ศาลสหรัฐฯไฟเขียวห้ามมุสลิม 6 ชาติเข้าประเทศ

The Supreme Court ruled in favor of Mr Trump’s controversial travel ban, delivering a victory to the President AP ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำสั่งอนุญาตให้บังคับใช้มาตรการแบนคนจากชาติมุสลิม6ประเทศ ได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าจะอยู่ระหว่างรอพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ วันนี้ (5 ธ.ค.60) ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถบังคับใช้คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับแก้ไข ที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบหรือห้ามนักเดินทางจาก 6 ชาติมุสลิมและอีก 2 ประเทศ เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่ากำลังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม ซึ่งมาตรการนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีได้ผลักดันมาตรการป้องกันผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้าประเทศมานานเกือบ 1 ปี ท่ามกลางเสียงคัดค้าน กล่าวหาว่า มาตรการของเขามุ่งเป้าไปที่ชาวมุสลิม, ละเมิดรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ส่งเสริมความมั่นคงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ทำให้มาตรการฉบับที่ 3 ซึ่งนายทรัมป์ประกาศใช้แทนคำสั่งฉบับที่ 2 ที่หมดอายุเมื่อเดือนกันยายน ได้เพิ่มเวเนซุเอลา และเกาหลีเหนือเข้ามาด้วย เพื่อลดข้อครหา ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ยื่นฟ้องร้องคัดค้านทันที ที่ศาลในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย และนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งตัดสินเมื่อเดือนตุลาคม ให้หยุดการบังคับใช้มาตรการห้ามนักเดินทางจากประเทศ ชาด, อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซีเรีย และเยเมน ในระหว่างที่กำลังมีการฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่ล่าสุด ศาลสูงสุดสหรัฐฯ กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ 2 ศาลแล้ว โดยศาลสูงสุดตัดสินใจอนุญาตให้บังคับใช้คำสั่งของประธานาธิบดีในทันที เพื่อจำกัดการเดินทางของคนจากประเทศที่มีความเสี่ยงก่อการร้ายสูง ————————————————————– ที่มา : TNN24 / 5 ธ.ค. 60, 11.59 น. Link :  http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=155744&t=news

ทรัมป์-ปูตินต่อสายครั้งแรกหลังดานัง สื่ออังกฤษชี้ “ผู้นำรัสเซียใช้เวลานานกว่าชั่วโมง” ทำความเข้าใจทรัมป์ “ขั้นตอนยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย”

เอเจนซีส์ – เมื่อวานนี้(21 พ.ย)ทรัมป์และปูตินต่อสายหารือทางโทรศัพท์ครั้งแรกหลังพบในการประชุมที่เมืองดานัง เวียดนาม หารือประเด็นมั่นคงโลก รวมไปถึงเกาหลีเหนือ ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ต่อต้านก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ไม่สงบทางตะวันออกของยูเครน และสันติภาพในซีเรีย เกิดขึ้นก่อนหน้าผู้นำซีเรีย ประธานาธิบดีอัสซาดเข้าสวมกอดปูตินถึงโซชิ สื่ออังกฤษรายงานละเอียดยิบ ปูตินต้องการให้ทรัมป์ยอมรับแผนการสันติภาพยุติสงครามซีเรีย ยอมใช้เวลานานกว่าชั่วโมงกล่อมทางโทรศัพท์อธิบายให้เห็นภาพ  หนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ของสหรัฐฯรายงานเมื่อวานนี้(21 พ.ย)ว่า ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาวออกมายืนยันการสนทนาทางโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นในวันอังคาร(21 พ.ย)ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งเป็นการสนทนาทางโทรศัพท์ที่กินเวลายาวนานกว่า 1 ชั่วโมง ในขณะที่ฝ่ายเครมลินออกมาเปิดเผยว่า หัวข้อการสนทนาของผู้นำทั้งสองครอบคลุมความมั่นคงโลกในภาพกว้าง เป็นต้นว่า เกาหลีเหนือ อิหร่าน ยูเครน อัฟกานิสถาน และซีเรีย แต่ทว่าสื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียนชี้ว่า ผู้นำรัสเซียพยายามใช้เวลาสนทนาทางโทรศัพท์หว่านล้อมทรัมป์ ให้สนับสนุนแผนการของรัสเซียในการที่จะยุติสงครามกลางเมืองซีเรีย  ทั้งนี้การสนทนาทางโทรศัพท์เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียอย่างกระทันหันของผู้นำซีเรีย ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งมีภาพการสวมกอดระหว่างปูตินและอัสซาดท่ามกลางแมกไม้ภายในที่พักฤดูร้อนของผู้นำรัสเซียที่ชื่อ โบคารอฟ รูเช(Bocharov Ruchei) เมื่อวันจันทร์(20 พ.ย) อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงาน…

ยอดเหยื่อระเบิดในโซมาเลีย ทะลุ 270 ราย

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดสองครั้งซ้อนในโซมาเลีย ทะยานขึ้นเป็น 276 คน เจ็บอีกอย่างน้อย 300 คน และนับเป็นเหตุโจมตีที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีด้วยรถบรรทุกระเบิด 2 ครั้งซ้อน ในโซมาเลียเมื่อวันเสาร์ พุ่งเป็น 276 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 300 คน ซึ่งจุดแรกเกิดขึ้นบริเวณสี่แยกไฟแดงหน้าโรงแรมซาฟารี ที่มีคนพลุกพล่านใจกลางกรุงโมกาดิชู ตามด้วยจุดที่สองในเขตเมดินา ในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา กลายเป็นเหตุโจมตีที่นองเลือดที่สุดในครั้งเดียว นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธมุสลิมเริ่มเคลื่อนไหว เมื่อปี 2550ปธน.โมฮัมเหม็ด อับดุลลาฮี โมฮัมเหม็ด ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ เป็นเวลา 3 วัน และเรียกร้องขอบริจาคเลือดและเงินเพื่อช่วยเหลือเหยื่อระเบิด นายกฯ ฮัสซัน อาลี ไครา ได้ประนามว่าเป็นฝีมือของกลุ่มหัวรุนแรงอัล-ชาฮับ ที่ฝักใฝ่อัล ไกดา และเรียกว่าเป็น “หายนะแห่งชาติ” แต่กลุ่มนี้ยังไม่ได้แสดงตัวใดๆตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้มาจากแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ และมียังศพอีกมากในห้องเก็บศพที่ยังไม่ถูกระบุอัตลักษณ์ แพทย์ต้องเร่งรับมือกับผู้บาดเจ็บที่ส่วนใหญ่มีบาดแผลไหม้เกรียมจนจำแทบไม่ได้ และเกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นกว่านี้ หลายครอบครัวยังคงค้นหาญาติที่สูญหายตามซากอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคง ค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารโรงแรมซาฟารี ที่อยู่ใกล้กับกระทรวงต่างประเทศและสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง ร้านอาหาร ร้านค้าสหรัฐฯ…

ลาสเวกัส: มือปืนบุกเดี่ยวสาดกระสุนใส่คอนเสิร์ตกลางแจ้ง ตายอย่างน้อย 58 เจ็บกว่า 500

มือปืนบุกเดี่ยวกราดยิงจากห้องพักชั้นบนของโรงแรมมัณฑะเลย์ เบย์ ในลาสเวกัสเข้าใส่ฝูงชนในงานเทศกาลดนตรีกลางแจ้งซึ่งจัดขึ้นใกล้กับโรงแรม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 58 คน บาดเจ็บ 515 คน ส่วนมือปืนฆ่าตัวตายในที่เกิดเหตุ นับเป็นเหตุสังหารหมู่ที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐฯ ตำรวจแถลงว่าเหตุเกิดเมื่อเวลา 22.08 น. ของคืนวันอาทิตย์ (12.08 น. ของวันจันทร์ ตามเวลาในประเทศไทย) โดยภาพวิดีโอที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นฝูงชนหลายร้อยคน พากันวิ่งหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ โดยมีกำลังตำรวจพร้อมอาวุธครบมือจำนวนหนึ่งเข้าระงับเหตุ และไล่ล่าติดตามตัวมือปืน   ตำรวจระบุว่า มือปืนเป็นชายชาวลาสเวกัสวัย 64 ปี ชื่อ สตีเฟน แพดด็อก เขาเปิดฉากกราดยิงลงมาจากห้องพักชั้น 32 ของโรงแรม เข้าใส่ฝูงชน ที่กำลังไปร่วมชมดนตรีกลางแจ้งซึ่งคาดว่ามีผู้ชมถึง 22,000 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่ามือปืนได้ฆ่าตัวตายในห้องพักของโรงแรมในขณะที่ตำรวจจู่โจมเข้าไปในห้อง ซึ่งพบว่ามีปืนอีก 10 กระบอกอยู่ ล่าสุดตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายแพดด็อก และตามหาหญิงชาวเอเชีย ชื่อมาริลู แดนลีย์ ซึ่งเชื่อว่าเคยอยู่กับนายแพดด็อก โดยเขาได้ใช้เอกสารของผู้หญิงคนนี้ลงทะเบียนเข้าพักโรงแรมดังกล่าว   อย่างไรก็ดี ล่าสุดเจ้าหน้าที่พบว่าแดนลีย์ ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ และไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ…

ตำรวจประกาศเหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินลอนดอน เป็นเหตุก่อการร้าย

ตำรวจนครบาลลอนดอนยืนยันว่า เหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินสายดิสทริก ที่สถานีพาร์สันส์ กรีน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เป็น “เหตุก่อการร้าย” เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้คนจำนวนมากกำลังเดินทางไปทำงาน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ภาพที่ถูกโพสต์ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นไฟไหม้กระป๋องสีขาวที่อยู่ในถุงพลาสติกซึ่งถูกวางอยู่ในรถไฟใต้ดิน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง สหราชอาณาจักรยังต้องเผชิญภัยมุสลิมสุดโต่งอีกหลายทศวรรษ ย้อนรอย 5 เหตุร้าย ใน สหราชอาณาจักร เผยโฉมหน้านักรบจีฮัดในอังกฤษ     แดเนียล แซนด์ฟอร์ด ผู้สื่อข่าวสายมหาดไทยของบีบีซี รายงานว่า แหล่งข่าวด้านต่อต้านการก่อการร้ายหลายรายระบุว่า ขณะนี้กำลังสอบสวนเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในฐานะ “เหตุก่อการร้าย” ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ได้รับ รายงานความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ทางการอังกฤษ ระบุว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าเหตุระเบิดเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นฝีมือของผู้ใด ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางส่วนเล่าว่าผู้โดยสารพากัน “แตกตื่น” และพยายามหนีออกจากรถไฟที่สถานีพาร์สัน กรีน ในย่านฟูแลม ของกรุงลอนดอน     หน่วยรถพยาบาลลอนดอน ระบุว่า ได้ส่งทีมปฏิบัติการในพื้นที่อันตรายไปยังจุดเกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 8.20 น.วันนี้ (15 ก.ย.)…

ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีในยุโรปและอเมริกาเหนือ?

บีบีซีได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการก่อการร้ายและปฏิบัติการของพวกหัวรุนแรงนอกองค์กรรวบรวมและวิเคราะห์เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกเพื่อให้เห็นว่ารูปแบบของปฏิบัติการเหล่านี้เป็นอย่างไร ดร.ลอเรนโซ วิดิโน ผู้อำนวยการโครงการศึกษากลุ่มที่มีแนวความคิดสุดโต่งของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลของบีบีซีชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในโลกตะวันตกจากน้ำมือของนักรบจิฮัดในช่วงสามปีที่ผ่านมามีจำนวนรวมกันถึง 420 คนแล้ว เปิดใจภรรยานักรบไอเอส นักข่าวบีบีซีบุกแนวรบใน ‘เมืองหลวงไอเอส’ เปิดใจหนุ่มเยอรมันกลับใจ หลังผิดหวังไอเอส แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเงื้อมมือพวกหัวรุนแรงในซีกโลกอื่นจะรุนแรงกว่ามากนัก สองสามเดือนที่ผ่านมาในช่วงหลังการโจมตีเริ่มถี่ขึ้นมาก ต่อไปนี้เป็นการจำแนกข้อมูลคร่าว ๆ ของรูปแบบการโจมตี ซึ่งมีทั้งสถานที่ อายุของผู้ปฏิบัติการ สถานะคนเข้าเมือง และความเกี่ยวเนื่องกับองค์กร เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) การโจมตีมักจะเกิดขึ้นที่ใด การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้งในช่วงตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2014 (หลังคำประกาศแนวทางการต่อสู้ของ “กาหลิบ” โดยไอเอส) มาถึงจนปลายเดือนส.ค. 2017 ประเทศถูกที่โจมตีก็คือยุโรปเก้าประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐและแคนาดา เป้าหมายคือเมืองใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนครบาร์เซโลนาของสเปน, กรุงลอนดอนและเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ, กรุงปารีสและเมืองนีซของฝรั่งเศส กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี กรุงบรัสเซลล์ของเบลเยียม กรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน และเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้ง ทำให้คน 424 คนเสียชีวิตและทำให้คนมากกว่า 1,800 คนได้รับบาดเจ็บ โดยไม่นับรวมผู้ที่ก่อการที่มักเสียชีวิตในขณะที่โจมตีด้วย การโจมตีในกรุงปารีสเมื่อเดือนพ.ย.…