนแฮ็กผ่านการเข้าถึงจากอุปกรณ์เครือข่ายอื่นที่เชื่อมต่อกับตู้เอทีเอ็มอีกที เช่นโมเด็ม GSM หรือเราท์เตอร์ การแฮ็กระบบตู้เอทีเอ็มนี้ทำได้ตั้งแต่การสั่งปิดกลไกการรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงควบคุมการปล่อยธนบัตรออกมาจากตู้ โดยการโจมตีที่แฮ็กผ่านเครือข่ายนั้นใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที หรือถ้าต้องการให้เร็วกว่านั้น แฮ็กเกอร์ก็สามารถแฮ็กโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่ากล่องดำหรือ Black Box เพื่อเสียบเข้าเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือตัวกล่องเก็บธนบัตรเพื่อสั่งให้คายแบงค์ออกมาได้เท่าที่ต้องการภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ทางทีมวิจัยกล่าวว่า ตู้เอทีเอ็มกว่า 69 เปอร์เซ็นต์มีช่องโหว่ที่เปิดให้โจมตีผ่าน Black Box ได้ และน่าตกใจมากที่กว่า 19 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีระบบการป้องกันการโจมตีลักษณะนี้เลย อีกเทคนิคที่ประสบความสำเร็จคือ การพยายามออกจากโหมดการให้บริการลูกค้าปกติหรือโหมด Kiosk…