ศาลสหรัฐเผย “เอฟบีไอ” สอดแนมการสื่อสารส่วนตัวของคนอเมริกันเป็นประจำ

    เอกสารจากศาลเเสดงการสอดแนมข่าวกรองต่างประเทศ (ฟีซา) เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) มักละเมิดความเป็นส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน ด้วยการลักลอบเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อค้นหาชื่อของเหยื่ออาชญากรรม และผู้เข้าร่วมการประท้วง   สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ว่า ฐานข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเอฟบีไอเข้าถึงราว 278,000 ครั้ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยอีเมลส่วนตัว, ข้อความ และการสื่อสารอื่น ๆ ที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ใช้ค้นหา เมื่อมีการสอดแนมชาวต่างชาติ   ถึงแม้ว่าเอฟบีไอควรเข้าถึงฐานข้อมูลของเอ็นเอสเอ เฉพาะเมื่อมีการสืบสวนปัญหาข่าวกรองต่างประเทศ แต่ความคิดเห็นของศาล แสดงให้เห็นว่า พวกเขาใช้ฐานข้อมูลนี้อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อสอบสวนคดีภายในประเทศด้วย ซึ่งในบางกรณี มันไม่มีข่าวกรองต่างประเทศ หรืออาชญากรรมในประเทศ ที่เป็นเหตุผลรองรับ ให้เอฟบีไอใช้สิทธิเข้าถึงฐานข้อมูลได้   อนึ่ง เอกสารข้างต้นถูกเผยแพร่ ขณะที่สภาคองเกรสกำลังอภิปราย เรื่องการต่ออายุมาตรา 702 ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้เอ็นเอสเอ สามารถเข้าถึงบัญชีอินเทอร์เน็ตที่มีสหรัฐเป็นเจ้าของ เพื่อสอดแนมเป้าหมายข่าวกรองต่างประเทศ โดยสมาชิกสภาหลายคนกล่าวว่า มาตราข้างต้น…

รัฐมอนแทนา สหรัฐ ผ่านร่างกฎหมาย แบน Tiktok ในมือถือทุกเครื่อง อ้างเป็นแอปสอดแนม

  รัฐมอนแทนา สหรัฐ ผ่านร่างกฎหมาย แบน Tiktok ในมือถือทุกเครื่อง อ้างเป็นแอปฯ สอดแนม   รัฐมอนแทนา ในสหรัฐฯ กลายเป็นรัฐแรกที่ผ่านร่างกฎหมาย แบน Tiktok ในมือถือทุกเครื่อง ให้เหตุผลเป็นแอปฯสอดแนมให้จีน   รัฐมอนแทนา หนึ่งในรัฐของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นรัฐแรกที่ผ่านร่างกฎหมาย แบน Tiktok ในโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมถึงบุคคลธรรมดาด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ Tiktok ไม่สามารถดาวน์โหลดและให้บริการในรัฐนี้ได้   ร่างกฎหมายผ่าน แต่อาจถูกปัดตกไม่ได้เป็นกฎหมายจริง   วุฒิสมาชิกรัฐมอนแทนา ลงมติแบน Tiktok 54 ต่อ 43 เสียง ในการผ่านร่างกฎหมายนี้ ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือให้ผู้ว่าการรัฐลงนาม แต่ CNN รายงานว่า ผู้ว่าฯ จะปัดตก ไม่ลงนามกฎหมายดังกล่าว เพราะอาจเข้าข่ายปัญหาทางกฎหมายตามมาผ่านหลัง เช่น ขัดต่อรัฐธรรมนูญจนทำให้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ Tiktok เนื่องจากทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้า เป็นต้น  …

ยังไม่จบ! สหรัฐฯ ชี้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ บนบอลลูนจีนให้พลังงานเพียงพอสำหรับ ‘เรดาร์สอดแนมขั้นสูง’

  เอกสารข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้บอลลูนสอดแนมจีนซึ่งถูกยิงตกเมื่อเดือน ก.พ. ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงพอสำหรับ “เรดาร์สอดแนมขั้นสูง” ซึ่งสามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืน หรือแม้กระทั่งส่องทะลุทะลวงก้อนเมฆได้   หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อวันเสาร์ (15 เม.ย.) ว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกระบุไว้ในเอกสารของสำนักงานข่าวกรองด้านข้อมูลแผนที่แห่งชาติ (US National Geospatial-Intelligence Agency – NGA) ซึ่งถูกนำไปปล่อยลงในแชตรูม Discord โดย แจ็ค เทเซรา ทหารชั้นผู้น้อยวัย 21 ปี จากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทางอากาศสหรัฐฯ ที่ถูกจับกุมเมื่อไม่กี่วันก่อน   บอลลูนดังกล่าวได้ลอยผ่านน่านฟ้าสหรัฐฯ เมื่อช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. และถูกเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยิงตกที่นอกชายฝั่งรัฐเซาท์แคโรไลนาเมื่อวันที่ 4 ก.พ.   เรื่องนี้ยังทำให้นักการเมืองอเมริกันได้โอกาสออกมาวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรง และฉุดความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งให้เสื่อมทรามลงอย่างหนัก   ข้อมูลในเอกสารลับของ NGA ระบุว่า บอลลูนสอดแนมจีนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 10,000 วัตต์ ซึ่งเกินพอที่จะให้พลังงานแก่ระบบเรดาร์สอดแนมขั้นสูงที่เรียกกันว่า ‘synthetic aperture radar’   เรดาร์ประเภทนี้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืน รวมถึงส่องทะลุก้อนเมฆ…

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมผู้ต้องสงสัยขายข้อมูลด้านความมั่นคงให้สายลับต่างชาติ

ภาพจาก : https://sthilliers.com.au/   สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า นายอเล็กซานเดอร์ เซอร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ อายุ 55 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เมื่อวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่น ขณะกำลังรวบรวมข้อมูลด้านความมั่นคงของออสเตรเลีย เพื่อขายให้กับสายลับต่างชาติ 2 คน ในชื่อ เคน และเอเวลิน   อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย ไม่ได้เปิดเผยว่า สายลับดังกล่าวทำงานให้กับหน่วยงานข่าวกรองใด   ทั้งนี้ นายเซอร์โก จะถูกตั้งข้อหาแทรกแซงกิจการภายในของออสเตรเลียจากต่างประเทศ โดยไม่ได้ไตร่ตรอง ซึ่งมีโทษการจำคุกสูงสุด 15 ปี และจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยรายที่สอง ที่ถูกดำเนินคดีในกฎหมายต่อต้านการสอดแนม ซึ่งออกโดยรัฐบาลของพรรคอนุรักษ์นิยมออสเตรเลีย เมื่อปี 2561.     แหล่งที่มา : สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย       ————————————————————————————————————————- ที่มา :       …

เอกสารลับรั่ว: เมื่อมิตรและศัตรูของสหรัฐฯ ถูกสอดแนมกันถ้วนหน้า

  •  ทางการสหรัฐฯ เร่งดำเนินการสืบสวน กรณีการรั่วไหลของเอกสารลับระดับสูงด้านข่าวกรองและการทหาร ซึ่งถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต โดยมีรายละเอียดในหลายประเด็น เช่น สงครามยูเครน, จีน, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งรวมถึงข้อมูลการป้องกันทางอากาศของยูเครน และข้อมูลหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล •  ทางการสหรัฐฯ พยายามตรวจสอบแหล่งที่มาในการรั่วไหลของเอกสารลับระดับสูงดังกล่าว โดยผู้เชี่ยวชาญแสดงความสงสัยว่า อาจเป็นฝีมือคนในสหรัฐฯ •  ขณะที่การสืบสวนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งผู้ดำเนินการตรวจสอบไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่กลุ่มสนับสนุนรัสเซีย อาจอยู่เบื้องหลังการรั่วไหล ซึ่งถูกมองว่า เป็นหนึ่งในการละเมิดความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่เอกสาร วิดีโอ และข้อมูลทางการทูตมากกว่า 700,000 รายการ ปรากฏบนเว็บไซต์วิกิลีกส์ ในปี 2556 เอกสารลับสุดยอดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่รั่วไหลทางออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เปิดช่องให้เห็นว่า สหรัฐฯ สอดแนมพันธมิตรและศัตรูอย่างไร สร้างความเดือดดาลให้กับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่กลัวว่า การเปิดเผยดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อแหล่งข่าวที่มีความอ่อนไหว และกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญ   เอกสารบางฉบับที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เป็นของจริง เผยให้เห็นขอบเขตที่สหรัฐฯ สอดแนมชาติพันธมิตรสำคัญ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ อิสราเอล และยูเครน   คนอื่น ๆ เปิดเผยถึงระดับที่สหรัฐฯ…

ออสซี่โดดร่วมวง แบนติ๊กต็อก บนอุปกรณ์ของรัฐ ปักกิ่งประณามทันที จี้ปฏิบัติเป็นธรรมกับบริษัทจีน

แฟ้มภาพรอยเตอร์   ออสซี่โดดร่วมวง แบนติ๊กต็อก บนอุปกรณ์ของรัฐ ปักกิ่งประณามทันที จี้ปฏิบัติเป็นธรรมกับบริษัทจีน   เมื่อวันที่ 4 เมษายน ออสเตรเลีย ประกาศแบนการใช้ ติ๊กต็อก แอปพลิเคชันแชร์วิดีโอสั้นยอดนิยม บนอุปกรณ์ของรัฐบาลทุกชนิด ส่งผลให้ออสเตรเลีย เป็นประเทศล่าสุดในกลุ่มชาติพันธมิตรตะวันตกที่ห้ามการใช้งานแอปสัญชาติจีนนี้บนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานรัฐบาล เนื่องจากกลัวเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ   มาร์ก เดรย์ฟัส รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของออสเตรเลีย กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานด้านข่าวกรองของประเทศและจะเริ่มปฏิบัติใช้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ดีรัฐบาลจะอนุมัติข้อยกเว้นบางประการเป็นรายกรณีไปด้วยการผ่อนปรนด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม   ท่าทีนี้ส่งผลให้ออสเตรเลีย เป็นชาติสุดท้ายในกลุ่ม “ไฟฟ์ อายส์” พันธมิตรด้านความมั่นคง ร่วมกับสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และ นิวซีแลนด์ ที่ได้แบนติ๊กต็อกเข้าถึงอุปกรณ์ของหน่วยงานรัฐบาลของตนเองไปก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ยังมีฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และ สหภาพยุโรป (อียู) ที่ก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน   ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ กล่าวเตือนว่า ติ๊กต็อก ที่อ้างว่ามีผู้ใช้งานแอปนี้อยู่ทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย ได้แบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้งานให้กับรัฐบาลจีน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศต่าง…