ชาวสวิสเห็นชอบเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืนตามกฎอียู

ประชาชนในสวิตเซอร์แลนด์มากกว่า 63% เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ตามแนวทางของสหภาพยุโรป ในการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ว่าสวิตเซอร์แลนด์จัดการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดให้กับกฎหมายอาวุธปืนในประเทศตามแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งผลปรากฏว่า 63.7% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 1.5 ล้านคน สนับสนุนให้รัฐบาลกลางปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ คะแนนเสียงสนับสนุนครองเสียงข้างมากใน 25 จาก 26 รัฐ ยกเว้นรัฐตีชีโนที่อยู่ทางใต้สุดและประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอิตาเลียนแต่ไม่ว่าอย่างไรการที่เสียงข้างมากเดิน 2 ใน 3 ของจำนวนรัฐทั้งหมดในประเทศ ถือว่าผลการลงประชามติครั้งนี้ “สมบูรณ์” แม้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู แต่การที่สหภาพยกเครื่องกฎหมายอาวุธปืนครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากเหตุก่อการร้ายหลายระลอกทั่วยุโรปในช่วงนั้น ส่งผลให้สวิตเซอร์แลนด์จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงระดับทวิภาคีอีกหลายฉบับในอนาคต อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนสวิส (เอสวีพี) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาขนาดใหญ่ในประเทศ คัดค้านการลงประชามติในเรื่องนี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่าการรับรองเท่ากับว่าสวิตเซอร์แลนด์ยอมรับ “การครอบงำ” ของอียู ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่รัฐบาลเตือนว่าหากผลประชามติกลับกลายเป็นว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ สวิตเซอร์แลนด์อาจต้องพ้นจากการเป็นภาคีในความตกลงเชงเก้น ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน และ 48%…

เด็กชายวัย 13 ปี ฉายา “นินจาไซเบอร์” เผยวิธีแฮกโดรนสุดง่ายดาย

รูเบน พอล (Reuben Paul) เด็กชายอายุ 13 ปี ได้สาธิตการแฮกโดรนที่การประชุมความมั่นคงทางไซเบอร์ระดับโลก ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสามารถถูกแฮกได้ง่ายดายแค่ไหน เด็กน้อยผู้มีความสนใจในเรื่องของการแฮกข้อมูลต่างๆ นี้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “นินจาไซเบอร์” รูเบนเล่าว่า เขาเริ่มฝึกแฮกคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ ซึ่งเป็นตอนที่เขาเริ่มให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี และเริ่มต้นค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับการแฮกเป็นครั้งแรก การสาธิตวิธีแฮกโดรนในครั้งนี้จัดขึ้นโดย Kaspersky Lab ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งรูเบนแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า การแฮกโดรนที่อยู่ในระยะไกลนั้น เป็นไปอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ เด็กชายวัย 13 ปีผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า การแฮกโดรนนี้ทำโดยการสแกนหาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบริเวณนั้น จากนั้นสแกนหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของโดรน แล้วตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนและอุปกรณ์ดังกล่าวโดยการส่งแพ็คเกจที่เรียกว่า DIOS (‘dump-in-one-shot’) หลังจากนั้นเขาก็ทำการเชื่อมต่อกับโดรน จนสามารถเข้าควบคุมโดรนได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบังคับให้บินไในทิศทางที่ต้องการ บันทึกวิดีโอได้ และยังสามารถนำข้อมูลทุกชนิดกลับมาได้อีกด้วย เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน รถยนต์ไร้คนขับ อุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย รวมถึงโดรนต่างๆ ด้วย เมเฮอร์ ยามูท (Maher Yamout) นักวิจัยด้านความมั่งคงปลอดภัยของ Kaspersky…

ระวังภัย พบการโจมตีลบฐานข้อมูล MongoDB เพื่อเรียกค่าไถ่ ในไทยโดนแล้วกว่า 70 เครื่อง

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยแจ้งเตือนการโจมตีระบบฐานข้อมูล MongoDB ที่ไม่ได้มีกระบวนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีพอ โดยผู้ประสงค์ร้ายสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน MongoDB ที่เปิดให้บุคคลภายนอกสามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน จากนั้นลบฐานข้อมูลดังกล่าวพร้อมทิ้งข้อความไว้ว่าหากต้องการ restore ฐานข้อมูลกลับคืนให้ติดต่อไปที่อีเมล [email protected] หรือ [email protected] จุดประสงค์คาดว่าผู้ประสงค์ร้ายน่าจะสำรองฐานข้อมูลไว้ก่อนที่จะลบแล้วต้องการเรียกค่าไถ่โดยราคาที่เหยื่อต้องจ่ายนั้นอาจขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูลที่ถูกลบไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันช่องทางการจ่ายเงินและไม่สามารถรับรองได้ว่าหากจ่ายเงินแล้วจะได้ฐานข้อมูลกลับคืน จากรายงานพบเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกกว่า 12,000 เครื่องตกเป็นเหยื่อการโจมตีในครั้งนี้ โดยในประเทศไทยมีอย่างน้อย 74 เครื่องที่ถูกโจมตีสำเร็จแล้ว ทางไทยเซิร์ตอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทางผู้พัฒนา MongoDB ได้มีข้อแนะนำในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบฐานข้อมูล เช่น การตั้งค่าระบบยืนยันตัวตน หรือการปิดไม่ให้เข้าถึงฐานข้อมูลได้จากระยะไกล ซึ่งผู้ที่ใช้งานระบบฐานข้อมูล MongoDB ควรศึกษาและตั้งค่าตามคำแนะนำจาก https://docs.mongodb.com/manual/security/ ———————————————– ที่มา : ThaiCERT / 20 พฤษภาคม 2562 Link : https://www.thaicert.or.th/newsbite/2019-05-20-01.html?fbclid=IwAR3ySi4zDXqxu74jfzPjHbPLhAMwva1PvY4CqLcksruee2ZWU3r6fgw0Apk

ข้อแนะนำด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของ Huawei

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้งานหรือประกอบธุรกิจร่วมกับบริษัทด้านอุปกรณ์สื่อสารจากประเทศจีน หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Huawei ซึ่งนอกจากการซื้อขายสินค้าแล้ว การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอัปเดตแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยของตัวอุปกรณ์ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ปัจจุบันมีข้อกังวลจากผู้ใช้อุปกรณ์ของ Huawei โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ข้อแนะนำนี้จะกล่าวถึงแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ดังกล่าว อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของ Huawei ที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยทาง Google ได้มีแถลงการณ์อย่างไม่เป็นทางการว่า อุปกรณ์ของ Huawei ในปัจจุบันจะยังสามารถใช้งาน Google Play และยังได้รับการสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่ (อ้างอิง https://twitter.com/Android/status/1130313848332988421) แต่ระยะเวลาหรือรูปแบบการสนับสนุนนั้นยังต้องติดตามรายละเอียดจากทาง Google และ Huawei อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการ Android นั้นเป็น open source ซึ่งทาง Google จะปล่อย source code ให้ผู้ผลิตสามารถนำไปไปพัฒนาต่อได้ (ตัวโครงการ open source ของ Android ชื่อ Android Open Source Project หรือ AOSP) โดยทาง…

ซานฟรานซิสโก ออกมาตรการใหม่ ห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า หวังคุ้มครองสิทธิ-ความเป็นส่วนตัวประชาชน

เรียกได้ว่าเป็นมาตรการตอบโต้ Big Brother ก็ว่าได้ เมื่อซานฟรานซิสโกได้เป็นเมืองแรกในสหรัฐฯ ที่ได้ออกมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) กับประชาชน ประเด็นคือ ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงกันพอสมควรถึงข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีกลุ่มเคลื่อนไหวนำเรื่องนี้ไปให้บอร์ดของเมืองพิจารณา ภายใต้ชื่อหัวข้อว่า ‘Stop Secret Surveillace’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า หยุดการสอดส่องแบบลับๆ กลุ่มที่สนับสนุนให้ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้เทคโนโลยีนี้ มองกันว่า มันเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถเชื่อถือได้ขนาดนั้น และมันมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของประชาชนภายในเมืองด้วย ในทางตรงกันข้าม ฝั่งที่คัดค้านการแบนบอกว่า จริงๆ แล้วเทคโนโลยีนี้มันดีนะ และมันน่าจะช่วยให้ชีวิตผู้คนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยเจ้าหน้าที่ต่อสู้กับอาชญากรรมร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ผลการพิจารณาก็ออกมาว่า จากนี้ไปจะห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้เทคโนโลยีนี้กับประชาชน นอกจากนั้นยังมีเงื่อนไขที่หน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐในซานฟราจะจัดซื้อเทคโนโลยีสอดส่องทำนองนี้ ก็ต้องขออนุญาตจากทางเมืองก่อน ถึงอย่างนั้น มาตรการที่ออกมามันก็ครอบคลุมแค่เจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว ส่วนภาคเอกชนยังสามารถใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าได้ต่อไป ก่อนหน้านี้มีหลายกรณีในสหรัฐฯ ที่ชวนให้ตั้งคำถามถึง ‘ความแม่นยำ’ ของเทคโนโลยีจดจำใบหน้า เช่น การที่ AI วิเคราะห์ใบหน้าคนร้ายผิด และถูกกล่าวหาว่านำไปสู่การจับผิดคน เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญของการเคลื่อนไหว ที่ต้องการโต้กลับกระแสการใช้เทคโนโลยีสอดส่องประชาชนในสหรัฐฯ แต่ถ้ามองในภาพรวมระดับชาติแล้วก็ยังคงมีเรื่องที่ต้องสู้กันมีพอสมควร หรือถ้าขยายมุมไปดูในประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ก็จะเห็นภาพที่ค่อนข้างตรงข้ามกันมากๆ เมื่อทางการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแทบจะเต็มสูบ เพื่อสอดส่องสังคมและพฤติกรรมของผู้คน…

‘จีน’ยื่นมือช่วยเหลือ’ศรีลังกา’ ชาติเอเชียใต้รายที่ 2 ซึ่งร่วมใน’เส้นทางสายไหมใหม่’ ที่เพิ่งถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน (ขวา) ต้อนรับประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร (14 พ.ค.) China extends helping hand to Sri Lanka By M.K. Bhadrakumar 16/05/2019 ประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา แห่งศรีลังกา เลือกที่จะเดินทางเยือนจีน ขณะสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศของเขายังดูน่าห่วง ภายหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ไม่ค่อยรู้จักกันมาก่อน ก่อเหตุโจมตีวันอีสเตอร์ซึ่งสังหารผู้คนไปกว่า 250 คน ทำให้ศรีลังกากลายเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียใต้ถัดจากปากีสถาน ซึ่งกำลังเข้าร่วมในโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน และประสบกับการโจมตีเช่นนี้  การเดินทางไปจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ของประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนา (Maithripala Sirisena) แห่งศรีลังกา คือการตอกย้ำให้เห็นว่า พัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศเกาะแห่งนี้ ไม่สามารถที่จะแยกขาดออกจากภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียใต้ได้ การออกเยือนต่างประเทศของสิริเสนาครั้งนี้บังเกิดขึ้นเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หลังจากเหตุการณ์โจมตีอย่างนองเลือดของผู้ก่อการร้ายในวันอีสเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน ซึ่งสังหารผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่า 250…