15 ม.ค. เริ่มใช้ใบขับขี่ดิจิทัล แต่ข้อมูลกรมขนส่ง-ตร. ยังไม่เชื่อมกัน ต้องพกบัตรจริงไปก่อน

วันที่ 15 มกราคมนี้ กรมการขนส่งทางบกจะเปิดใช้งานใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ใช้แทนการพกใบขับขี่ที่ใช้ในปัจจุบัน เรียกได้ว่า ลงแอปเอาไว้ เมื่อตำรวจขอดู ก็เปิดจากมือถือให้ดูได้เลย เรื่องนี้นำมาสู่คำถามว่า แล้วระบบยึดใบขับขี่เวลาที่ทำผิดกฎจราจรจะยังมีอยู่ไหม พอเปลี่ยนมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วตำรวจจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่สายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบกตอบได้เพียงว่า ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือเราไม่ได้ ส่วนเรื่องที่ว่า ตำรวจจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ด้าน พีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ก็ให้สัมภาษณ์เมื่อ 14 มกราคมว่า การบังคับใช้กฎหมายจราจรกับผู้ถือใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์กรณีกระทำผิดนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปวางระบบการดำเนินการ เชื่อมโยงข้อมูลและกำหนดบทลงโทษแทนการยึดใบขับขี่ ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาในการใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวแทนใบขับขี่ตัวจริงว่า ยังมีปัญหาทั้งในทางปฏิบัติและในทางกฎหมาย พร้อมให้ประชาชนพกใบขับขี่ตัวจริงไปก่อน พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมยกตัวอย่างกรณีใบสั่งอัตโนมัติและการอายัดทะเบียน ซึ่งยังไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลกันได้ นอกจากนี้ยังชี้ด้วยว่า อาจส่งผลถึงเรื่องการตรวจสอบว่าข้อมูลในแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ เพราะอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงขึ้นมา ขณะที่ในทางกฎหมาย พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ระบุว่า ตามมาตรา…

เกิดเหตุคนร้ายหลอกถามรหัส OTP ธนาคารในมาเลเซียนับสิบราย, คาดอาจมีเหตุรหัสผ่านรั่ว

ภาพโดย Walkerssk ลูกค้าธนาคารออนไลน์ในมาเลเซียกว่าสิบรายพบปัญหาถูกถอนเงินจนหมดบัญชีหลังคนร้ายโทรหลอกเอารหัส OTP ที่ส่งมาทางโทรศัพท์มือถือไป โดยคนร้ายอ้างกับเหยื่อว่ากรอกหมายเลขโทรศัพท์ผิดไป เมื่อสมัครเปิดใช้งาน และขอให้เหยื่อบอกรหัส OTP ให้ เหยื่อบางรายหลงเชื่อและยอมบอกรหัสให้ไป โดยบางรายยอมบอกรหัสไปถึง 6 ครั้ง เสียเงินไปนับแสนบาท โดยในมาเลเซีย รหัส OTP นี้จะเรียกกันว่า TAC (transaction authorisation code) ปัญหาสำคัญคือตอนนี้ไม่มีข้อมูลว่าคนร้ายสามารถล็อกอินบัญชีของเหยื่อได้อย่างไร เนื่องจากทำธุรกรรมออนไลน์ต้องมีชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน, และรหัส OTP การที่คนร้ายสามารถรู้รหัสผ่านได้ ทำให้เป็นไปได้ว่าเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลจากแแหล่งอื่นมาก่อน โดยอาจจะเป็นจากธนาคารเองหรือแหล่งอื่น ตำรวจมาเลเซียแจ้งเตือนว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสให้คนที่อ้างว่าโทรมาจากธนาคาร หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรกลับไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบ ———————————————– ที่มา : Blognone / 7 January 2019 Link : https://www.blognone.com/node/107394

แนะวิธีต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัสโดย F5

การเข้ารหัสและแลนด์สเคปการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในปัจจุบัน การวิจัยในห้องแล็บของ F5 ระบุว่า หน้าเว็บที่โหลดมาจากเว็บไซต์นับหลายล้านเว็บนั้นมีจำนวนถึง 80% ที่มีการเข้ารหัสข้อมูลเอาไว้ การทำงานเพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้รับ–ส่งกันระหว่าง Servers กับ Clients หรือ Transport Layer Security (TLS) กลายเป็นสิ่งปกติที่องค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมนำไปใช้งานเนื่องจากหลายๆปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ กฎระเบียบด้านการป้องกันภัยให้ข้อมูลของสหภาพยุโรป (GDPR), การจัดอันดับผลการค้นหาเว็บโดย Google, การเตือนเบราว์เซอร์ของเว็บไซต์ HTTP ที่ไม่เข้ารหัส และการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ในขณะที่การเข้ารหัสทราฟฟิคช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ข้อมูล แต่ก็ก่อให้เกิดผลลบได้เช่นกัน เนื่องจากมีปริมาณภาระงานมากขึ้นและอาจได้รับอันตรายจากมัลแวร์ที่ซ่อนอยู่ในทราฟฟิคที่มีการเข้ารหัสไว้ ซึ่งสร้างภาระให้กับองค์กรในการสรรหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน IT ยังคงทำงานรวดเร็วและพร้อมใช้งานตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องป้องกันภัยและรักษาข้อมูลส่วนตัวได้อย่างรัดกุม คุณไม่สามารถตอบโต้กับสิ่งที่คุณมองไม่เห็น การเข้ารหัสทราฟฟิคเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการป้องกันการถูกดักโจมตีระหว่างทางเพื่อดูหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลอย่างไรก็ตาม การเข้ารหัสก็สามารถทำให้อุปกรณ์ตรวจสอบหรือวิเคราะห์ความผิดปกติไม่สามารถมองเห็นทราฟฟิคเหล่านั้นไปด้วยเช่นกัน การเข้ารหัสและการถอดรหัสของทราฟฟิคจะต้องใช้พลังงานในการประมวลผลอย่างมาก ดังนั้นโซลูชันการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ เช่น ระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS/IPS), Malware Sandbox, Next-gen Firewall (NGFW) และอื่น ๆ ไม่สามารถถอดรหัสได้ทั้งหมดหรือทำได้แต่ใช้ประสิทธิภาพมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นทราฟฟิคในการเข้าชมแอปพลิเคชันขององค์กรหรือการเข้าอินเทอร์เน็ตจากภายในองค์กร คุณจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเพื่อให้สามารถมองเห็นทราฟฟิคได้อย่างเต็มศักยภาพ ความท้าทายในการตรวจสอบทราฟฟิคขาออก เป็นที่ทราบกันดีว่ามัลแวร์เป็นอันตราย แต่โดยปกติแล้วระบบป้องกันแบบหลากหลายชั้นจะสามารถระบุและหยุดการแพร่กระจายมัลแวร์ไปยังผู้ใช้และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ หรือจากการกรองข้อมูล มัลแวร์สามารถติดมาจากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรืออีเมลฟิชชิ่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบการส่งข้อมูลออกไปข้างนอกเครือข่ายเพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะผู้โจมตีแทบทุกรายในปัจจุบันใช้ช่องทางที่มีการเข้ารหัสในการซ่อนการติดต่อของมัลแวร์ไปยัง C&C Server ความท้าทายในการตรวจสอบทราฟฟิคขาเข้า การตรวจสอบทราฟฟิคขาเข้าก็เป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นของธุรกิจ โดยผลการสำรวจที่ระบุในรายงานของ F5 Labs 2018 Application Protection Report พบว่า 34% ของเว็บแอปเป็นภารกิจที่จำเป็นขององค์กร ดังนั้น เมื่อแอปพลิเคชันเป็นสิ่งจำเป็น คุณจึงต้องใช้โซลูชันรักษาความมั่นคงปลอดภัย อาทิ Web Application Firewall (WAF) หรือ IDS/IPS เพื่อกรองทราฟฟิคที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากอุปกรณ์ตรวจสอบการโจมตีแล้ว คุณอาจจะต้องรันทราฟฟิคของแอปผ่านทางเอ็นจิ้นวิเคราะห์ข้อมูลหรือโซลูชันที่บันทึกการใช้งานของลูกค้าอีกด้วย ซึ่งโซลูชันเหล่านี้จะนำเสนอคุณสมบัติเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน แต่การถอดรหัสไม่สามารถทำได้แบบแยกแต่ละโซลูชัน คุณประโยชน์ของการมองเห็นทราฟฟิค นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยประเมินว่า ขณะนี้มัลแวร์ทั้งหมดใช้การเข้ารหัสเพื่อซ่อนการตรวจจับจากอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อค้นหาและกำจัดมัลแวร์ เมื่อใช้กลยุทธ์การป้องกันในเชิงลึกผู้ดูแลระบบจำนวนมากใช้โซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยในแบบอนุกรมเพื่อป้องกันมัลแวร์ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้ผลและยังเป็นการเปิดประตูให้ทราฟฟิคที่ประสงค์ร้ายผ่านเข้ามาทางโซลูชันรักษาความมั่นคงปลอดภัย โดยสรุปก็คือคุณต้องการความมั่นคงปลอดภัยแต่ก็ไม่อาจยอมให้ประสิทธิภาพของเว็บ ทราฟฟิคย่อหย่อนลง ลบพิษภัยของมัลแวร์ โซลูชัน SSL/TLS จะทำการถอดรหัสทราฟฟิคและส่งไปยังอุปกรณ์การตรวจสอบซึ่งนับว่าเป็นขั้นตอนแรกที่ดีในการลดผลกระทบจากมัลแวร์ อย่างไรก็ตาม อาจมีความล่าช้าเกิดขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นหากการเข้าถึงบางประเภทซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านอุปกรณ์ตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น ถ้าทราฟฟิคขาออกคือการเข้าชมเว็บไซต์ที่เป็นที่ยอมรับว่ามั่นคงปลอดภัย และโซลูชันการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล (DLP) ตรวจไม่พบข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับบางครั้งการเข้าชมนั้นก็ยังคงต้องผ่าน NGFW หรือ IDS แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีความสามารถในการกำหนดเส้นทางการเข้าชมเว็บให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของคุณ Perfect Forward Secrecy และเปลี่ยนรหัสฉับไว โปรโตคอล TLS มีการเฝ้าระวังแบบ Passtive ที่เรียกว่า Perfect Forward Secrecy (PFS) Protection ซึ่งมีการปรับปรุงการแลกเปลี่ยนคีย์โดยการใส่คีย์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเซสชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้น PFS การันตีได้ว่าผู้โจมตีจะไม่สามารถกู้คืนคีย์ใดๆ และถอดรหัสการสนทนาที่ถูกบันทึกไว้นับล้านๆ บทสนทนาได้ เนื่องจาก PFS เป็นมาตรฐานตามหลักปฏิบัติเนื่องจากเป็นวิธีเดียวที่ได้รับอนุญาตภายในโปรโตคอล TLS 1.3 คุณจึงต้องมีการเตรียมโซลูชันสำหรับรับมือข้อจำกัดดังกล่าว ก่อนหน้านี้ การเข้ารหัสด้วย RSA keys คุณต้องแลกเปลี่ยนคีย์กับคีย์อื่นๆ ของโซลูชัน แต่การเข้ารหัสแบบ PFS จะใช้กุญแจหรือคีย์เข้ารหัสที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละเซสชัน F5 SSL Orchestrator สามารถถอดรหัสและส่งต่อข้อความที่ไม่มีการเข้ารหัสไปยังอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัย หรือสามารถเปลี่ยนแปลงการเข้ารหัสไปเป็นโปรโตคอล TSL 1.2 กับคีย์ RSA  ทางเลือกที่สองนี้จะช่วยให้ไม่มีข้อมูลที่ไม่ถูกเข้ารหัสปรากฎอยู่ในระบบเครือข่ายเลย ในณะที่ยังคงช่วยให้อุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เข้ารหัสด้วยโปรโตลคอล TLS1.3 ได้ แม้ว่าจะยังไม่พบช่องโหว่ในการเข้ารหัสแบบ Elliptical Curve Ciphers ที่บังคับใช้เมื่อใช้เทคนิค PFS แต่สิ่งที่ปลอดภัยในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไปตลอด การวิจัยเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและเครื่องมือในการแฮ็กข้อมูลยังคงพัฒนาความก้าวหน้าพอๆ กับพลังของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ช่องโหว่ปรากฏออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีจุดควบคุมแบบรวมศูนย์กลางสำหรับการถอดรหัสและเข้ารหัสจะช่วยให้การเปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสทำได้ง่ายขึ้น การมองเห็นทราฟฟิคยังไม่เพียงพอ การควบคุมผ่านระบบ Orchestration คือหัวใจสำคัญ ความสามารถในการมองเห็นภายในแพ็คเก็ตที่เข้ามาในแอปพลิเคชันของคุณหรือออกไปจากเครือข่ายของคุณเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น การจัดการกับการเชื่อมต่อแบบอนุกรมหรือการกำหนดค่าเพื่อจัดการการถอดรหัสลับ/การเข้ารหัสลับทั่วทุกระดับชั้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ นโยบายที่กำกับการใช้งานบางสิ่งย่อมมีข้อยกเว้นอยู่ด้วยเสมอ F5 SSL Orchestrator นำเสนอทั้งการมองเห็นทราฟฟิคในระดับที่ครอบคลุมสูงสุด ระบบ Orchestration จัดให้มีการควบคุมการรับส่งข้อมูลหรือทราฟฟิคตามนโยบายเพื่อให้บริการตามสภาพความเสี่ยงและสภาพเครือข่ายแบบไดนามิก SSL Orchestrator สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเพื่อควบคุมการรับส่งข้อมูลขาเข้าและขาออกไปยังอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยโดยอาศัยอำนาจในการเป็น Proxy เต็มรูปแบบทั้ง SSL/TLS และ HTTP และในขณะที่การเข้าชมเว็บส่วนใหญ่น่าจะใช้โปรโตคอล HTTPS SSL Orchestrator จะช่วยให้คุณจัดการกับการถอดรหัสและการเข้ารหัสลับอย่างชาญฉลาดกับการรับส่งข้อมูลประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น STARTTLS ภายใน FTP, IMAP,…

ท่องเว็บอย่างไรให้ปลอดภัย

Credit: ShutterStock.com Techcrunch ได้แนะนำวิธีการวิธีการท่องเว็บได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและเป็นส่วนตัวซึ่งเราเห็นว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่มีประโยชน์จึงขอนำมาสรุปและส่งต่อให้ได้อ่านกัน ใครรู้บ้างว่าเรากำลังใช้เว็บไหน? คำตอบคือ ISP หน่วยงานรัฐบาล แม้กระทั่ง Social Media หรือเครือข่ายโฆษณาก็สามารถติดตามการใช้งานของคุณได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลของเราก็สำคัญเพราะมันสามารถบ่งบอกถึงนิสัยหรือปัญหาสุขภาพ แนวคิด ความเชื่อ ความชอบต่างๆ ที่เราใส่ลงไปในการค้นหา ดังนั้นเพื่อช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างเป็นส่วนตัวและมั่นคงปลอดภัยผู้ใช้งานควรปฏิบัติดังนี้ 1.ใช้งาน VPN เพื่อซ่อนตัวตนระหว่างทางแต่จงเลือกผู้ให้บริการที่น่าไว้ใจ VPN สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Censorship ได้คือในส่วนของ ISP และการสอดแนมระหว่างทางแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยเพราะเป็นการย้ายทราฟฟิคของเราไปยัง VPN Provider แทน ดังนั้นปัญหาต่อไปคือเลือกผู้ให้บริการที่น่าไว้ใจไม่งั้นอาจจะโดนนำข้อมูลไปขายต่อกับเครือข่ายโฆษณาได้โดยเฉพาะ Free VPN ทั้งหลาย 2.ใช้ Secure DNS Domain Name System จะคอยแมประหว่างชื่อโดเมนของเว็บไซต์และหมายเลขไอพี ดังนั้นหากส่วนนี้ไม่มั่นคงปลอดภัยก็จะมีคนรู้อยู่ดีว่าคุณใช้งานเว็บไหนบ้าง ซึ่งมีบริการ Secure DNS ที่ช่วยเข้ารหัสข้อมูล เช่น Cloudflare 1.1.1.1 ลองไปตั้งค่าใช้งานดู 3.เลือก HTTPS เสมอ HTTPS เป็นการเข้ารหัสการเชื่อมต่อระหว่างคุณกับเว็บไซต์ ซึ่งแม้ว่าจำเป็นต้องใช้ Wi-Fi…

Facebook ยอมรับ เปิดให้ Netflix, Spotify อ่านข้อความส่วนตัวของผู้ใช้

Mark Zuckerberg ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Facebook เคยยืนยันว่าผู้ใช้ 2.2 พันล้านคนมีสิทธิ์ควบคุมทุกอย่างที่แบ่งปันบน Facebook โดยไม่พูดถึงประเด็นว่าหลายคนไม่ทราบว่าขอบเขตการควบคุมนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง เฟซบุ๊ก (Facebook) ยอมรับต่อสาธารณชนว่า อนุญาตให้บริษัทอื่นสามารถอ่านข้อความส่วนตัวของผู้ใช้จริง การยอมรับนี้เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบของสื่อใหญ่ New York Times ด้าน Facebook อ้างทุกอย่างได้รับความยินยอมจากผู้ใช้แล้วตั้งแต่คลิก “ลงชื่อใช้งานด้วยบัญชีเฟซบุ๊ก” หรือ sign in wilth Facebook account  การยอมรับของ Facebook เกิดขึ้นหลังจากสื่อใหญ่อย่าง NYT เปิดโปงว่า Facebook ได้มอบสิทธิให้บริษัทใหญ่อย่างเน็ตฟลิกซ์ (Netflix), สปอติฟาย (Spotify) และธนาคารรอยัลแบงก์ (Royal Bank of Canada) ให้สามารถอ่าน เขียน และลบข้อความส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook ได้ ซึ่งแปลว่า การรับส่งข้อความส่วนตัวบน Facebook นั้น จะไม่มีความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า Facebook…

NASA เกิดเหตุ Data Breach ข้อมูลพนักงานกว่า 17,300 คนอาจรั่วสู่ภายนอก

Credit: Nasa.gov NASA ออกแถลงการณ์ยืนยันเกิดเหตุ Data Breach ซึ่งส่งผลกระทบต่อข้อมูลของพนักงานทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมแล้วอาจมากถึง 17,300 ราย หลังจากพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์ไม่น้อยกว่า 1 เครื่องของเอเจนซี่ถูกแฮ็ก NASA ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนไปยังพนักงานภายในองค์กรเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่า พบแฮ็กเกอร์นิรนามประสบความสำเร็จในการแฮ็กหนึ่งในเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ (Personally Identifiable Information: PII) ส่งผลให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของอดีตพนักงานและพนักงานปัจจุบันของ NASA Civil Service ที่เริ่มทำงาน ออกจากงาน หรือเปลี่ยนฝ่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2006 จนถึงเดือนตุลาคม 2018 รวมแล้วประมาณ 17,300 คน ได้ เอเจนซี่ระบุว่า NASA ตรวจเจอเหตุการณ์ Data Breach นี้เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา และได้ทำการวางมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันเครื่องเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อย รวมไปถึงแจ้งให้ทางเอเจนซี่ผสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของรัฐบาลกลางเพื่อตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดบ้างที่หลุดออกไป และบุคคลใดที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม NASA ยืนยันว่า เหตุการณ์ Data Breack นี้ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อภารกิจทางอวกาศที่กำลังดำเนินอยู่แต่อย่างใด เอเจนซี่ยังระบุอีกว่า พนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการแจ้งเตือน…