สหรัฐสั่งหน่วยงานรัฐคุมเข้มการใช้ AI, ป้องกันกระทบสิทธิ-ความปลอดภัยปชช.

ทำเนียบขาวออกคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐที่มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องใช้ “มาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม” ภายในวันที่ 1 ธ.ค.

ภาพวันแม่กับการใช้เทคโนโลยี

  การเผยแพร่ภาพแม่กับลูกเนื่องในโอกาสวันแม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ แทนที่จะสื่อถึงชาวโลกว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพดีเป็นปกติแล้วและกำลังมีความสุขอยู่กับพระโอรสและพระธิดา กลับสร้างปัญหาสาหัสแบบคาดไม่ถึง   กล่าวคือ ไม่นานหลังจากภาพนั้นกระจายออกไป สำนักข่าวใหญ่หลายแห่งแถลงว่า ตนได้บอกให้ผู้รับภาพงดเผยแพร่ต่อเพราะสงสัยว่าภาพนั้นได้รับการตกแต่งด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัยส่งผลให้ไม่สะท้อนความเป็นจริงเต็มร้อย   ต่อมา เจ้าหญิงทรงรับว่าพระองค์ทรงตกแต่งภาพนั้นจริงและทรงขออภัยในความไม่เดียงสาของความเป็นช่างภาพมือใหม่ซึ่งทดลองใช้เทคโนโลยีที่ไม่ค่อยคุ้นเคย   เหตุการณ์นั้นบานปลายเป็นประเด็นใหญ่ภายในเวลาอันสั้น เนื่องจากมีผู้ชี้ว่าทางในวังของอังกฤษได้ใช้วิธีสร้างภาพให้ดูดีเกินความเป็นจริงมานาน และฝ่ายต่อต้านการมีกษัตริย์ได้พยายามขุดคุ้ยเรื่องในแนวนี้มาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง   ในบางกรณีถึงกับใช้เทคโนโลยีใหม่แอบถ่ายภาพ หรือดักฟังการสนทนาของราชวงศ์ส่งผลให้เรื่องไปถึงโรงศาล การเผยแพร่ภาพดังกล่าวจึงอาจเป็นน้ำผึ้งอีกหนึ่งหยดที่ส่งผลให้เกิดจุดพลิกผันอันสำคัญยิ่งในราชวงศ์อังกฤษได้   ผู้ดูโดยทั่วไปคงไม่รู้ว่าภาพดังกล่าวนั้นได้รับการตกแต่ง แต่สำนักข่าวใหญ่ ๆ มีทั้งเทคโนโลยีร่วมสมัยและความเชี่ยวชาญในการดูภาพจึงรู้ เมื่อรู้แล้วก็มิได้อำไว้เพราะเกรงใจราชวงศ์ หากแถลงออกมาเนื่องจากยึดจรรยาบรรณในด้านวิชาชีพของตนสูงกว่าความเกรงใจในตัวบุคคล หรือสถานะทางสังคมของเขารวมทั้งราชวงศ์   เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นประเด็นใหญ่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกครั้ง กล่าวคือ เทคโนโลยีมีประโยชน์มหาศาล แต่มีโทษ หรือคำสาปแฝงมาด้วยเสมอ   โทษอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความมักง่าย และความตั้งใจใช้เทคโนโลยีโดยขาดจรรยาบรรณ หรือเจตนาร้าย   ภาพ : เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงขอโทษที่ตกแต่งภาพทางการจากสำนักพระราชวังเคนซิงตัน จนสำนักข่าวดังหลายแห่งลบออกจากระบบ   ด้านประโยชน์นั้นเราคุ้นเคยกับมันในชีวิตประจำวันจนแทบไม่นึกถึง ผู้กำลังอ่านบทความนี้คงมีเครื่องมือทำด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัยและอาจใช้มันอ่านอยู่ด้วยรวมทั้งโทรศัพท์อัจฉริยะ คอมพิวเตอร์จำพวกพกพาและคอมพิวเตอร์จำพวกตั้งโต๊ะ   ส่วนผู้อ่านการพิมพ์บนหน้ากระดาษก็อาจมิได้นึกถึงว่ากระดาษและตัวหนังสือที่ปรากฏต่อหน้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ใช้เทคโนโลยีหลายอย่างด้วยกัน   ส่วนด้านโทษก็มีมาก…

อย่าให้ ‘เอไอ’ อยู่เหนือกติกาโลก

  เมื่อเราอยู่ในยุคที่ เอไอ เฟื่องฟู เราต้องคิดให้ทันว่า สิ่งที่เราเห็นทั่วไป เป็นข้อมูลจริงหรือเปล่า สุดท้ายความจริงแล้วคืออะไร เราอาจต้องเตือนใจไว้ทุกครั้งว่า อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็นในทันที   “ปัญญาประดิษฐ์” หรือเอไอ กลายเป็นเทคโนโลยีเพียงหนึ่งเดียวในยุคนี้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ทุกคนเชื่อว่า เอไอ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งในโลก เสมือนดึงฉาก เอไอ ในหนังฮอลลีวู้ดเมื่อหลายปีที่แล้วออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง   ความแพร่หลายของการใช้เอไอ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายวงสนทนา เอ่ยอ้างถึง Generative AI ซึ่งเป็น เอไอ ที่ถูกออกแบบให้มีความสามารถ อัจฉริยะถึงขั้นสามารถ “สร้างสิ่งใหม่” จากชุดข้อมูลที่มีอยู่   ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเติบโตของเอไอ มาพร้อมความท้าทาย หากมองว่า เอไอ คือ เทคโนโลยีหนึ่งที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง แน่นอนว่า วันนี้เราเริ่มเห็น “ความร้ายกาจ” ของเอไอในด้านมืดมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของข่าวปลอม การใช้เอไอปลอมเป็นบุคคลแล้วนำไปสู่กระบวนการหลอกลวง สร้างผลเสียตามมาหาศาล   นั่นเป็นเพราะกติกาของโลกวิ่งไล่ตามการพัฒนาของเอไอไม่ทัน แต่ก็มีหลายองค์กร พยายามหาแนวทางการอยู่ร่วมกับเอไอ ได้แบบมีขอบเขต มีกติกา…

กสทช.ผลักดัน ‘ฑูตไซเบอร์’ ป้องภัยโจมตีออนไลน์สร้างเสถียรภาพข้อมูลรัฐ

นายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประจำนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยในเวทีสัมมนางาน Next Step Thailand 2024: Tech & Sustain ก้าวต่อไปของนวัตกรรมและความยั่งยืน ณ ห้องพญาไท 3-4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีช่องว่างของ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งทางด้านเทคโนโลยี และบุคคลากร ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

รัฐบาลอินเดียสั่ง โมเดล AI ที่ยังอยู่ระหว่างทดสอบ ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลก่อนให้บริการ

กระทรวงไอทีของประเทศอินเดีย ออกประกาศเกี่ยวกับการใช้งาน AI ภายในประเทศอินเดีย มีประเด็นสำคัญคือ AI ที่ยังไม่เสถียร ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ จำเป็นต้องแปะป้ายแจ้งเตือนผู้ใช้งาน และต้องขออนุญาตจากรัฐบาลอินเดียก่อนให้บริการต่อสาธารณะ

นับถอยหลัง 2 ปี ‘Deepfakes’ ป่วนโลกธุรกิจหนักยิ่งกว่าเดิม

  “การ์ทเนอร์” คาดการณ์ “Deepfakes” ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เป็นผู้สร้างขึ้นจะทำให้อีกสองปีการใช้โซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนแบบเดิม ๆ ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป   Keypoints : •  Deepfakes ทำลายระบบการพิสูจน์ตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ •  การโจมตีแบบ Deepfakes ที่สร้างโดยเอไอทำให้โซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป •  การปลอมแปลงข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพเป็นการโจมตีที่พบบ่อยที่สุด การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าในปี 2569 การโจมตีแบบ Deepfakes ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์กับเทคโนโลยีระบุตัวตนบนใบหน้าหรือ Face Biometrics เป็นเหตุให้องค์กรประมาณ 30% มองว่าโซลูชันการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนจะไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปหากนำมาใช้แบบเอกเทศ   อากิฟ ข่าน รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญด้านเอไอเกิดขึ้นหลายประการ ซึ่งนั่นทำให้เกิดการสร้างภาพสังเคราะห์ขึ้นได้   ภาพใบหน้าคนจริง ๆ ที่สร้างขึ้นปลอม ๆ เหล่านี้ หรือที่เรียกว่า “Deepfakes” นั้น เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถนำมาใช้เพื่อทำลายระบบการพิสูจน์ทราบตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์หรือทำให้ระบบใช้การได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ   ผลที่ตามมาก็คือ องค์กรต่างๆ…