ความล้มเหลวของมาตรการ รปภ. อาจทำให้การก่อการร้ายในอัฟกานิสถานยังคงรุนแรง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 เกิดเหตุระเบิดรถพยาบาลในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เป็นการกระทำของกลุ่มตอลีบัน โดยมีเป้าหมายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ หน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถาน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถานในการสกัดกั้นเหตุก่อการร้ายในกรุงคาบูลและพื้นที่อื่นของอัฟกานิสถานทำให้ชาวอัฟกันและประชาคมระหว่างประเทศเกิดความวิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของอัฟกานิสถานซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงภายในอัฟกานิสถานได้ในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวผู้ก่อเหตุจุดชนวนระเบิดซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในรถพยาบาล บริเวณด่านตรวจความมั่นคงจุดที่ 2 ซึ่งอยู่ในเขตที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตต่างชาติ และสมัชชาระดับสูงเพื่อสันติภาพ (hight Peace Council) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถานกับกลุ่มตอลิบัน ในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน หลังจากผู้ก่อเหตุขับรถพยาบาลผ่านด่านตรวจความมั่นคงจุดแรก โดยอ้างว่ารีบนำคนไข้ไปส่งยังโรงพยาบาล Jamhuriat ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ เหตุระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 103 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนชาวอัฟกัน และบาดเจ็บ 235 คนโดยขณะเกิดเหตุมีผู้คนสัญจรไปมาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากหน่วยงานราชการในอัฟกานิสถานเปิดทำการตามปกติ อย่างไรก็ดี หน่วยข่าวกรองแห่งชาติอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางการอัฟกานิสถานสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป การที่รัฐบาลอัฟกานิสถานบกพร่องในมาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากใช้เวลาไปกับการให้ความสนใจในปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างที่ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี กับอัตตา โมฮัมหมัด นูร์ ผู้ว่าการรัฐบัลค์และเป็นผู้มีอิทธิพลทางภาคเหนือที่ถูกปลดจากตำแหน่ง กระทั่งไม่ใส่ใจต่อการรักษาความปลอดภัยประชาชน การเกิดเหตุรุนแรงในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานบ่อยครั้งในเวลาใกล้เคียงกันสะท้อนให้เห็นถึง ความล้มเหลวด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอัฟกานิสถานในการสกัดกั้นเหตุก่อการร้ายในกรุงคาบูลและพื้นที่อื่นของอัฟกานิสถาน ส่งผลประชาชนวิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นขีดความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอัฟกานิสถานอ้างว่าปากีสถานคอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มตอลิบันในการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ…

ผู้เชี่ยวชาญ AI เตือนโลกระวังการพัฒนา AI สู่ด้านมืด

ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากหน่วยงานระดับท็อปของวงการ 26 แห่งออกรายงานเตือนโลกให้ระวังการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในทางที่ผิดแล้ว โดยสถาบันที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นชื่อที่หลายคนรู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น องค์กรไม่แสวงกำไร OpenAI (ที่อีลอน มัสก์เคยเป็นบอร์ดแต่เพิ่งประกาศลาออกจากบอร์ดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้), ศูนย์ศึกษาด้าน Existential Risk จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, สถาบัน Future of Humanity Institute จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เป็นต้น สำหรับรายงานดังกล่าว มีชื่อเต็มว่า “The Malicious Use of Artificial Intelligence: Forecasting, Prevention, and Mitigation” ที่ระบุถึงความเสี่ยงของการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น อาจใช้ปัญญาประดิษฐ์ไปในการโจมตีผู้อื่น แถมด้วยความล้ำหน้าในปัญญาประดิษฐ์นั้น อาจทำให้ผู้โจมตีกระทำการได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง และสะดวกมากขึ้น เนื่องจากสามารถกำหนดเป้าหมายได้เป็นการเฉพาะมากขึ้นด้วย โดยในรายงานได้ชี้ว่า การโจมตีด้วย AI จะเกิดขึ้นได้ในสามรูปแบบนั่นคือ การโจมตีบนโลกดิจิทัล เช่น การปลอมเสียงเป็นบุคคลอื่น หรือการใช้ AI ในการเจาะระบบ, การโจมตีทางกายภาพ เช่น การนำโดรนขนาดเล็กที่ติดอาวุธเพื่อใช้ในการโจมตีแบบที่ปรากฏในภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง Black Mirror กับการนำฝูงโดรนขนนาดเล็กมาใช้ในการสังหาร และรูปแบบการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้แบบที่สามก็คือการนำ AI…

Black Mirror

Black Mirror Black Mirror เป็นซีรีส์อังกฤษ ประเภทไซไฟเรื่องสั้นจบในตอน  ซึ่งจะนำเราเข้าสู่โลกไฮเทคในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเผยให้เห็นว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์กับจิตใต้สำนึกอันดำมืดมาถึงจุดแตกหัก โดยเนื้อหาของซีรี่ย์จะพาเราไปดูโลกในอนาคตที่จะขุดมุมมืดของมนุษย์ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญกับชีวิต ทุกตอนของ Black Mirror จะเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันทางใดทางหนึ่ง อาจจะปรับความเข้มข้นหรือจินตนาการล้ำไปในอนาคตบ้าง แต่ทั้งหมดก็อยู่บนพื้นฐานของความจริง บางตอนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์และหยั่งผลความสามารถของเทคโนโลยีที่อาจกระทบชิ่งต่อความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงวิถีที่มนุษย์สื่อสารต่อกัน ในขณะที่บางตอนก็เป็นการชี้ให้เห็นแก่นแท้ของมนุษย์ที่ถูกขยายให้ชัดเจนขึ้นด้วยสื่อสังคมใหม่ๆ และถึงแม้ทุกตอนเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นการจินตนาการด้วยคำถามว่า “จะเป็นอย่างไรถ้า…” แต่มันก็เป็น “ถ้า…” ที่อยู่ใกล้ปัจจุบันเหลือเกิน – ใกล้จนกระทั่งเรียกได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่แปลก

ท่าอากาศยานไทยควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เมื่อ 4 มกราคม 2561 เจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตรวจพบชายชาวอินเดียชื่อ นาย Kumar Viex พกพาแบตเตอรี่สำรอง (power bank) ที่ถูกดัดแปลงในลักษณะ “วัตถุคล้ายระเบิด” ขณะผ่านเครื่องเอกซเรย์ จึงได้ยึดอุปกรณ์ไว้ตรวจสอบและอนุญาตให้นาย Viex เดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้มีการสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการกระทำดังกล่าว ปัจจุบัน ปรากฏการกระทำลักษณะแบบเดียวกันนี้ตามท่าอากาศยานหลายแห่งโดยเฉพาะในอินเดีย ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาก็เคยตรวจพบอย่างน้อย 3 ครั้ง ที่เมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส และมลรัฐไอดาโฮ เบื้องต้นทราบว่าอุปกรณ์ดัดแปลงส่วนใหญ่จะตรวจพบในหมู่นักเดินทางที่มาหรือกลับจากอินเดีย หรือเคยไปซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอินเดีย ซึ่งนักเดินทางมักไม่ทราบว่าเป็นอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลง รูปแบบที่ตรวจพบคล้ายคลึงกัน ภายในมักถูกบรรจุด้วยดินน้ำมันและมีการต่อสายไฟเข้ากับแบตเตอรี่โทรศัพท์ ทั้งนี้ ในสหรัฐฯถือว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อระบบการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานและความมั่นคงของประเทศ และกรณีนี้ทำให้หลายฝ่ายห่วงกังวลว่า กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงอาจแสวงประโยชน์จากอุปกรณ์ดัดแปลงลักษณะนี้ เพื่อสร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่หรือเพื่อทดสอบระบบการรักษาความปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่การอำพรางนำระเบิดเพลิงเข้าสู่ท่าอากาศยานและเครื่องบินได้ ดังนั้น ประเทศไทยควรเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าอากาศยานและอาจต้องคำนึงถึงมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงและอันตรายจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องสงสัยอย่างเหมาะสม โดยศึกษาเปรียบเทียบจากมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญและตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเข้มงวด เมื่อพบอุปกรณ์ต้องสงสัยจะตรวจยึดและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดตรวจสอบ ส่วนผู้โดยสารจะถูกกักตัวไว้ซักถามจนมั่นใจว่าไม่มีพฤติการณ์หรือความเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรง หรือกลุ่มนอกกฎหมายจึงจะได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ไทยควรนำรูปแบบการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯมาปรับใช้กับมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานของไทย โดยเฉพาะการซักถามผู้ต้องสงสัยและการสืบสวนหาแหล่งที่มาของอุปกรณ์ เพื่อป้องกันและป้องปรามเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ดัดแปลงดังกล่าว ——————————————————————- องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน 22 กุมภาพันธ์ 2561

“เพนตากอน” หวั่นแอพออกกำลังกายอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ

สหรัฐฯ กังวลเรื่องการใช้แอพออกกำลังกาย หลังพบว่ามีการเเสดงที่ตั้งของฐานทัพอเมริกันเผยแพร่ทางออนไลน์ กลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน (Pentagon) กำลังทบทวนแนวปฏิบัติ หลังจากบริษัท สตราวา (Strava) เผยเเพร่ Heatmap ทางออนไลน์ แสดงจุดที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ เเถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชี้ว่าทางกระทรวงให้ความสำคัญอย่างมากต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เเละกำลังทบทวนสถานการณ์เพื่อดูว่าควรมีการฝึกอบรมหรือออกเเนวปฏิบัติใหม่เพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่หรือไม่ แถลงการณ์นี้ยังชี้ด้วยว่า ข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นออกกำลังกายที่เปิดเผยออกมาล่าสุดนี้ เน้นให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ หรือทหาร ต้องตระหนักต่อผลกระทบที่ตามมา หากมีการเเชร์ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์หรือทางแอพพลิเคชั่น เเละยังย้ำด้วยว่า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารประจำปีได้เเนะนำว่าเจ้าหน้าที่ควรจำกัดการเผยเเพร่ประวัติส่วนตัวทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อผลกระทบจากการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เเละสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่กระทรวง ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำนักงานของหน่วยงานทางทหาร เเละฐานทัพสหรัฐฯ ตลอดจนที่ตั้งของที่ทำงานของหน่วยงานด้านข่าวกรอง ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะทุกประเภทในขณะอยู่ในที่ทำงาน รวมทั้ง โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เเละอุปกรณ์ติดตามดูความฟิตของร่างกาย ที่ใช้ระบบระบุจุดที่ตั้งผ่านสัญญาณดาวเทียมแบบจีพีเอส เช่น Fitbit, Garmin เเละ Polar ซึ่งล้วนช่วยให้บริษัทสตราวา (Strava) สร้างแผนที่ Heatmap ทั่วโลกที่เเสดงให้เห็นถึงเส้นทางต่างๆ ที่ผู้ใช้นิยมไปเดิน วิ่ง หรือ ปั่นจักรยาน เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯได้รับการเตือนมานานหลายปีเเล้วเกี่ยวกับผลกระทบของข้อมูลทางดิจิทัล…

FedEx S3 Bucket Exposes Private Details on Thousands Worldwide

Personal information for thousands of FedEx customers worldwide has been exposed after a legacy Amazon Web Services (AWS) cloud storage server was left open to public access without a password. Kromtech Security Center researchers stumbled upon the AWS S3 bucket, finding that it contained more than 119,000 scanned documents, including passports, drivers’ licenses and Applications for Delivery of Mail…