ย้อนประวัติศาสตร์อาวุธเคมี

ข่าวการใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในเมืองดูมาของซีเรีย รวมทั้งข่าวการใช้สารทำลายระบบประสาทหวังลอบสังหารอดีตสายลับรัสเซียในอังกฤษ ทำให้เรื่องอาวุธเคมีกลายเป็นประเด็นที่โลกให้ความสนใจอีกครั้ง บีบีซีขอย้อนรอยประวัติศาสตร์การใช้อาวุธเคมีซึ่งเริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว นายฮามิช เดอ เบรต์ตอง-กอร์ดอง อดีตทหารอังกฤษ และเจ้าหน้าที่หน่วยอาวุธเคมี ชีวภาพ และนิวเคลียร์องค์การนาโต เล่าว่า อาวุธเคมีชนิดแรกของโลกคือ คลอรีน (Chlorine) เป็นสารทําลายระบบทางเดินหายใจ (Choking agent) แม้ในตอนแรกมันจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้เหยื่อพิการมากกว่าทำให้เสียชีวิต แต่ที่ผ่านมาอาวุธชนิดนี้ก็คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก สารคลอรีนถูกใช้ครั้งแรกในสงครามเมืองอีเพรส์ครั้งที่ 2 ในเบลเยียม เมื่อปี 1915 และสร้างความหายนะครั้งใหญ่หลวง เพราะตอนนั้นยังไม่เคยมีการใช้สารคลอรีนเป็นอาวุธทางการทหารมาก่อน แม้จะเป็นสารเคมีพื้นฐานก็ตาม ต่อมาก็มีการใช้แก๊สมัสตาร์ด ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองผิวหนังและเกิดแผลพุพอง (Blister agents) จากนั้นกองทัพนาซีเยอรมนีได้พัฒนาสารทำลายระบบประสาท (Nerve agents) ขึ้น โดยเป็นสารสังเคราะห์จากกรดฟอสฟอริก ซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืช และพบว่าสารทาบุน และโซมาน สามารถฆ่าคนได้มีประสิทธิภาพ สารทำลายระบบประสาทถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 1984-1988 ซึ่งเหตุโจมตีเมืองฮาลับยาในอิรัก เมื่อวันที่ 16 มี.ค.1988 ยังติดอยู่ในความทรงจำของผู้คนจำนวนมาก เพราะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 5,000 คนในเหตุโจมตีวันนั้น ปัจจุบันอาวุธเคมีกลายเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง…

ทรัมป์ประณามการใช้อาวุธเคมีโจมตีในซีเรีย เปรียบ อัสซาด เป็น “สัตว์”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกโรงประณามประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ของซีเรีย พร้อมชาติพันธมิตรอย่างรัสเซีย และอิหร่าน ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองดูมา ในเขตกูตาตะวันออก โดยผู้นำสหรัฐฯ เปรียบผู้นำซีเรียเป็น “สัตว์” ชี้จะต้องชดใช้ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสาสม คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุโจมตีเมืองดูมา ซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองแห่งสุดท้ายของกลุ่มกบฏในซีเรียเมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตข้อความในวันนี้ว่า “ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งผู้หญิงและเด็ก ในเหตุโจมตีด้วยอาวุธเคมีอย่างไร้เหตุผลในซีเรีย” และว่าจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณที่ถูกปิดและโอบล้อมด้วยกองทัพซีเรีย ทำให้คนจากภายนอกเข้าไปไม่ถึง ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่า “ประธานาธิบดีปูติน รัสเซีย และอิหร่าน มีส่วนรับผิดชอบด้วยเพราะสนับสนุน เจ้าสัตว์อัสซาด” นายทรัมป์ประกาศว่า คนเหล่านี้จะต้องชดใช้ต่อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างสาสม และเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ในทันทีเพื่อนำความช่วยเหลือด้านการแพทย์ไปให้ผู้ประสบภัยและให้มีการสอบสวนเรื่องนี้ “เป็นอีกหายนะด้านมนุษยธรรมที่ไร้เหตุผลสิ้นดี บ้าบอชัด ๆ!” ด้านสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้เปิดการสอบสวนเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ จะใช้อ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธเคมีโจมตีได้ ก่อนหน้านี้หน่วยกู้ภัยและทีมแพทย์ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 ราย ในการโจมตีครั้งนี้ โดยอาสาสมัครกู้ภัยได้ทวีตภาพผู้เสียชีวิตหลายรายภายในห้องใต้ดิน พร้อมระบุว่ามีแนวโน้มที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ยังคงไม่มีการยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการจากฝ่ายองค์กรที่เป็นอิสระ องค์กรมอบความช่วยเหลือทางการแพทย์ (The Union of…

ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีในยุโรปและอเมริกาเหนือ?

บีบีซีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการก่อการร้ายและปฏิบัติการของพวกหัวรุนแรงนอกองค์กรรวบรวมและวิเคราะห์เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกเพื่อให้เห็นว่ารูปแบบของปฏิบัติการเหล่านี้เป็นอย่างไร ดร.ลอเรนโซ วิดิโน ผู้อำนวยการโครงการศึกษากลุ่มที่มีแนวความคิดสุดโต่งของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลของบีบีซีชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในโลกตะวันตกจากน้ำมือของนักรบจิฮัดในช่วงสามปีที่ผ่านมามีจำนวนรวมกันถึง 420 คนแล้ว ต่อไปนี้เป็นการจำแนกข้อมูลคร่าว ๆ ของรูปแบบการโจมตี ซึ่งมีทั้งสถานที่ อายุของผู้ปฏิบัติการ สถานะคนเข้าเมือง และความเกี่ยวเนื่องกับองค์กร เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) การโจมตีมักจะเกิดขึ้นที่ใด การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้งในช่วงตั้งแต่เดือน ก.ย.ปี 2014 (หลังคำประกาศแนวทางการต่อสู้ของ “กาหลิบ” โดยไอเอส) มาถึงจนปลายเดือน ส.ค. 2017 ประเทศถูกที่โจมตีก็คือยุโรปเก้าประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐและแคนาดา เป้าหมายคือเมืองใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนครบาร์เซโลนาของสเปน, กรุงลอนดอนและเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ, กรุงปารีสและเมืองนีซของฝรั่งเศส กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี กรุงบรัสเซลล์ของเบลเยียม กรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน และเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ การโจมตีเกิดขึ้น 63 ครั้ง ทำให้คน 424 คนเสียชีวิตและทำให้คนมากกว่า 1,800 คนได้รับบาดเจ็บ โดยไม่นับรวมผู้ที่ก่อการที่มักเสียชีวิตในขณะที่โจมตีด้วย การโจมตีในกรุงปารีสเมื่อเดือนพ.ย. 2015 เป็นครั้งร้ายแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน…

สหรัฐฯ จัดตั้งศูนย์คัดกรองแห่งชาติเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งจัดตั้งศูนย์คัดกรองแห่งชาติ (National Vetting Center-NVC) เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และดำเนินมาตรการคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการพิสูจน์ทราบบุคคลที่อาจเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมทั้งยังมีลักษณะเป็น one stop service เพื่อคัดกรองผู้ที่ขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯด้วย โดยอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานด้านความมั่นคง 6 หน่วยงาน ได้แก่ 1) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ 2) กระทรวงการต่างประเทศ 3) กระทรวงยุติธรรม 4) กระทรวงกลาโหม 5) สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence-DNI) และ 6) สำนักงานข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency-CIA) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเป็นผู้อำนวยการและมีคณะทำงานเป็นผู้แทนจากหน่วยงานทั้ง 6 หน่วย การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งจัดตั้ง NVC นั้น จะส่งผลให้ระบบคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ มีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้นกว่าในห้วงที่ผ่านมา อีกทั้ง การจัดตั้ง NVC…

รู้จัก “โนวีชอก” สารพิษทำลายประสาทที่ใช้วางยาอดีตสายลับรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของสหราชอาณาจักร เผยต่อที่ประชุมสภาสามัญชนว่า กรณีที่นายเซอร์เก สกริปาล อดีตสายลับรัสเซียและบุตรสาวถูกลอบทำร้ายด้วยสารพิษนั้น ผลการตรวจสอบชี้ว่าสารเคมีดังกล่าวคือสารพิษทำลายประสาทกลุ่ม “โนวีชอก” (Novichok) ที่คิดค้นโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งปกติแล้วจะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี การที่สารพิษดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้บงการใช้สารพิษลอบสังหารอดีตสายลับจะเป็นทางการรัสเซียเอง ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังเรียกร้องให้รัสเซียชี้แจงภายในวันนี้ (13 มี.ค.) มิฉะนั้นจะถือว่ารัสเซียได้ “ใช้กำลังโดยผิดกฎหมาย” ในดินแดนของอังกฤษ ซึ่งทำให้ชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย ชื่อของสารพิษทำลายประสาท “โนวีชอก” มีความหมายว่า “ผู้มาใหม่” หรือ “เด็กใหม่” ในภาษารัสเซีย เป็นสารพิษกลุ่มที่พัฒนาขึ้นระหว่างช่วงทศวรรษ 1970-1980 เพื่อใช้งานเป็นอาวุธเคมี “รุ่นที่ 4” ในปี 1999 เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯได้ค้นพบสารพิษนี้จำนวนหนึ่งในอุซเบกิสถาน ขณะเข้าตรวจสอบและทำลายโรงงานผลิตอาวุธเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทำให้พบว่าสารพิษกลุ่มโนวีชอกนั้นได้รับการออกแบบคิดค้นมาเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติตรวจพบร่องรอยได้โดยง่าย สารพิษตัวหนึ่งในกลุ่มนี้คือโนวีชอก เอ-230 (Novichok-A-230) มีความเป็นพิษรุนแรงยิ่งกว่าก๊าซพิษซารินและสารพิษทำลายประสาทวีเอ็กซ์ (VX nerve agent) ที่ใช้ลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือราว 5-8 เท่า ทั้งยังเป็นสารเคมีที่ซับซ้อนยากต่อการพิสูจน์บ่งชี้หลังการใช้งานว่าเป็นสารชนิดใดกันแน่อีกด้วย มีรายงานว่ารัสเซียได้ผลิตสารพิษโนวีชอก เอ-230 ในรูปแบบใหม่ออกมาอีก…

รัฐสภาฟลอริดาผ่านกฎหมายเพิ่มอายุขั้นต่ำผู้ซื้อปืน-ให้บุคลากรในโรงเรียน “พกอาวุธ”

รอยเตอร์ – รัฐสภาแห่งรัฐฟลอริดาผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาวุธปืนเมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) โดยกำหนดเพิ่มอายุขั้นต่ำสำหรับบุคคลที่จะซื้อปืนไรเฟิลเป็น 21 ปี การจำหน่ายปืนทุกประเภทต้องมีระยะเวลารอ 3 วัน และอนุญาตให้ลูกจ้างบางคนในโรงเรียนของรัฐสามารถพกอาวุธได้ มาตรการทางกฎหมายล่าสุดมีขึ้นหลังเกิดโศกนาฏกรรมกราดยิงโรงเรียนมัธยม มาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส ในเมืองพาร์คแลนด์ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งทำให้นักเรียนและครูเสียชีวิตรวม 17 ราย และนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ต้องการเห็นรัฐควบคุมปืนมากกว่านี้ แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมข้อเสนอส่วนใหญ่ของนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ยังไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องสำคัญ คือการสั่งแบนปืนไรเฟิลจู่โจมแบบที่ถูกนำมาใช้ก่อเหตุเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ฝ่ายที่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้อ้างว่า เหตุกราดยิงโรงเรียนในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดถี่ขึ้นจนน่าตกใจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนร้ายมักจะใช้ “ปืนพก” เสียเป็นส่วนใหญ่ มาตรการเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติภายใน 15 วัน เว้นเสียแต่จะถูก “วีโต” โดย ริค สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาซึ่งเป็นคนของพรรครีพับลิกัน โฆษกหญิงของ สก็อตต์ ออกมาระบุเมื่อวันอังคาร (6) ว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงนามรับรองร่างกฎหมายนี้หรือไม่ ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้บุคลากรในโรงเรียนสามารถพกปืนขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า การอนุญาตเช่นนี้อาจทำให้นักเรียนส่วนน้อยเสี่ยงต่อการถูกยิงเพราะทำผิดวินัย…