เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ปลิดชีพ-กราดยิงสถานทูตฝรั่งเศสและกองบัญชาการใหญ่กองทัพบูร์กินาฟาโซ ยอดดับล่าสุด30ศพ เจ็บ 90ราย

  วันนี้( 3 มี.ค.61) เกิดเหตุโจมตี 2 แห่งพร้อมกันที่กรุงวากาดูกู เมืองหลวงของประเทศบูร์กินาฟาโซ ในทวีปแอฟริกา คือที่สถานทูตฝรั่งเศส และกองบัญชาการใหญ่กองทัพบูร์กินาฟาโซ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการ เพิ่มขึ้นเป็น 30 ราย บาดเจ็บ 90 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นทหารบูร์กินาฟาโซ ด้านรัฐบาลบูร์กินาฟาโซเปิดเผยรายละเอียดของเหตุร้ายที่เกิดขึ้นว่า สถานทูตฝรั่งเศสถูกโจมตีก่อน โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นจากมือปืน 5 คน เปิดฉากกราดยิงกลางกรุงวากาดูกู จากนั้นกลุ่มมือปืนได้วิ่งไปกราดยิงที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส ทั้งนี้ ในเวลาเดียวกันนั้น เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ปลิดชีพตนเอง ที่กองบัญชาการใหญ่กองทัพบูร์กินาฟาโซ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานทูตฝรั่งเศสเพียง 1 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 30 คน คาดว่าเป้าหมายการโจมตี คือการประชุมต่อต้านการก่อการร้ายระดับภูมิภาค ซึ่งมีตัวแทน 5 ชาติแอฟริกาเข้าร่วม คือบูร์กินาฟาโซ ช้าด มาลี มอริตาเนีย และไนเจอร์ ซึ่งกำลังจะเปิดประชุมที่กองบัญชาการใหญ่ดังกล่าว แต่เหตุระเบิดได้เกิดขึ้นก่อนการประชุม ด้านนายคลีเมนท์ ซาวาโดโก รัฐมนตรีความมั่นคงบูร์กินาฟาโซ ระบุว่า กลุ่มคนร้ายมีทั้งหมด 8 คน…

ความล้มเหลวของมาตรการ รปภ. อาจทำให้การก่อการร้ายในอัฟกานิสถานยังคงรุนแรง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 เกิดเหตุระเบิดรถพยาบาลในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เป็นการกระทำของกลุ่มตอลีบัน โดยมีเป้าหมายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ หน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถาน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถานในการสกัดกั้นเหตุก่อการร้ายในกรุงคาบูลและพื้นที่อื่นของอัฟกานิสถานทำให้ชาวอัฟกันและประชาคมระหว่างประเทศเกิดความวิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของอัฟกานิสถานซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงภายในอัฟกานิสถานได้ในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวผู้ก่อเหตุจุดชนวนระเบิดซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในรถพยาบาล บริเวณด่านตรวจความมั่นคงจุดที่ 2 ซึ่งอยู่ในเขตที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตต่างชาติ และสมัชชาระดับสูงเพื่อสันติภาพ (hight Peace Council) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถานกับกลุ่มตอลิบัน ในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน หลังจากผู้ก่อเหตุขับรถพยาบาลผ่านด่านตรวจความมั่นคงจุดแรก โดยอ้างว่ารีบนำคนไข้ไปส่งยังโรงพยาบาล Jamhuriat ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ เหตุระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 103 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนชาวอัฟกัน และบาดเจ็บ 235 คนโดยขณะเกิดเหตุมีผู้คนสัญจรไปมาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากหน่วยงานราชการในอัฟกานิสถานเปิดทำการตามปกติ อย่างไรก็ดี หน่วยข่าวกรองแห่งชาติอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางการอัฟกานิสถานสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป การที่รัฐบาลอัฟกานิสถานบกพร่องในมาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากใช้เวลาไปกับการให้ความสนใจในปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างที่ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี กับอัตตา โมฮัมหมัด นูร์ ผู้ว่าการรัฐบัลค์และเป็นผู้มีอิทธิพลทางภาคเหนือที่ถูกปลดจากตำแหน่ง กระทั่งไม่ใส่ใจต่อการรักษาความปลอดภัยประชาชน การเกิดเหตุรุนแรงในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานบ่อยครั้งในเวลาใกล้เคียงกันสะท้อนให้เห็นถึง ความล้มเหลวด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถานในการสกัดกั้นเหตุก่อการร้ายในกรุงคาบูลและพื้นที่อื่นของอัฟกานิสถาน ส่งผลประชาชนวิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นขีดความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอัฟกานิสถานอ้างว่าปากีสถานคอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มตอลิบันในการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ…

จับหนุ่มมาเลย์พกปืนขึ้นการบินไทยไปกัวลาลัมเปอร์ บินไทยแจงเครื่องไม่ได้ถูกจี้

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางการปากีสถานสามารถจับกุมชายชาวมาเลเซีย ที่แยกชิ้นส่วนปืนบรรจุลงในกระเป๋าเดินทาง ก่อนจะขึ้นเครื่องของการบินไทยเที่ยวบินที่ TG342 มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แต่ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินตรวจพบและรวบตัวได้คาสนามบินการาจี ด้าน รายงานข่าวจากฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กรบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) ชี้แจงถึงกรณีสื้อต่างประเทศออกมาระบุว่า เครื่องบินของการบินไทยเที่ยวบิน TG342 ถูกจี้ ว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีของการจี้เครื่องบินของการบินไทย แต่เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบมีคนพยายามนำอาวุธขึ้นไปบนเที่ยวบินโดยสารของการบินไทย แต่ทางการสามารถตรวจจับไว้ได้ก่อนที่จะมีการนำอาวุธขึ้นเครื่องบิน รายงานข่าวจากบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การจี้เครื่องบินTG 342 ที่จะออก เดินทางจากการาจี-กรุงเทพ เมื่อคืนวาน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธและจับกุมตั้งแต่ บริเวณประตูทางเข้าสนามบิน โดยที่ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการเช็กอินเพื่อขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผู้โดยสารของเที่ยวบินทีจี TG 342 ส่วนกรณีที่สื่อต่างประเทศมีการระบุว่าผู้ถูกจับกุม กำลังจะโดยสารไปกับเที่ยวบิน TG 342 ของการบินไทยนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่า สื่อต่างชาติใช้วิธีการคาดเนื่องจากในช่วงเวลาที่บุคคลคนดังกล่าวถูกจับกุมนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี เที่ยวบินที่กำลังจะออกเดินทางจากกรุงการาจีจำนวน4เที่ยวบิน ซึ่งประกอบด้วยเที่ยวสายการบินไทยเที่ยวบินทีจี 342 เที่ยวบินของสายการบินเอ็มเจ็ต และเที่ยวบินของสายการบินปากีสถานแอร์ไลน์ เป้นต้น อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินทีจี 342 เส้นทางการาจี-กรุงเทพ สามารถออกเดินทางได้ตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาขัดข้องใดๆและเดินทางได้มาถึงประเทศไทยโดยปลอดภัยแล้ว ————————————————————————— ที่มา…

เกิดเหตุระเบิดใกล้ย่านไทม์สแควร์ในนิวยอร์ก! เชื่อก่อการร้าย

Police and firefighters work in front of Port Authority Bus Terminal as police respond to a report of an explosion near Times Square on Monday, Dec. 11, 2017, in New York. (AP Photo/Andres Kudacki) NEW YORK – เกิดเหตุระเบิดบริเวณสถานีรถโดยสารแห่งหนึ่งใกล้ย่านไทม์สแควร์ ในนครแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ในช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาในสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความพยายามก่อการร้าย ชายผู้หนึ่งได้จุดระเบิดแบบท่อ หรือ pipe bomb ซึ่งติดอยู่กับตัวของเขา บริเวณทางเดินใต้ดิน ซึ่งเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟใต้ดินกับสถานีรถโดยสารในย่านไทม์สแควร์ ส่งผลให้มือระเบิดได้รับบาดเจ็บ ขณะที่มีประชาชนบาดเจ็บเล็กน้อยอีกสามคน รายงานระบุว่า ผู้ก่อเหตุมีชื่อว่า อาคายัด อัลลาห์ วัย 27…

ศาลสหรัฐฯไฟเขียวห้ามมุสลิม 6 ชาติเข้าประเทศ

The Supreme Court ruled in favor of Mr Trump’s controversial travel ban, delivering a victory to the President AP ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำสั่งอนุญาตให้บังคับใช้มาตรการแบนคนจากชาติมุสลิม6ประเทศ ได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าจะอยู่ระหว่างรอพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ วันนี้ (5 ธ.ค.60) ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถบังคับใช้คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับแก้ไข ที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบหรือห้ามนักเดินทางจาก 6 ชาติมุสลิมและอีก 2 ประเทศ เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่ากำลังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม ซึ่งมาตรการนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีได้ผลักดันมาตรการป้องกันผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้าประเทศมานานเกือบ 1 ปี ท่ามกลางเสียงคัดค้าน กล่าวหาว่า มาตรการของเขามุ่งเป้าไปที่ชาวมุสลิม, ละเมิดรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ส่งเสริมความมั่นคงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ทำให้มาตรการฉบับที่ 3 ซึ่งนายทรัมป์ประกาศใช้แทนคำสั่งฉบับที่ 2 ที่หมดอายุเมื่อเดือนกันยายน ได้เพิ่มเวเนซุเอลา และเกาหลีเหนือเข้ามาด้วย เพื่อลดข้อครหา ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ยื่นฟ้องร้องคัดค้านทันที ที่ศาลในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย และนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งตัดสินเมื่อเดือนตุลาคม ให้หยุดการบังคับใช้มาตรการห้ามนักเดินทางจากประเทศ ชาด, อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซีเรีย และเยเมน ในระหว่างที่กำลังมีการฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่ล่าสุด ศาลสูงสุดสหรัฐฯ กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ 2 ศาลแล้ว โดยศาลสูงสุดตัดสินใจอนุญาตให้บังคับใช้คำสั่งของประธานาธิบดีในทันที เพื่อจำกัดการเดินทางของคนจากประเทศที่มีความเสี่ยงก่อการร้ายสูง ————————————————————– ที่มา : TNN24 / 5 ธ.ค. 60, 11.59 น. Link :  http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=155744&t=news

ทรัมป์-ปูตินต่อสายครั้งแรกหลังดานัง สื่ออังกฤษชี้ “ผู้นำรัสเซียใช้เวลานานกว่าชั่วโมง” ทำความเข้าใจทรัมป์ “ขั้นตอนยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย”

เอเจนซีส์ – เมื่อวานนี้(21 พ.ย)ทรัมป์และปูตินต่อสายหารือทางโทรศัพท์ครั้งแรกหลังพบในการประชุมที่เมืองดานัง เวียดนาม หารือประเด็นมั่นคงโลก รวมไปถึงเกาหลีเหนือ ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ไม่สงบทางตะวันออกของยูเครน และสันติภาพในซีเรีย เกิดขึ้นก่อนหน้าผู้นำซีเรีย ประธานาธิบดีอัสซาดเข้าสวมกอดปูตินถึงโซชิ สื่ออังกฤษรายงานละเอียดยิบ ปูตินต้องการให้ทรัมป์ยอมรับแผนการสันติภาพยุติสงครามซีเรีย ยอมใช้เวลานานกว่าชั่วโมงกล่อมทางโทรศัพท์อธิบายให้เห็นภาพ  หนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ของสหรัฐฯรายงานเมื่อวานนี้(21 พ.ย)ว่า ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาวออกมายืนยันการสนทนาทางโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นในวันอังคาร(21 พ.ย)ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งเป็นการสนทนาทางโทรศัพท์ที่กินเวลายาวนานกว่า 1 ชั่วโมง ในขณะที่ฝ่ายเครมลินออกมาเปิดเผยว่า หัวข้อการสนทนาของผู้นำทั้งสองครอบคลุมความมั่นคงโลกในภาพกว้าง เป็นต้นว่า เกาหลีเหนือ อิหร่าน ยูเครน อัฟกานิสถาน และซีเรีย แต่ทว่าสื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียนชี้ว่า ผู้นำรัสเซียพยายามใช้เวลาสนทนาทางโทรศัพท์หว่านล้อมทรัมป์ ให้สนับสนุนแผนการของรัสเซียในการที่จะยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย  ทั้งนี้การสนทนาทางโทรศัพท์เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียอย่างกระทันหันของผู้นำซีเรีย ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งมีภาพการสวมกอดระหว่างปูตินและอัสซาดท่ามกลางแมกไม้ภายในที่พักฤดูร้อนของผู้นำรัสเซียที่ชื่อ โบคารอฟ รูเช(Bocharov Ruchei) เมื่อวันจันทร์(20 พ.ย) อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงาน…