มาเลเซียจับ-ส่งกลับ 4 อียิปต์วิจารณ์ ปธน. อียิปต์ด้วยกฎหมายต้านการก่อการร้าย

(ซ้ายสุด) อับเดล ฟัตตอห์ อัลซิซี อยู่กับกษัตริย์ซัลมานของซาอุดิอาระเบีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่งานริยาห์ด ซัมมิต ปี 2560 (ที่มา: Wikipedia) 9 มี.ค. 2562 สื่ออัลจาซีรารายงานว่า องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกมาวิจารณ์ทางการประเทศมาเลเซีย กรณีกักตัวชาวอียิปต์สี่คน ที่มีประวัติเคยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตอห์ อัลซิซี ของอียิปต์ และมีแผนจะส่งตัวกลับไปยังอียิปต์ ซึ่งทางองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างเกรงว่าชาวอียิปต์ทั้งสี่จะถูกลงโทษอย่างหนักเมื่อกลับไปถึงประเทศ ผู้สื่อข่าวประชาไทได้รับรายงานว่า ชาวอียิปต์ทั้งสี่คนถูกมาเลเซียเนรเทศมาตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2562 เพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งตัวกลับไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยผู้ถูกส่งกลับทั้งสี่มีชื่อว่า โมฮาเหม็ด ฟาธิห์ อิด อาลี (Mohamed Fathy Eid Aly) อับดุลลาห์ มาห์มูด ฮิชัม มอสตาฟา โมฮาเมห็ด (AbdAllah Mahmoud Hisham Mostafa Mohamed) อับเดลรามัน อับเดลลาซิซ อาเหม็ด อับเดลลาซิซ มอสตาฟา…

เกิดเหตุโจมตีที่แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย ทหารเสียชีวิตกว่า 40 ราย!

Indian firemen spray water on a road to wash away blood after an explosion in Pampore, Indian-controlled Kashmir, Thursday, Feb. 14, 2019. NEW DELHI — ทหารกองหนุนอย่างน้อย 40 คน เสียชีวิตระหว่างการโจมตีที่แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย โดยคนร้ายใช้รถยนต์บรรจุระเบิดพุ่งเข้าใส่ขบวนรถทหารราว 70 คัน ที่กำลังเดินทางอยู่บนถนนเส้นหลักใกล้กับเมืองศรีนาการ์ เมืองหลวงของแคว้นแคชเมียร์ ถือเป็นเหตุการณ์โจมตีที่ทำให้มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในแคชเมียร์ ทางการอินเดียกล่าวหาว่า กลุ่มก่อการร้าย Islamist Jaish-e-Mohammad ที่อยู่ในเขตปากีสถาน คือผู้ก่อเหตุครั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีครั้งล่าสุดยิ่งทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถานซึ่งทางอินเดียกล่าวหาว่าให้ความสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวให้ก่อเหตุในแคว้นแคชเมียร์ Jammu and Kashmir สำหรับรถโดยสารที่ถูกโจมตีจนเกิดระเบิดอย่างรุนแรงนั้น มีทหารกองหนุนเดินทางไปด้วย 44 คน แต่แรงระเบิดส่งผลกระทบต่อรถยนต์คันอื่นๆ ในขบวนที่มีทหารร่วมเดินทางไปด้วยหลายร้อยคน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายคน และคาดว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นการโจมตีด้วยระเบิดติดรถยนต์ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี แคว้นแคชเมียร์ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ต่างถูกอ้างเป็นเขตปกครองโดยทั้งอินเดียและปากีสถาน…

บึมโบสถ์คริสต์ดับ 20 เจ็บ 81 ฟิลิปปินส์ตอนใต้ มีทหารตายด้วย 5 ชี้ฝีมือก่อการร้าย

ฟิลิปปินส์ระอุ เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้ง ถล่มโบสถ์คาทอลิก บนเกาะโจโล ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลมีคนตายอย่างน้อย 20 ศพ ในจำนวนนี้เป็นทหาร 5 นาย บาดเจ็บอีกเพียบ ด้าน ปธน.ดูเตร์เต ประณามทันทีเป็นฝีมือพวกก่อการร้าย พร้อมลั่นจะลากคอมาดำเนินคดีให้ได้ ขณะที่ รมว.กลาโหมสั่งกองทัพนำกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ดูแลความปลอดภัยพร้อมสกัดการลอบโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ หลังเพิ่งมีการลงประชามติรับรองให้เกาะมินดาเนา ปรับสถานะเป็นเขตปกครองตนเองที่เรียกว่า “เขตปกครองบังซาโมโร” ได้เพียงวันเดียว โดยเกิดระเบิด 2 ครั้ง บริเวณโบสถ์คริสต์ “Our Lady of Mount Carmel” ในเขตเทศบาลเมืองโจโล จังหวัดซูลู บนเกาะโจโล เมื่อเวลา 08.45 น. ของวันที่ 27 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 07.45 น.ตามเวลาไทย ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย คาธอลิก กำลังร่วมสวดมนต์ประจำวันอาทิตย์ที่โบสถ์ โดยระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นภายในโบสถ์ และเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก็เกิดระเบิดครั้งที่สองตามมา โดยคาดว่าตัวระเบิดถูกซุกอยู่ในกล่องใส่ของบนรถมอเตอร์ไซค์…

ญี่ปุ่นผวา!จดหมายไซยาไนด์ในนาม “โอมชินริเกียว” ขู่เรียกเงินเหยียบล้าน ถ้าไม่ได้ จะเกิดโศกนาฎกรรม

นายโชโก อาซาฮารา ผู้นำกลุ่มลัทธิโอมชินริเกียว (AFP) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า มีบริษัทอย่างน้อย 9 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งบริษัทผู้ผลิตยาและหนังสือพิมพ์ ได้รับจดหมายแบล็คเมล์ที่บรรจุผงสีขาวที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ไซยาไนด์” บรรจุอยู่ โดยโฆษกสำนักงานตำรวจญี่ปุ่น เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า จดหมายที่ถูกส่งออกไป ใช้ชื่อผู้ส่งเป็นชื่อของสมาชิกโอมชินริเกียว ที่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว จากการก่อเหตุปล่อยก๊าซซารินโจมตีผู้คนในกรุงโตเกียว เมื่อปี ค.ศ.1995 โดยในจดหมายดังกล่าวเรียกเงินเป็นเงินบิทคอยน์คิดเป็นมูลค่า 35 ล้านวอน หรือราว 987,000 บาท แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า บริษัทที่ได้รับจดหมายเป็นบริษัทใดบ้าง ระบุเพียงว่า หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ ในจดหมายยังได้ขู่ว่า จะทำยาปลอมขึ้นมาที่มีส่วนผสมของโปแตสเซียม ไซยาไนด์ และจะแจกจ่ายออกไป พร้อมกับเตือนว่า จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น หากไม่มีการโอนเงินภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ——————————————————– ที่มา : MATICHON Online / 27 มกราคม 2562 Link : https://www.matichon.co.th/foreign/news_1337301

สถานการณ์ก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2561 และแนวโน้มในปี 2562

สถานการณ์ก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2561 ในห้วงปี 2561 แม้สถานการณ์ก่อการร้ายโดยรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจจะบรรเทาความรุนแรงลงตามทิศทางสถานการณ์โลก แต่กลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคยังคงเคลื่อนไหวและมีอุดมการณ์เข้มแข็ง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์แบบปิดลับมากขึ้น ทั้งยังคงพบแผนการโจมตีในภูมิภาคทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยกลุ่มก่อการร้ายที่มีความเชื่อมโยงหรือได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Islamic State (IS) ในห้วงปี 2561 กลุ่มหัวรุนแรงท้องถิ่นซึ่งสวามิภักดิ์กับกลุ่ม IS สามารถก่อเหตุโจมตีสำเร็จในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ยังพบความเคลื่อนไหวของต่างชาติที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มแนวคิดรุนแรง ซึ่งมีทั้งที่ต้องการเข้ามาสู้รบกับกองกำลังท้องถิ่น หรือต้องการใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่าน หรือพื้นที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ การสูญเสียพื้นที่ยึดครองของกลุ่ม IS ในซีเรียและอิรัก ทำให้กลุ่ม IS ให้ความสำคัญกับข่ายงานและผู้สนับสนุนในภูมิภาคอื่นมากขึ้น รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีฟิลิปปินส์เป็นพื้นที่สู้รบ ทำให้ผู้สนับสนุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกฮึกเหิมและมีกำลังใจในการต่อสู้ และยังเป็นการชักชวนทางอ้อมให้นักรบจากภูมิภาคอื่น เข้ามาร่วมต่อสู้ในภูมิภาคด้วย สำหรับกลุ่ม AL-Qaeda (AQ) แม้ความเคลื่อนไหวในระยะหลังจะไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สาขาของกลุ่ม AQ หลายกลุ่มในเอเชียยังคงเคลื่อนไหวเข้มแข็ง ขณะที่กลุ่ม AL-Jemaah al-lslamiyah (JI) ในอินโดนีเซียอยู่ในช่วงการรื้อฟื้นศักยภาพของกลุ่ม ซึ่งในระยะยาวกลุ่มต่าง ๆ ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป โดยสามารถจับตามองสถานการณ์ในแต่ละประเทศ ดังนี้ อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่น่าห่วงกังวลเรื่องการบ่มเพาะและการเผยแพร่แนวคิดรุนแรงอย่างมาก ในประเทศมีทั้งข่ายงานกลุ่ม…

เอฟบีไอเผย ชายรัฐจอร์เจียวางแผนใช้ ‘จรวดยิงรถถัง’ โจมตีทำเนียบขาว

Winter Weather เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ชายผู้หนึ่งจากรัฐจอร์เจียถูกจับกุมในข้อหาวางแผนใช้จรวดยิงรถถังเพื่อโจมตีทำเนียบขาว หลังจากที่เขาขายรถยนต์ของเขาเพื่อแลกกับอาวุธและระเบิดหลายลูก อัยการของสหรัฐฯ ระบุว่า นายฮาเชอร์ จาลาล ทาเฮ็บ วัย 21 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพุธ และถูกฟ้องในข้อหาพยายามทำลายอาคารของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยระเบิด รายงานระบุว่า สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า นายทาเฮ็บถูกล้างสมองโดยกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และได้เปลี่ยนชื่อรวมทั้งวางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่กลุ่มรัฐอิสลามครอบครองอยู่ นอกจากนี้ นายทาเฮ็บยังได้พบกับสายลับแฝงตัวและแหล่งข่าวของเอฟบืไอหลายครั้งเมื่อเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม และเผยกับแหล่งข่าวว่า เขามีแผนจะโจมตีทำเนียบขาว และรูปปั้นเทพีเสรีภาพในนครนิวยอร์กด้วย โดยในการพบกันครั้งหนึ่ง นายทาเฮ็บ บอกว่า หากเขาไปปฏิบัติการในต่างประเทศ เขาจะเป็นแค่หนึ่งในกองทัพผู้ก่อการรา้ย แต่หากปฏิบัติการในอเมริกา เขาสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่า รวมทั้งเขายังพร้อมจะสละชีพในการโจมตีด้วย สายลับของเอฟบีไอที่แฝงตัวใกล้ชิดกับนายทาเฮ็บ เผยด้วยว่า นายทาเฮ็บวางแผนโจมตีทำเนียบขาวด้วยตนเอง โดยใช้อาวุธปืนและระเบิด รวมทั้งจะใช้จรวดยิงรถถังยิงเข้าใส่ประตูหน้า และจะสรา้งความเสียหายให้มากที่สุด โดยมีแผนจะบันทึกวิดีโอการโจมตีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ด้วย ในวันพุธ นายทาเฮ็บได้นัดพบกับสายลับแฝงตัวของเอฟบีไอเพื่อแลกรถยนต์ของเขากับระเบิด จรวดยิงรถถังและอาวุธปืนไรเฟิล และถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ทันที ———————————————————- ที่มา : VOA Thai / มกราคม…