เรือวิจัยใต้ทะเลลึกรัสเซียไฟไหม้ ดับ 14 เป็นนายทหารอาวุโส 7 คน เครมลินไม่ให้รายละเอียด บอกเป็น ‘ความลับของชาติ’

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน (ซ้าย) ประชุมหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย เซียร์เก เมื่อวันอังคาร (2 ก.ค.) เรื่องเหตุไฟไหม้เรือดำน้ำวิจัยใต้น้ำลึกลำหนึ่ง ซึ่งทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 14 คน เอเจนซีส์ – วังเครมลินระบุในวันพุธ (3 ก.ค.) ว่าไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆ ได้เนื่องจากถือเป็นข้อมูลความลับของชาติ หลังจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงเมื่อวันอังคาร (2) ว่า มีลูกเรือเสียชีวิตไป 14 คนจากเหตุไฟไหม้เรือดำน้ำวิจัยใต้น้ำลึก ซึ่งกำลังสำรวจพื้นทะเลใกล้ๆ แถบอาร์กติก ขณะสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก อีกทั้งเป็นที่น่าสังเกตว่า บนเรือลำนั้นมีนายทหารอาวุโสซึ่งอาจบ่งชี้ว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่น่าใช่ภารกิจธรรมดา  กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงวันอังคาร (2) ว่า ลูกเรือ 14 คนเสียชีวิตตั้งแต่วันจันทร์ (1) จากการสูดดมควันพิษหลังเกิดไฟไหม้บนเรือดำน้ำแบบดำน้ำลึกเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ขณะทำการศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นผิวทะเลในนามกองทัพเรือรัสเซีย ที่บริเวณน่านน้ำของรัสเซียในภาคเหนือไกลสุดของประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุประเภทของเรือลำนี้ ขณะที่สื่อท้องถิ่นอย่าง สำนักข่าวอาร์บีซี อ้างแหล่งข่าวทางทหารที่ไม่ระบุชื่อกล่าวว่า เรือดำน้ำลำนี้เป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนหนังสือพิมพ์โนวายา กาเซตา ก็รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ให้เอ่ยนามว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบนเรือดำน้ำขนาดเล็ก เอเอส-12 ที่สามารถดำลงในระดับลึกมาก ต่อมา…

ชุมนุมยุค 2019 ชาวฮ่องกงป้องกันการสอดแนมออนไลน์ และไม่ทิ้งรอยเท้าดิจิทัลอย่างไร

แม้จะใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ มากมายในการชุมนุมเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ของชาวฮ่องกงครั้งนี้ แต่ประสบการณ์จาก Occupy Central เมื่อปี 2014 ก็ทำให้ผู้ชุมนุมปรับเปลี่ยนกลวิธีเพื่อปกป้องตัวเองเพิ่มขึ้น ให้ความสำคัญกับการรักษาข้อมูลส่วนตัวในการใช้เครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น เพราะเกรงว่าอาจถูกนำมาใช้ดำเนินคดีทางกฎหมายได้ในภายหลัง เมื่อปี 2014 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยม มีการใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างกว้างขวาง ครั้งนั้นตำรวจจับกุมชายคนหนึ่ง โดยอ้างว่าเขาโพสต์ข้อความชวนคนมาชุมนุมผ่านเว็บบอร์ด  และมีการส่งข้อความที่เป็นมัลแวร์แพร่กระจายไปทั่ววอทซแอป (WhatsApp) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์แอบดักฟังโดยเจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว นักวิจัยกล่าวว่าส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลจีน ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เติบโตมาในโลกดิจิทัล และตระหนักดีถึงอันตรายจากการสอดแนมและการทิ้งรอยเท้าดิจิทัล ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจดจำใบหน้าจากจีนแผ่นดินใหญ่และการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ทำให้ผู้ชุมนุมเตรียมหาทางหลบหลีกเทคโนโลยีการสอดส่องประชาชนหลายรูปแบบ ครั้งนี้ ในวันแรกๆ ของการชุมนุมมีการเผยแพร่คู่มือ คีย์บอร์ด ฟรอนท์ไลน์ องค์กรรณรงค์เสรีภาพเน็ต เผยแพร่แผ่นพับว่าด้วยการปกป้องตัวตนสำหรับผู้ชุมนุม ตั้งแต่แนะนำไม่ให้ใช้ไวไฟสาธารณะ ทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน หรือแม้แต่ห่อบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง บัตรของธนาคารด้วยแผ่นอะลูมิเนียม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลได้ จากการใช้สแกนเนอร์จากคลื่นความถี่ RFID ปกติแล้ว คนฮ่องกงใช้วอทซแอปเป็นช่องทางในการสื่อสารหลัก แต่สำหรับการชุมนุม พวกเขาเปลี่ยนมาใช้แอปที่เข้ารหัสอย่าง เทเลแกรม (Telegram) แทน เพราะเชื่อว่าคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยกว่า และเพราะว่าสามารถสร้างกลุ่มสนทนาได้ใหญ่กว่าด้วย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เทเลแกรมประกาศว่า แอปเทเลแกรมเป็นเป้าหมายของการจู่โจมทางไซเบอร์ด้วยวิธี DDoS ต้นทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่…

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ

หลายครั้งปรากฎเอกสารราชการที่แสดงชั้นความลับจากหน่วยงานของรัฐต่างๆ ถูกนำออกเผยแพร่สาธารณะ โดยเฉพาะบน social network  ตัวอย่างจากกรณีแรกเป็นหนังสือราชการถึงบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือราชการนั้น ซึ่งเป็นการนำออกเผยแพร่ด้วยตัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเอง โดยแยกออกเป็นบุคคลทั่วไป ได้แก่ หนังสือราชการชั้นลับจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงในการแถลงข่าว (ภาพจากสำนักข่าวทีนิวส์ เมื่อ 23 พฤษภาคม 2562) ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง กับบุคคลที่เคยรับราชการ ได้แก่ หนังสือราชการชั้นลับจากสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงนายสุขวิช รังสิตพล เผยแพร่บน Facebook ของฐิฏา มานิตกุล ผู้พันปราง บุตรของ นายสุขวิชฯ ส่วนกรณีท้ายสุดเป็นเอกสารราชการที่นำออกเผยแพร่โดยบุคคลอื่นที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เอกสารชั้นลับมากประกอบการประชุมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายพิชัย นรินพทะพันธุ์ นำมาแสดงในรายการทุบประเด็น ทางสถานีโทรทัศน์ไบรท์ ทีวี เมื่อ 19 มิถุนายน 2562 เป็นต้น เอกสารราชการนับเป็นข้อมูลข่าวสารราชการประเภทหนึ่ง เมื่อถูกกำหนดชั้นความลับ หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของเรื่อง หรือเกี่ยวข้อง หรือมีอยู่ในการครอบครอง ดูแล ต่างต้องดำเนินการกับเอกสารดังกล่าวตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ…

สุวรรณภูมิ ออกมาตรการเข้ม ป้องกันติ่งทำวุ่น เตือนไม่ฟังขู่โทษถึงจำคุก!

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์กลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลีสร้างความวุ่นวายใน ทสภ. เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มดังกล่าวได้มารอรับศิลปินเกาหลีที่บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน แถว A และ B ห้องโถงผู้โดยสารขาออกชั้น 4 โดยได้มีการส่งเสียงดังและวิ่งกรูตามศิลปิน ทำให้ผู้โดยสารที่มาใช้บริการไม่สามารถทำการเช็คอินได้ และมีแฟนคลับบางคนพยายามฝ่าฝืนเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม รวมทั้งมีคลิปภาพแฟนคลับปีนขึ้นไปยืนบนรถเข็นกระเป๋าและเกาะที่ผนังกระจก บริเวณชานชาลา หน้าอาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรการการรักษาความปลอดภัยของ ทสภ. และสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ทสภ. จึงได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1, คณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มาประชุมร่วมกันเพื่อหามาตรการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ในเบื้องต้น…

เกาหลีใต้เตรียมติดตั้งสถานี 5G ในหมู่บ้านแดซัง พื้นที่ติดชายแดน ที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลก

สมกับเป็นประเทศที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้เร็วที่สุดในโลก หลังจากที่เกาหลีใต้เพิ่งเปิดใช้เครือข่าย 5G เป็นประเทศแรกในโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดนี้ ทาง KT Corp ค่ายยักษ์ใหญ่ที่กินส่วนแบ่งในตลาด 5G อยู่ 30% ก็กำลังจะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังหมู่บ้านติดชายแดนเกาหลีเหนือ ที่ที่บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคยออกปากว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านอิสระแดซัง (Daesung Freedom Village) อยู่ห่างจากพรมแดนเกาหลีเหนือเพียง 400 เมตร และเป็นพื้นที่ที่มีกองกำลังทหารติดอาวุธอย่างแน่นหนา ผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านโดยปราศจากการคุ้มครองของทหารได้ อีกทั้งด้วยความห่างไกลจากตัวเมืองทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างยากลำบาก KT ซึ่งเดิมเคยเป็นองค์กรโทรศัพท์แห่งประเทศเกาหลีใต้ จึงเข้าไปติดตั้งสถานีสัญญาณ 5G ในหมู่บ้านแดซัง เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 200 คนที่นั่นใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมต่างๆ เช่นสั่งการระบบรดน้ำต้นไม้ในไร่นา ไม่จำเป็นต้องออกไปรดเองพร้อมมีทหารคอยคุ้มครองอย่างที่เคยทำมาตลอด เพียงแต่จะมีบางพื้นที่ในหมู่บ้านที่อินเทอร์เน็ตอาจจะไม่เร็วเท่าข้างนอก อย่างเช่นในโรงเรียนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันกระสุนปืนลูกหลงที่อาจยิงเข้ามาถูกเด็กๆ “คราวนี้หมู่บ้านของเราที่เต็มไปด้วยกฎเข้มงวดและความตึงเครียดในความเป็นจริง ก็จะสามารถมีโลกเสมือนที่ดีงามกับเขาเสียที” คิม ดงกู หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวกับนักข่าวรอยเตอร์ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ติดตั้งต้องลงพื้นที่อย่างระมัดระวังไม่ให้สัญญาณเครือข่ายข้ามเขตแดนไปยังเกาหลีเหนือได้อย่างเด็ดขาด ข้อมูล ณ ปี 2018 อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรเกาหลีใต้อยู่ที่ 92.6% ปัจจุบันที่เกาหลีใต้มีสถานีสัญญาณ 5G อยู่กว่า…

สื่อนอกรายงาน “ไทย” ก้าวหน้าใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าสู้ก่อการร้ายภาคใต้ แต่กลุ่มสิทธิฯออกมาค้าน “เลือกปฎิบัติ”

เอเอฟพี/เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – กลายเป็นที่ฮือฮาบวกกับความไม่พอใจเกิดขึ้นเมื่อพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในภาคใต้ซึ่งมีประชากรมุสลิมส่วนมากถูกรัฐบาลไทยออกคำสั่งให้ทำการส่งภาพถ่ายไปให้ทางการเพื่อใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ( facial recognition software) ในการขุดรากถอนโคนกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบ หากผู้ใช้รายใดไม่ทำตามจะถูกสั่งตัดสัญญาณมือถือ หมดเขตลงทะเบียน 31 ต.ค นี้ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนมุสลิม สถาบันข้ามวัฒนธรรม( Cross Cultural Foundation) ออกมาโต้วานนี้(25 มิ.ย) ถือเป็นการเลือกปฎิบัติ และเทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเป็นต้นว่า ในสหรัฐฯ เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าของแอมะซอนที่เสนอให้ทางตำรวจสหรัฐฯใช้ทำงานผิดพลาด ระบุใบหน้าของสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ 28 คนเป็นผู้ต้องหากระทำความผิด  เอเอฟพีรายงานวันนี้(26 มิ.ย)ว่า ทางรัฐบาลไทยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (facial recognition software )ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมเชื้อสายมาเลย์เป็นตัวการลอบวางระเบิดทำให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าคำสั่งให้ประชาชนที่อาศัยในภาคใต้และมีโทรศัพท์มือถือต้องลงทะเบียนกับทางการด้วยการส่งรูปถ่ายไปให้นั้นสร้างความไม่พอใจ ซึ่งทางโฆษกกองทัพได้ออกมากล่าวปกป้องในวันพุธ(26) ชี้ว่า นโยบายการใช้ระบบจดจำใบหน้าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อต้องการถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์จุดระเบิด ทั้งนี้พบว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาอยูในความไม่สงบจากฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งความรุนแรงในภูมิภาคได้คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนชาวมุสลิมและชามพุทธในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มกบฎโดยที่ไม่ใช้หมายมาแล้วเมื่อครั้งอดีต แต่ในเวลานี้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้รับคำสั่งจากกองทัพให้ผู้ใช้จำนวนร่วม 1.5…