ผงะเจอมิสไซล์ ตำรวจอิตาลีทลายคลังแสงกลุ่มขวาจัด

ภาพจากตำรวจตูริน ตำรวจตรวจสอบมิสไซล์ชนิดยิงจากอากาศสู่อากาศ ที่พบในโกดังของกลุ่มขวาจัดนิยมนาซี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / AFP / ITALIAN POLICE ตำรวจอิตาลีบุกค้นคลังแสงของกลุ่มขวาจัดสุดโต่งเมื่อวันจันทร์ ผงะเจอมิสไซล์ชนิดยิงจากอากาศสู่อากาศพร้อมใช้งาน 1 ลูก พร้อมอาวุธปืนกล เครื่องกระสุน และเครื่องยิงจรวดอีกจำนวนมาก รวมถึงป้ายสัญลักษณ์ของนาซีและฮิตเลอร์ รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562 กล่าวว่า อาวุธที่ยึดได้ในครั้งนี้เป็นการยึดคลังแสงขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในอิตาลี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยไว้ 3 คน หนึ่งในนั้นคือ ฟาบีโอ เดล แบร์โจโล อายุ 50 ปี อดีตผู้สมัครของพรรคฟอร์ซา นูโอวา พรรคการเมืองแนวฟาสซิสต์ใหม่ การตรวจค้นบ้านของเขาพบอาวุธจำนวนมาก รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อของลัทธินาซีใหม่และของที่ระลึกเกี่ยวกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ปฏิบัติการบุกค้นโกดังหลังหนึ่งใกล้กับสนามบินขนาดเล็ก รีวานัซซาโน แตร์เม ในจังหวัดปาวีอา  ตำรวจยังพบมิสไซล์แมทรา ชนิดยิงจากอากาศสู่อากาศ ขนาด 245 กิโลกรัม ที่ยังสามารถใช้งานได้ โดยมีเครื่องหมายประทับว่าเป็นของกองทัพกาตาร์ และยังพบอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจมอัตโนมัติ “เจเนอเรชันล่าสุด”…

การก่อการร้ายแบบผสานสองโลก (O2O): โลกเสมือนจริงและโลกกายภาพ ตอนที่ 1

National-security experts fear major terrorist cyberattacks, but their predictions have not yet come to fruition. BUSÀ PHOTOGRAPHY / GETTY) ที่มาภาพ: https://www.theatlantic.com/international/archive/2018/11/terrorist-cyberattack-midterm-elections/574504/ ผู้เขียน : Itti หนึ่งในบรรดาแนวโน้มสำคัญ (Megatrends) ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คือ การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization)[1] โดยสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าในปี 2018 ประชากรโลกร้อยละ 55 อาศัยอยู่ในเมืองและคาดว่าประชากรเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 68 ในปี 2050 การคาดการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปของประชากรที่อพยพย้ายถิ่นจากพื้นที่ชนบทสู่เมืองร่วมกับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกทำให้ประชากรผู้อาศัยในเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 2,500 ล้านคน โดยเกือบร้อยละ 90 ของปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเอเชียและแอฟริกา[2] การรวมตัวของผู้คนจำนวนมากจนกลายเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ และการกระจายความเจริญของเมืองจากศูนย์กลางออกไปยังเมืองอื่นๆ ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตลอดจนรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เทคโนโลยีก็มีบทบาทสำคัญในการขยายตัวของเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาของสังคมเมืองเพื่อให้ก้าวเข้าสู่การเป็น Smart City[3] อย่างเต็มรูปแบบ การถือกำเนิดขึ้นของ Urbanization มาบรรจบกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถแบ่งปันสิ่งต่างๆ ร่วมกัน…

สื่อนอกรายงาน “ไทย” ก้าวหน้าใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าสู้ก่อการร้ายภาคใต้ แต่กลุ่มสิทธิฯออกมาค้าน “เลือกปฎิบัติ”

เอเอฟพี/เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – กลายเป็นที่ฮือฮาบวกกับความไม่พอใจเกิดขึ้นเมื่อพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในภาคใต้ซึ่งมีประชากรมุสลิมส่วนมากถูกรัฐบาลไทยออกคำสั่งให้ทำการส่งภาพถ่ายไปให้ทางการเพื่อใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ( facial recognition software) ในการขุดรากถอนโคนกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบ หากผู้ใช้รายใดไม่ทำตามจะถูกสั่งตัดสัญญาณมือถือ หมดเขตลงทะเบียน 31 ต.ค นี้ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนมุสลิม สถาบันข้ามวัฒนธรรม( Cross Cultural Foundation) ออกมาโต้วานนี้(25 มิ.ย) ถือเป็นการเลือกปฎิบัติ และเทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเป็นต้นว่า ในสหรัฐฯ เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าของแอมะซอนที่เสนอให้ทางตำรวจสหรัฐฯใช้ทำงานผิดพลาด ระบุใบหน้าของสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ 28 คนเป็นผู้ต้องหากระทำความผิด  เอเอฟพีรายงานวันนี้(26 มิ.ย)ว่า ทางรัฐบาลไทยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (facial recognition software )ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมเชื้อสายมาเลย์เป็นตัวการลอบวางระเบิดทำให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าคำสั่งให้ประชาชนที่อาศัยในภาคใต้และมีโทรศัพท์มือถือต้องลงทะเบียนกับทางการด้วยการส่งรูปถ่ายไปให้นั้นสร้างความไม่พอใจ ซึ่งทางโฆษกกองทัพได้ออกมากล่าวปกป้องในวันพุธ(26) ชี้ว่า นโยบายการใช้ระบบจดจำใบหน้าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อต้องการถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์จุดระเบิด ทั้งนี้พบว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาอยูในความไม่สงบจากฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งความรุนแรงในภูมิภาคได้คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนชาวมุสลิมและชามพุทธในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มกบฎโดยที่ไม่ใช้หมายมาแล้วเมื่อครั้งอดีต แต่ในเวลานี้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้รับคำสั่งจากกองทัพให้ผู้ใช้จำนวนร่วม 1.5…

ศาลอังกฤษไม่ปราณี สั่งจำคุก “2 นีโอนาซีวัยรุ่นผู้ดี” คดีก่อการร้ายโพสต์ภาพเจ้าชายแฮร์รีพร้อมปืนมีเลือดอาบ

(บน) มิเชล ซิวค์ซูค (Michal Szewczuk)วัย 19 ปี และ (ล่าง) ออสการ์ ดันน์-ค็อกโซโรว์สกี (Oskar Dunn-Koczorowski) วัย 18 ปี เอเจนซีส์ – มิเชล ซิวค์ซูค (Michal Szewczuk) วัย 19 ปี และ ออสการ์ ดันน์-ค็อกโซโรว์สกี (Oskar Dunn-Koczorowski) วัย 18 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มนีโอนาซีอังกฤษถูกศาลลอนดอนพิพากษาจำคุก 4 ปีในเรือนจำเยาวชนในความผิดเชื่อมโยงก่อการร้าย หลังจากโพสต์ข้อความแสดงความเกลียดชังขั้นร้ายแรง มีข้อความระบุเจ้าชายแฮร์รีเป็นผู้ทรยศต่อชนเผ่าผิวขาวของตัวเอง พร้อมกับภาพเจ้าชายที่มีรูปปืนพกจ่อพร้อมเลือดอาบไปทั่ว  หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวานนี้ (18 มิ.ย) ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 เป็นคนของกลุ่มนีโอนาซีอังกฤษ ซอนเนนครีก ดิวิชัน (Sonnenkrieg Division) คนแรกคือ มิเชล ซิวค์ซูค…

ตำรวจเบลเยี่ยมรวบชายต้องสงสัยวางแผนโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ

เอเอฟพี – ตำรวจต่อต้านก่อการร้ายเบลเยียมทำการจับกุมชายคนหนึ่งฐานต้องสงสัยวางแผนโจมตีสถานทูตสหรัฐฯในบรัสเซลส์ ตามการเปิดเผยของอัยการกลางในวันจันทร์ (24 มิ.ย.) สำนักงานอัยการเปิดเผยว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย.) กองกำลังด้านความมั่นคงได้จับกุมชายคนหนึ่ง หลังสัญญาณต่างๆที่มาบรรจบกันเพิ่มความกังวลว่าอาจมีเหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ “ผู้ต้องสงสัยถูกจับตามคำกล่าวหาพยายามโจมตีภายในบริบทของการก่อการร้ายและเตรียมกระทำผิดฐานก่อการร้าย” สำนักงานอัยการระบุในถ้อยแถลง ถ้อยแถลงบอกต่อว่าผู้ต้องสงสัยนามว่า M.G. ถูกนำตัวไปปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาสืบสวนท่านหนึ่งในตอนเช้าวันจันทร์ (24 มิ.ย.) และทางผู้พิพากษามีคำสั่งควบคุมตัวเขาในคดีนี้ ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับแผนการที่ถูกกล่าวหา แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการสืบสวนบอกกับเอเอฟพีว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชาวเบลเยีบมอายุประมาณ 40 ปี และเขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยสืบเนื่องจากพฤติกรรมที่มีพิรุธของเขา โดยแหล่งข่าวเผยว่าชายรายนี้กำลังทำการสอดส่องพื้นที่สถานทูตก่อนถูกจับกุม พวกนักรบญิฮาดเคยลงมือโจมตีในบรัสเซลส์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ในขณะที่เมืองหลวงของเบลเยียมแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปและนาโต้ เหตุโจมตีครั้งเลวร้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2016 โดยมือระเบิดฆ่าตัวตายเข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป 32 คนและอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ ณ สนามบินบรัสเซลส์และสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งใกล้อาคารของอียู ก่อนต่อมาพวกกลุ่มรัฐอิสลาม(ไอเอส) ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในทั้งสองเหตุการณ์ ———————————————————- ที่มา : MGR Online / 24 มิถุนายน 2562 Link : https://mgronline.com/around/detail/9620000060138

กบฎฮูตียิงจรวดมิสไซล์เล็งตรงเข้าโจมตี “สนามบินซาอุ” สนามบินเสียหาย มีคนเจ็บนับสิบจากหลายชาติ

รอยเตอร์/เอเจนซีส์ –  กองกำลังพันธมิตรอาหรับภายใต้การนำของริยาดแถลงในวันพุธ(12 มิ.ย) ว่า ทางกองกำลังจะทำการตอบโต้อย่างสาสมต่อจรวดมิสไซล์ที่ยิงเข้ามาจากกบฎฮูตีของเยเมน การโจมตีเกิดขึ้นที่สนามบินอับฮา (Abha airport) สร้างความเสียหายแก่สนามบิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 26 รายซึ่งมีรายงานว่าเป็นคนมาจากหลายเชื้อชาติ รอยเตอร์รายงานวันนี้ (12 มิ.ย) ว่า ในแถลงการณ์ที่ออกมาจากกองกำลังพันธมิตรชาติอาหรับภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า ในช่วงเช้าวันพุธ (12) เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงการสนับสนุนของเตหะรานในสิ่งที่เรียกว่า “เป็นการก่อการร้ายข้ามพรมแดน แถลงการณ์ที่ออกมายังระบุว่า มิสไซล์ของกบฎฮูตีจากเยเมนยิงเข้าไปยังตึกผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานอับฮา (Abha airport) ทางใต้ของซาอุฯ ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่สนามบิน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 26 ราย โดยสถานีข่าวมาซิราทีวี (Masirah TV) ของกบฎฮูตีรายงานก่อนนั้นว่า กองกำลังฮูติได้ยิงขีปนาวุธล็อกเป้าโจมตีสนามบินแห่งนี้ ซึ่งตั้งห่างจากทางเหนือของพรมแดนเยเมนไปราว 200 กิโลเมตร โดยสนามบินแห่งนี้ถูกใช้สำหรับการเดินทางในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค อัลญะซีเราะฮ์ สื่อกาตาร์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 26 คนล้วนเป็นพลเรือนทั้งสิ้น  โดยอ้างอิงจากแถลงการณ์ของกองกำลังพันธมิตรอาหรับชี้ว่า เหยื่อเหล่านี้มาจากหลายชาติและมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ในนั้น  โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว และในเวลานี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ขีปนาวุธ 1 ลูกของกบฎฮูตีที่ยิงเข้ามานั้นเป็นประเภทไหน  แต่ทางกองกำลังพันธมิตรชี้ว่า การโจมตีครั้งนี้แสดงชัดว่า กลุ่มกบฎได้รับอาวุธล้ำหน้าจากอิราน…