Checkpoint เตือน องค์กรทั้งหมดได้รับผลกระทบจากการโจมตีบนมือถือ

Checkpoint จัดทำรายงานสำรวจบริษัทระดับนานาชาติต่างๆ กว่า 850 บริษัทและพบว่าทั้งหมดได้รับผลกระทบจากการโจมตีบนมือถือ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าทุกองค์กรย่อมมีการใช้งานมือถือและมันกลายเป็นจุดอ่อนที่แฮ็กเกอร์สามารถโจมตีได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถได้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้อีกด้วย สถิติที่เกิดขึ้นมีดังนี้ 54% ถูกโจมตีจากมัลแวร์บนมือถือ 89% ถูกโจมตีแบบ Man-in-the-Middle ผ่านเครือข่ายไร้สาย Platform ที่ได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่คือ Android และ iOS 75% ขององค์กรจะต้องมีเครื่องที่ Jailbroken iOS หรือ Rooted Android อย่างน้อย 1 เครื่องเชื่อมต่ออยู่ในเครือข่าย มีมือถือที่ถูก Jailbroken หรือ Rooted ประมาณ 35 เครื่องต่อบริษัทโดยเฉลี่ย ภัยคุกคามของผู้ใช้งานมือถือสามารถที่จะแทรกแซงอุปกรณ์ใดก็ได้และเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเมื่อใดก็ได้ โดยภัยคุกคามส่งผลกระทบไปทุกประเภทธุรกิจตั้งแต่บริการด้านการเงินตลอดจนถึงภาครัฐหรืออุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ยังมีความเห็นจาก Michael Shaulov หัวหน้าผลิตภัณฑ์ด้านมือถือและความมั่งคงปลอดภัยบนคลาวน์จาก Checkpoint ว่า “ผลประโยชน์ด้านการเงินและความถี่ในการโจมตีบนมือถือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้โจมตีแล้วอุปกรณ์มือถือคือ Backdoor ช่องทางใหม่” ————————– ที่มา :.techtalkthai / November 21, 2017 Link : https://www.techtalkthai.com/organization-effect-from-mobile-attack/

รู้จัก ‘แฮกเกอร์สายขาว’ ของไทย ผู้ปกป้องเงินในบัญชีของคุณ

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ในไทยผลักดันให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนของธนาคาร ธนาคารมักยืนยันว่ามีความปลอดภัย แต่ลูกค้ามั่นใจได้จริงแค่ไหน พิชญะ โมริโมโต พยายามแฮกเข้าระบบของธนาคารเป็นประจำและมักประสบผลสำเร็จ แต่ต่างจากอาชญากรไซเบอร์ เพราะเขาเป็น “แฮกเกอร์สายขาว” ซึ่งหน้าที่ก็คือช่วยให้เงินฝากในบัญชีของธนาคารปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาพบก็คือระบบการรักษาความปลอดภัยของธนาคารโดยรวมยังมีจุดอ่อน “ยังไม่ค่อยปลอดภัยเท่าที่ควร ยังมีหลาย ๆ ครั้ง ที่พบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงมาก แต่ไม่มีการซ่อมแซม” พิชญะ ผู้มีตำแหน่งผู้ให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัย ของบริษัท SEC Consult กล่าว ส่องเทคโนโลยีปี 2560 : ธนาคารใหญ่จะพ่ายโจรไซเบอร์ ขุดบิทคอยน์: อาชีพเสริมใหม่ หรือ กระแสชั่วคราว? บริการยิ่งหลากหลายยิ่งเสี่ยงมากขึ้น ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศจะต้องทดสอบความปลอดภัยของระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งโดยผู้ตรวจสอบจากนอกองค์กร นั่นหมายถึงธนาคารต้องจ้างมืออาชีพตรวจสอบด้านความปลอดภัยระบบอย่าง พิชญะ เข้ามาทำงาน สิ่งที่เขาทำคือจำลองสถานการณ์เหมือนเป็นแฮกเกอร์ที่พยายามเจาะระบบ เพื่อวิเคราะห์ว่าสามารถโจมตีทางใดได้บ้างและรายงานต่อธนาคารเพื่อแก้ไข พิชญะ อธิบายว่าความเสี่ยงของระบบนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า attack surface นั่นคือช่องทางหรือพื้นที่แฮกเกอร์สามารถทำงานได้ กล่าวคือ ยิ่งมีบริการออนไลน์หลายรูปแบบ ยิ่งมีโอกาสเกิดช่องโหว่ได้มากขึ้น “เขาอาจจะมองว่าถึงมีช่องโหว่จริง แต่เขาก็มีทีมมอร์นิเตอร์และมั่นใจว่าจะระงับเหตุได้ทันท่วงที” พิชญะกล่าว แต่ในมุมมองของเขา…

กระทรวงดีอีตั้งหน่วยงานดูแลความผิดปกติทางอินเทอร์เน็ต

กระทรวงดีอี พร้อมรับมือภัยโจรกรรมโจมตีไซเบอร์ พร้อมจัดตั้งหน่วยงานดูแลจับความผิดปกติทางอินเทอร์เน็ต นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อม รับมือเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ Cyber Security โดยได้มีมาตราการรับมือกับการโจมตีทางระบบไซเบอร์ไว้ เพราะปัจจุบันการโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ เริ่มมีมากขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ เห็นได้จาก คดีการโจรกรรมข้อมูล หรือ มีนักแฮคเกอร์ สามารถเข้ามาล้วงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษบกิจ รวมทั้งอาจจะกระทบไปถึงฐานข้อมูลประเทศโดยรวม จึงได้ตั้งคณะกรรมการไซเบอร์ซีเคียวริตี้แห่งชาติ หรือ  National Cyber Security Committee โดยมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะกำกับดูแลความปลอดภัยและวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน ธนาคาร พลังงาน และด้านสาธารณูปโภค ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันในปีหน้าจะเป็นปีแห่ง Big Data ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการทำ Big Data ของแต่ละกระทรวง เพื่อเตรียมไว้ใช้ สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการพัฒนาประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ โดยรัฐบาลลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านโครงการเน็ทประชารัฐไว้รองรับการใช้อินเทอร์เน็ตให้กับประชาชน ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะติดตั้งครบทั้ง 24,700 หมู่บ้าน และภายในปีหน้า…

เปิดตัวนิทรรศการ “ผู้บุกรุกบนโลกไซเบอร์” ในอังกฤษ

ที่ผ่านมาเราอาจเคยได้ยินเรื่องการโจรกรรมข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตมามากมาย และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดนิทรรศการในกรุงลอนดอน ได้รวบรวมเทคโนโลยีที่สามารถรุกล้ำความเป็นส่วนตัวได้โดยที่พวกเราคาดไม่ถึง บนโลกอินเตอร์เน็ต ที่เราค้นหาข้อมูล หรือดาวน์โหลดภาพ เสียง วิดีโอ โปรแกรมต่างๆมาใช้งานได้โดยปราศจากค่าใช้จ่ายนั้น เราอาจต้องแลกด้วยข้อมูลส่วนตัวของเราโดยไม่รู้ตัว และเลวร้ายกว่านั้น บนโลกที่ทุกอย่างไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ณ วันนี้เราอาจกลายเป็นสินค้าฟรีบนโลกออนไลน์ไปเสียเองก็ได้ ซึ่งนิทรรศการ The Glass Room ที่กรุงลอนดอน ของอังกฤษ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่รวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้คนทั่วโลก เพื่อบอกว่าบนโลกออนไลน์ ไม่มีอะไรที่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป นิทรรศการเลือกจัดสถานที่ให้เหมือนกับร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีทั้งคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต สมาร์ทโฟนจำนวนมาก จัดวางทั่วนิทรรศการ ทว่าไม่มีสินค้าใดวางขายจริงๆ Stephanie Hankey จาก Tactical Tech อธิบายว่า The Glass Room อาจเหมือนร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เราจัดวางทุกอย่างให้เหมือน พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่คุณใส่ลงไปบนโลกออนไลน์ Frederike Kaltheunder จาก Privacy International บอกว่า เราอาจจะคิดว่าเราสามารถไว้วางใจที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวกับองค์กร หรือในที่ทำงาน แต่แท้ที่จริงแล้วเรากำลังถูกล้อมรอบด้วยระบบตรวจจับข้อมูลที่พยายามเก็บข้อมูลส่วนตัวของเรามากกว่านั้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ที่สามารถระบุอารมณ์และเพศของใบหน้าที่ฉายบนจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะทำการประมวลผลว่า ตรงกับภาพของบุคคลใดที่มีคลังภาพมหาศาลอยู่ในอินเตอร์เน็ต หรือจะเป็นหนังสือเล่มหนา…

บัญชีธนาคารของคุณปลอดภัยจากแฮกเกอร์แค่ไหน?

  โดย ฐิติพล ปัญญาลิมปนันท์   ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ในไทยผลักดันให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุนของธนาคาร ธนาคารมักยืนยันว่ามีความปลอดภัย แต่ลูกค้ามั่นใจได้จริงแค่ไหน พิชญะ โมริโมโต พยายามแฮกเข้าระบบของธนาคารเป็นประจำและมักประสบผลสำเร็จ แต่ต่างจากอาชญากรไซเบอร์ เพราะเขาเป็น “แฮกเกอร์สายขาว” ซึ่งหน้าที่ก็คือช่วยให้เงินฝากในบัญชีของธนาคารปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาพบก็คือระบบการรักษาความปลอดภัยของธนาคารโดยรวมยังมีจุดอ่อน “ยังไม่ค่อยปลอดภัยเท่าที่ควร ยังมีหลาย ๆ ครั้ง ที่พบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงมาก แต่ไม่มีการซ่อมแซม” พิชญะ ผู้มีตำแหน่งผู้ให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัย ของบริษัท SEC Consult กล่าว บริการยิ่งหลากหลายยิ่งเสี่ยงมากขึ้น ตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศจะต้องทดสอบความปลอดภัยของระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งโดยผู้ตรวจสอบจากนอกองค์กร นั่นหมายถึงธนาคารต้องจ้างมืออาชีพตรวจสอบด้านความปลอดภัยระบบอย่าง พิชญะ เข้ามาทำงาน สิ่งที่เขาทำคือจำลองสถานการณ์เหมือนเป็นแฮกเกอร์ที่พยายามเจาะระบบ เพื่อวิเคราะห์ว่าสามารถโจมตีทางใดได้บ้างและรายงานต่อธนาคารเพื่อแก้ไข พิชญะ อธิบายว่าความเสี่ยงของระบบนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า attack surface นั่นคือช่องทางหรือพื้นที่แฮกเกอร์สามารถทำงานได้ กล่าวคือ ยิ่งมีบริการออนไลน์หลายรูปแบบ ยิ่งมีโอกาสเกิดช่องโหว่ได้มากขึ้น “เขาอาจจะมองว่าถึงมีช่องโหว่จริง แต่เขาก็มีทีมมอร์นิเตอร์และมั่นใจว่าจะระงับเหตุได้ทันท่วงที” พิชญะกล่าว แต่ในมุมมองของเขา ธนาคารควรจะแก้ไขทันทีและปิดไม่ให้ใช้งานในส่วนนั้นจนกว่าจะแก้ไขเสร็จ ไม่ใช่เลือกดำเนินการเฉพาะเมื่อเรื่องนั้น “กลายเป็นกระแสบนพันทิปหรือเฟซบุ๊ก” เพราะถึงแม้จะมีการสอดส่องตลอดเวลา…

ยืนยัน Deloitte ถูกแฮ็ค ข้อมูลอีเมลลูกค้ารั่วสู่สาธารณะ

Deloitte หนึ่งในสี่บิ๊กโฟว์บริษัทด้านการตรวจสอบบัญชี ออกแถลงการณ์ยอมรับ ระบบของบริษัทถูกโจมตีไซเบอร์ ส่งผลให้ข้อมูลความลับ ได้แก่ อีเมลและเอกสารสำคัญของลูกค้าถูกขโมยออกไป Deloitte เป็นหนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีสี่แห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้บริการทั้งด้านการบัญชีและที่ปรึกษา ได้แก่ การสอบบัญชี การทำบัญชี การวางแผนยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการการเงิน และการควบคุมประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังให้บริการด้านการจัดหางานและที่ปรึกษาภาษีอากร รวมถึงการให้บริการธุรกิจแก่รัฐบาลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ดำเนินการในตลาดเกิดใหม่ รายงานจาก The Guardian ระบุว่า Deloitte แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ระบบอีเมลของบริษัทถูกแฮ็คเกอร์โจมตีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 จนถึงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกค้าส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็น “ส่วนน้อยมากๆ” ได้รับผลกระทบ Deloitte ค้นพบว่าบริษัทของตนถูกโจมตีเมื่อเดือนมีนาคม แต่เชื่อว่าแฮ็คเกอร์ (ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร) น่าจะเข้าถึงระบบอีเมลตั้งแต่ช่วยประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมา โดยแฮ็คเกอร์ประสบความสำเร็จในการเข้าถึง Email Sever ของ Deloitte ผ่านทางการใช้ชื่อบัญชี Admin ซึ่งไม่ได้ถูกตั้งค่าให้ใช้การพิสูจน์ตัวตนแบบ 2-Factor Authentication ส่งผลให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าถึง Mailbox บนระบบปฏิบัติการ Windows ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นไปได้สูงที่แฮ็คเกอร์สามารถเข้าถึง ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หมายเลข IP…