ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ

หลายครั้งปรากฎเอกสารราชการที่แสดงชั้นความลับจากหน่วยงานของรัฐต่างๆ ถูกนำออกเผยแพร่สาธารณะ โดยเฉพาะบน social network  ตัวอย่างจากกรณีแรกเป็นหนังสือราชการถึงบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือราชการนั้น ซึ่งเป็นการนำออกเผยแพร่ด้วยตัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเอง โดยแยกออกเป็นบุคคลทั่วไป ได้แก่ หนังสือราชการชั้นลับจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงในการแถลงข่าว (ภาพจากสำนักข่าวทีนิวส์ เมื่อ 23 พฤษภาคม 2562) ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง กับบุคคลที่เคยรับราชการ ได้แก่ หนังสือราชการชั้นลับจากสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงนายสุขวิช รังสิตพล เผยแพร่บน Facebook ของฐิฏา มานิตกุล ผู้พันปราง บุตรของ นายสุขวิชฯ ส่วนกรณีท้ายสุดเป็นเอกสารราชการที่นำออกเผยแพร่โดยบุคคลอื่นที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เอกสารชั้นลับมากประกอบการประชุมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายพิชัย นรินพทะพันธุ์ นำมาแสดงในรายการทุบประเด็น ทางสถานีโทรทัศน์ไบรท์ ทีวี เมื่อ 19 มิถุนายน 2562 เป็นต้น เอกสารราชการนับเป็นข้อมูลข่าวสารราชการประเภทหนึ่ง เมื่อถูกกำหนดชั้นความลับ หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของเรื่อง หรือเกี่ยวข้อง หรือมีอยู่ในการครอบครอง ดูแล ต่างต้องดำเนินการกับเอกสารดังกล่าวตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ…

ความสำคัญ กม.ไซเบอร์-ข้อมูลบุคคลฯ ที่รัฐบาลต้องใส่ใจ

ปริญญา หอมเอนก ผุ้บริหาร เอซิส โปรเฟสชันนิล เซ็นเตอร์ จำกัด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชากรโลกมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการสื่อสารของมนุษย์ จากการใช้จดหมายหรือโทรศัพท์ตามบ้าน มาเป็นการติดต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสมาร์ทโฟนซึ่งเปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33ของมนุษย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น จึงเกิดลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันที่เรียกว่า “Digital Life Style”  ที่มนุษย์ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องมีทักษะในการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และแบบพกพาให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยทักษะดังกล่าวถูกกล่าวอยู่เป็นประจำในโลกไซเบอร์ว่า “Digital Literacy” เมื่อโลกเปลี่ยนจากยุค “Information Edge” ไปสู่ยุค “Cyber Edge” และ “AI Edge” ตามลำดับ ทำให้รัฐบาลในแต่ละประเทศทั่วโลกต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) จึงจำเป็นที่จะต้องตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกเอาเปรียบหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวได้จากทั้งในและนอกประเทศ เมื่อโลกแคบลงจึงไม่มีขอบเขตชัดเจนเหมือนชายแดนประเทศทางกายภาพ หากแต่กลายเป็นโลกไซเบอร์ที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน จากเหตุผลดังกล่าว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการตรากฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เรียกกันว่า “ชุดกฎหมายดิจิทัล” เพิ่มขึ้นอีก 2 ฉบับ โดยจากเดิมเรามีกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์มาพิสูจน์ในชั้นศาลได้ ไม่ต่างจากการทำธุรกรรมในแบบเดิมและเรามีกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อลงโทษแฮกเกอร์หรืออาชญากรทางไซเบอร์ที่เข้ามาละเมิดโจมตีระบบขององค์กรและบุคคลทั่วไป หากแต่กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะที่ว่าต้องมีการกระทำผิดเสียก่อน จึงมีการกล่าวหาเอาผิดผู้กระทำผิดเหล่านั้น หากแต่ยังมีกฎหมายในบางข้อที่มีลักษณะที่องค์กรต้องปฏิบัติก่อนเหตุเกิด โดยถือเป็นวินัยขององค์กรและผู้ให้บริการ เช่น…

มีผลแล้ว! ขอวีซ่าอเมริกาต้องแจงบัญชีโซเชียลมีเดียด้วย

ใบสมัครยื่นขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริการูปแบบใหม่ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ที่จะขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาเกือบทุกคนต้องแสดงบัญชีโซเชียลมีเดีย อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ที่ตนเองใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีเพียงผู้ถือพาสปอร์ตทูตและข้าราชการได้รับการยกเว้นจากมาตรการใหม่นี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2018 รัฐบาลของทรัมป์เสนอกฎนี้ ตอนนั้น สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) โต้ว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการติดตามโซเชียลมีเดียเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นธรรม และจะทำให้ประชาชนเซ็นเซอร์ตัวเองได้ ก่อนหน้านี้ ผู้ที่ต้องแสดงหลักฐานดังกล่าวมีเพียงผู้ยื่นขอวีซ่าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น บุคคลที่มาจากประเทศในกลุ่มที่มีผู้ก่อการร้ายควบคุมอยู่ แต่ละปีมีประมาณ 65,000 คน หากใครให้ข้อมูลเท็จ ทางการบอกว่า อาจจะต้องเจอกับบทลงโทษที่ร้ายแรง ทั้งนี้ ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียที่ต้องแสดง เช่น อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แต่หากผู้ยื่นขอวีซ่าต้องการแจ้งข้อมูลของแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็ทำได้เช่นกัน “สำหรับการยื่นขอวีซ่า ต้องถือว่าความมั่นคงของประเทศมีความสำคัญที่สุด ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองด้านความปลอดภัย เรากำลังหากลไกเพื่อพัฒนากระบวนการคัดกรองคนเพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกัน ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมาย” กระทรวงการต่างประเทศระบุ มาตรการใหม่นี้จะกระทบกับผู้ยื่นขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาที่มีประมาณ 14.7 ล้านคนต่อปี รวมทั้งผู้ที่เดินทางไปทำงานหรือศึกษาที่สหรัฐอเมริกาด้วย ———————————————- ที่มา : The Momentum / 2 มิถุนายน 2562…

ไฟเขียว! สิงคโปร์ผ่านร่างกฎหมายจัดการข่าวปลอม

สภานิติบัญญัติแห่งชาติสิงคโปร์ มีมติเสียงข้างมาก รับรองร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจรัฐบาล จัดการข่าวสารและข้อมูลที่ไม่เป็นจริงบนโลกออนไลน์ วันนี้ (9 พ.ค.62) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติของสิงคโปร์มีมติเสียงข้างมาก ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี 72 เสียง ต่อ 9 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ผ่านร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับปัจจุบัน โดยเสียงสนับสนุนทั้งหมดมาจากพรรคกิจประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง และเสียงคัดค้านมาจากพรรคแรงงานสิงคโปร์  ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวในสภาแห่งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายรวมถึงการที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการกำหนดให้เว็บไซต์หรือเพจข่าวออนไลน์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และแก้ไขข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลพิจารณาแล้วพบว่าผิดหรือไม่เหมาะสม และบังคับผู้ประกอบการเครือข่ายสังคมออนไลน์และบริษัทเทคโนโลยีต้องทำแถบข้อความเตือนไว้ใกล้กับข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลพิจารณาแล้วพบว่าไม่เหมาะสม ขณะที่ ประชาชนผู้รับสารควรเพิ่มการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเนื้อหา นอกจากนี้ หากรัฐบาลพิจารณาข้อมูลข่าวสารใดแล้วถือว่าเป็นเท็จ เว็บไซต์หรือเพจที่นำเสนอรายงานนั้น ต้องลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบทันที สำหรับบทลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 23.35 ล้านบาท) โดยบทลงโทษครอบคลุมการกระทำผิดที่เป็นการเปิดใช้บัญชี ซึ่งเรียกว่า บอท เพื่อเจตนาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จด้วย จนถึงขณะนี้ เฟซบุ๊กซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่ที่สุดของโลก ยังไม่แสดงท่าทีต่อกฎหมายดังกล่าวของสิงคโปร์ ส่วนตัวแทนของบริษัทกูเกิ้ลในสิงคโปร์แสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรมของประเทศในระยะยาว ส่วนฮิวแมนไรตส์วอตช์ วิจารณ์ว่าจะยิ่งเป็นการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของชาวสิงคโปร์ให้ยิ่งน้อยลงไปอีก…

Toyota ถูกแฮ็กข้อมูลลูกค้ากว่า 3 ล้านรายเสี่ยงรั่วไหล

credit : AllAboutLean.com เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Toyota ได้แถลงการณ์ว่าพบบริษัทในเครือถูกแฮ็กซึ่งกระทบข้อมูลลูกค้ากว่า 3,100,000 ราย โดยบริษัทในเครือที่ว่าคือ Tokyo Sale Holding, Tokyo Tokyo Motor, Tokyo Toyopet, Toyota Tokyo Corolla, Nets Toyota Tokyo, Lexus Koishikawa Sales, Jamil Shoji (Lexus Nerima), และ Toyota West Tokyo Corolla บริษัทได้กล่าวต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ข้อมูลลูกค้ากว่า 3.1 ล้านรายอาจรั่วไหลออกไปนอกบริษัทซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่กระทบกับข้อมูลบัตรเครติด” นอกจากนี้ยังได้ขอโทษลูกค้าทุกคนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อสืบสวนและหาสาเหตุ อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัย FireEye ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวเวียดนามที่ชื่อว่า ‘Apt32’ โดยกลุ่มนี้มักสนใจบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมของเวียดนาม ผลิตภัณฑ์ฝั่งผู้บริโภค บริการที่ปรึกษาและโรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลงานโจมตีในระดับสากลอีกหลายแห่งในกลุ่มองค์กรสื่อ สิทธิมนุษยชน อีกด้วย ———————————————— ที่มา : Techtalk Thai…

ตร.ญี่ปุ่นกวาดล้างแก็งค์ปลอมบัตรพำนัก รับมือเปิดรับแรงงานต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างขบวนการปลอมแปลงบัตรผู้พำนักอาศัยชาวต่างชาติ หลังพบสถิติการทำผิดสูงเป็นประวัติการณ์ ในเดือนเมษายนนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะอนุญาตให้แรงงานชาวต่างชาติมาทำงานในญี่ปุ่นได้มากขึ้นหลายหมื่นคน และคาดว่าจะมีขบวนการหลอกลวงแรงงาน และจัดทำบัตรพำนักอาศัยปลอมแพร่ระบาดมาก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ตำรวจจังหวัดไอจิได้จับกุมชาวจีนรายหนึ่งที่รับจ้างผลิตบัตรพำนักอาศัยมากกว่า 6,000 ใบ โดยผู้ต้องหาระบุว่าทำเป็นขบวนการ โดยจำหน่ายบัตรพำนักอาศัยปลอมผ่านทางอินเทอร์เน็ต และได้รับค่าตอบแทนใบละ 600-700 เยน เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า ได้รับแจ้งคดีความปลอมแปลงบัตรผู้พำนักอาศัยสำหรับชาวต่างชาติในญี่ปุ่นถึง 620 คดี เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บบันทึกเมื่อปี 2556 และสูงกว่าสถิติในปีแรกที่เริ่มเก็บเกือบ 6 เท่า ชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่นจะต้องพกบัตรผู้พำนักอาศัยติดตัวเสมอ โดยบัตรนี้จะระบุชื่อ วันเดือนปีเกิด สถานะพำนักอาศัย และระยะเวลาในการอยู่อาศัย การมีบัตรพำนักอาศัยจะทำให้ชาวต่างชาติสามารถหางานทำ, ทำสัญญาเช่าบ้าน, ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ และเปิดบัญชีธนาคารได้ ซึ่งสามารถเปิดทางไปสู่การทำอาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ได้มากมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการจำหน่ายบัตรผู้พำนักอาศัยปลอมคุณภาพสูงผ่านทางออนไลน์ มีลายน้ำและสติกเกอร์ที่เปลี่ยนสีได้ แนบเนียนคล้ายของจริงอย่างมาก จึงจะยกระดับการปราบปรามขบวนการปลอมแปลงบัตร พร้อมเผยแพร่วิธีการตรวจสอบบัตรปลอมในเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรม ตามกฎหมายของญี่ปุ่น ผู้ที่ปลอมแปลงสถานะการพำนัก เพื่อทำงานอย่างผิดกฎหมาย มีความผิดต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3 ล้านเยน.…