แฮ็กเกอร์จีน เจาะบริษัททรงอิทธิพลสุดในสหรัฐ ล้วงข้อมูลกำหนดภาษี

เป็นที่รู้กันว่า แฮ็กเกอร์ มุ่งเป้าไปที่ข้อมูลของบริษัท ไวลีย์ เริน (Wiley Rein) เกี่ยวกับการค้า ไต้หวัน และหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ที่เกี่ยวข้องหน้าที่กำหนดภาษี และการตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศ ตามที่ระบุในคำประกาศบริษัท“เชื่อว่า หลักฐานได้รับการตรวจสอบจนถึงปัจจุบัน กลุ่มนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน ได้พยายามเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ไมโครซอฟท์ 365 ราย” บันทึกของบริษัทไวลีย์ระบุ

ยุโรปสอบสวน ‘ติ๊กต็อก’ กรณีถ่ายโอนข้อมูลผู้ใช้ไปยัง ‘จีน’

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ว่าหลังคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล (ดีพีซี) ของไอร์แลนด์ สั่งปรับติ๊กต็อกเป็นเงิน 530 ล้านยูโร (ราว 20,138 ล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา กรณีส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังจีน ขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียของจีนยืนยันว่า ข้อมูลนี้สามารถเข้าถึงได้จากระยะไกลเท่านั้น

ยูเครนรวบพ่อลูกชาวจีน เป็นสายลับขโมยข้อมูลขีปนาวุธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ว่าสำนักข่าวกรองยูเครน หรือ เอสบียู ออกแถลงการณ์ ยืนยันการควบคุมตัวชายชาวจีนสองคน ในกรุงเคียฟ ทั้งคู่เป็นพ่อลูกกัน โดยเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหว ว่าบุคคลทั้งสองกำลังพยายามส่งข้อมูลเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธเนปจูน อาร์เค-360เอ็มซี ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือที่ยูเครนพัฒนาเอง กลับไปให้กับผู้รับซึ่งรออยู่ในจีน

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : การกลับชาติมาเกิดขององค์ทะไลลามะ คำถามต่อการดำรงอยู่ของทิเบตพลัดถิ่น

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม องค์ทะไลลามะองค์ที่ 14 พระนาม เทนซิน เกียตโซ ซึ่งเป็นภาพจำยาวนานของผู้นำทางศาสนาของชาวทิเบต ทรงประกาศว่าพระองค์จะกลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง เพียงไม่กี่วันก่อนที่พระองต์จะมีพระชนมายุครบ 90 พรรษาในวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2025 ในถ้อยแถลงผ่านวิดีโอที่ระบุว่า “ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าสถาบันทะไลลามะจะดำรงอยู่ต่อไป”

เมื่อ ‘พญามังกร’ ใช้ข้อมูลเป็นอาวุธท้าทายประชาธิปไตยโลก

“จีน” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังเปลี่ยนแปลงกติกาการแข่งขันโลกผ่านการใช้ข้อมูลเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ นโยบาย “ข้อมูลเป็นทรัพยากรพื้นฐาน” ที่รัฐบาลจีนผลักดันไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่อาจทำให้ประเทศประชาธิปไตยเสียสมดุลอำนาจในเวทีโลกอีกด้วย

รถ EV ยังไม่น่าไว้ใจ – น้ำมันก็แพง เมื่อการมี ‘รถยนต์’เต็มไปด้วยความเสี่ยง เมืองจะแก้ปัญหาการเดินทางอย่างไรได้บ้าง?

ท้องถนนที่มักเต็มไปด้วยรถยนต์มากมายอย่างแน่นขนัดกลายเป็นภาพชินตาสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีรถหลากหลายแบรนด์และเรทราคาที่แตกต่างกันออกไปจนจดจำได้ไม่หมด ทั้งยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะประหยัดค่าพลังงานได้มากกว่ารถยนต์ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันหรือรถสันดาป และถูกมองว่าดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า รถ EV ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มาจากประเทศมหาอำนาจอย่างจีน เช่น  BYD Changan หรือ AION และสหรัฐอเมริกา เช่น Tesla ซึ่งรถเหล่านี้ก็ยังมีราคาที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนไทย ตัวเลือกยอดนิยมจึงเป็นแบรนด์ที่มีราคาจับต้องได้ เช่น Neta แต่สุดท้ายรถยนต์ที่แม้จะราคาถูก แต่การแข่งขันในตลาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นชัดเจนได้จากกรณีที่ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอยี่ ออโตโมบิล (Hozon New Energy Automobile) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนในแบรนด์ Neta ยื่นล้มละลายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้ผู้ที่ซื้อรถได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะการดูแลรักษารถหรือการขายต่อก็เป็นไปได้ยาก เรื่องนี้ทำให้หลายคนกังวลและพิจารณาการใช้รถ EV อย่างถี่ถ้วนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้รถน้ำมันก็มีความน่ากังวลไม่แพ้กัน นอกจากค่าเชื้อเพลิงที่สูงอยู่แล้วยังต้องเผชิญกับวิกฤตต่างๆ ที่ส่งผลให้น้ำมันแพงขึ้นไปอีก เนื่องด้วยสงครามอิหร่าน – อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้น้ำมันดิบราคาพุ่งสูงขึ้น เพราะรัฐสภาอิหร่านมีมติเอกฉันท์ตัดสินใจ…