ชุมนุมยุค 2019 ชาวฮ่องกงป้องกันการสอดแนมออนไลน์ และไม่ทิ้งรอยเท้าดิจิทัลอย่างไร

แม้จะใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ มากมายในการชุมนุมเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ของชาวฮ่องกงครั้งนี้ แต่ประสบการณ์จาก Occupy Central เมื่อปี 2014 ก็ทำให้ผู้ชุมนุมปรับเปลี่ยนกลวิธีเพื่อปกป้องตัวเองเพิ่มขึ้น ให้ความสำคัญกับการรักษาข้อมูลส่วนตัวในการใช้เครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น เพราะเกรงว่าอาจถูกนำมาใช้ดำเนินคดีทางกฎหมายได้ในภายหลัง เมื่อปี 2014 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยม มีการใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างกว้างขวาง ครั้งนั้นตำรวจจับกุมชายคนหนึ่ง โดยอ้างว่าเขาโพสต์ข้อความชวนคนมาชุมนุมผ่านเว็บบอร์ด  และมีการส่งข้อความที่เป็นมัลแวร์แพร่กระจายไปทั่ววอทซแอป (WhatsApp) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์แอบดักฟังโดยเจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว นักวิจัยกล่าวว่าส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลจีน ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เติบโตมาในโลกดิจิทัล และตระหนักดีถึงอันตรายจากการสอดแนมและการทิ้งรอยเท้าดิจิทัล ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจดจำใบหน้าจากจีนแผ่นดินใหญ่และการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ทำให้ผู้ชุมนุมเตรียมหาทางหลบหลีกเทคโนโลยีการสอดส่องประชาชนหลายรูปแบบ ครั้งนี้ ในวันแรกๆ ของการชุมนุมมีการเผยแพร่คู่มือ คีย์บอร์ด ฟรอนท์ไลน์ องค์กรรณรงค์เสรีภาพเน็ต เผยแพร่แผ่นพับว่าด้วยการปกป้องตัวตนสำหรับผู้ชุมนุม ตั้งแต่แนะนำไม่ให้ใช้ไวไฟสาธารณะ ทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน หรือแม้แต่ห่อบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง บัตรของธนาคารด้วยแผ่นอะลูมิเนียม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลได้ จากการใช้สแกนเนอร์จากคลื่นความถี่ RFID ปกติแล้ว คนฮ่องกงใช้วอทซแอปเป็นช่องทางในการสื่อสารหลัก แต่สำหรับการชุมนุม พวกเขาเปลี่ยนมาใช้แอปที่เข้ารหัสอย่าง เทเลแกรม (Telegram) แทน เพราะเชื่อว่าคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยกว่า และเพราะว่าสามารถสร้างกลุ่มสนทนาได้ใหญ่กว่าด้วย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เทเลแกรมประกาศว่า แอปเทเลแกรมเป็นเป้าหมายของการจู่โจมทางไซเบอร์ด้วยวิธี DDoS ต้นทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่…

มีผลแล้ว! ขอวีซ่าอเมริกาต้องแจงบัญชีโซเชียลมีเดียด้วย

ใบสมัครยื่นขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริการูปแบบใหม่ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ที่จะขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาเกือบทุกคนต้องแสดงบัญชีโซเชียลมีเดีย อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ที่ตนเองใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีเพียงผู้ถือพาสปอร์ตทูตและข้าราชการได้รับการยกเว้นจากมาตรการใหม่นี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2018 รัฐบาลของทรัมป์เสนอกฎนี้ ตอนนั้น สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) โต้ว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการติดตามโซเชียลมีเดียเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นธรรม และจะทำให้ประชาชนเซ็นเซอร์ตัวเองได้ ก่อนหน้านี้ ผู้ที่ต้องแสดงหลักฐานดังกล่าวมีเพียงผู้ยื่นขอวีซ่าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น บุคคลที่มาจากประเทศในกลุ่มที่มีผู้ก่อการร้ายควบคุมอยู่ แต่ละปีมีประมาณ 65,000 คน หากใครให้ข้อมูลเท็จ ทางการบอกว่า อาจจะต้องเจอกับบทลงโทษที่ร้ายแรง ทั้งนี้ ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียที่ต้องแสดง เช่น อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แต่หากผู้ยื่นขอวีซ่าต้องการแจ้งข้อมูลของแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็ทำได้เช่นกัน “สำหรับการยื่นขอวีซ่า ต้องถือว่าความมั่นคงของประเทศมีความสำคัญที่สุด ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาทุกคนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองด้านความปลอดภัย เรากำลังหากลไกเพื่อพัฒนากระบวนการคัดกรองคนเพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกัน ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมาย” กระทรวงการต่างประเทศระบุ มาตรการใหม่นี้จะกระทบกับผู้ยื่นขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาที่มีประมาณ 14.7 ล้านคนต่อปี รวมทั้งผู้ที่เดินทางไปทำงานหรือศึกษาที่สหรัฐอเมริกาด้วย ———————————————- ที่มา : The Momentum / 2 มิถุนายน 2562…

ศรีลังกาบล็อกโซเชียลมีเดีย สกัดจลาจลต้านมุสลิม

หน้าจอโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ในกรุงโคลัมโบของศรีลังกาที่ไม่สามารถเชื่อมต่อเฟซบุ๊กได้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ภายหลังรัฐบาลสั่งบล็อกโซเชียลมีเดีย / AFP รัฐบาลศรีลังกาปิดกั้นการใช้เฟซบุ๊ก, วอตส์แอป และสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ในวันจันทร์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข่าวสุมไฟขัดแย้งในสังคม ภายหลังเกิดเหตุจลาจลต่อต้านชาวมุสลิมในหลายเมืองที่เป็นผลพวงจากมือระเบิดอิสลามิสต์โจมตีวันอีสเตอร์ ทำให้ล้มตายกว่า 250 คน นับแต่มือระเบิดฆ่าตัวตายหลายคนวางระเบิดโรงแรม 4 แห่งและโบสถ์คริสต์ 3 แห่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562 สังหารผู้คนอย่างน้อย 258 ราย โดยกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุของกลุ่มอิสลามิสต์ท้องถิ่นในศรีลังกา รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ แต่ยังเกิดเหตุกลุ่มชาวคริสต์โจมตีทำลายร้านค้าและมัสยิดของชาวมุสลิมอย่างต่อเนื่อง รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2562 อ้างคำกล่าวของตำรวจว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ม็อบหลายสิบคนได้ขว้างปาก้อนหินใส่มัสยิดและร้านค้าของชาวมุสลิมในเมืองชิลอว์ เมืองชายฝั่งตะวันตกของประเทศ สืบเนื่องจากความโกรธแค้นที่เจ้าของร้านค้าที่เป็นชายมุสลิมโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่า “วันหนึ่งพวกแกจะร้องไห้” ซึ่งชาวคริสต์ในพื้นที่ตีความว่าเป็นคำขู่ก่อเหตุร้ายอีกครั้ง กองกำลังฝ่ายความมั่นคงต้องยิงปืนขึ้นฟ้าสลายกลุ่มม็อบ และตำรวจได้จับกุมอับดุล ฮามิด โมหะเหม็ด ฮัสมาร์ วัย 38 ปี เจ้าของโพสต์นี้ แต่ความรุนแรงยังคงลุกลามไปยังเมืองใกล้เคียง ร้านค้าของชาวมุสลิมหลายร้านโดนโจมตี ที่เมืองคูลิยาปิติยาซึ่งอยู่ใกล้กัน แก๊งจักรยานยนต์โจมตีธุรกิจร้านค้าของชาวมุสลิมในวันอาทิตย์…

ไฟเขียว! สิงคโปร์ผ่านร่างกฎหมายจัดการข่าวปลอม

สภานิติบัญญัติแห่งชาติสิงคโปร์ มีมติเสียงข้างมาก รับรองร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจรัฐบาล จัดการข่าวสารและข้อมูลที่ไม่เป็นจริงบนโลกออนไลน์ วันนี้ (9 พ.ค.62) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติของสิงคโปร์มีมติเสียงข้างมาก ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี 72 เสียง ต่อ 9 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ผ่านร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับปัจจุบัน โดยเสียงสนับสนุนทั้งหมดมาจากพรรคกิจประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง และเสียงคัดค้านมาจากพรรคแรงงานสิงคโปร์  ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวในสภาแห่งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายรวมถึงการที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการกำหนดให้เว็บไซต์หรือเพจข่าวออนไลน์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และแก้ไขข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลพิจารณาแล้วพบว่าผิดหรือไม่เหมาะสม และบังคับผู้ประกอบการเครือข่ายสังคมออนไลน์และบริษัทเทคโนโลยีต้องทำแถบข้อความเตือนไว้ใกล้กับข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลพิจารณาแล้วพบว่าไม่เหมาะสม ขณะที่ ประชาชนผู้รับสารควรเพิ่มการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเนื้อหา นอกจากนี้ หากรัฐบาลพิจารณาข้อมูลข่าวสารใดแล้วถือว่าเป็นเท็จ เว็บไซต์หรือเพจที่นำเสนอรายงานนั้น ต้องลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบทันที สำหรับบทลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 23.35 ล้านบาท) โดยบทลงโทษครอบคลุมการกระทำผิดที่เป็นการเปิดใช้บัญชี ซึ่งเรียกว่า บอท เพื่อเจตนาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จด้วย จนถึงขณะนี้ เฟซบุ๊กซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่ที่สุดของโลก ยังไม่แสดงท่าทีต่อกฎหมายดังกล่าวของสิงคโปร์ ส่วนตัวแทนของบริษัทกูเกิ้ลในสิงคโปร์แสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรมของประเทศในระยะยาว ส่วนฮิวแมนไรตส์วอตช์ วิจารณ์ว่าจะยิ่งเป็นการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของชาวสิงคโปร์ให้ยิ่งน้อยลงไปอีก…

สื่อสังคมออนไลน์ร่วมปราบปรามข่าวปลอม

An Indian man browses through the twitter account of Alt News, a fact-checking website, in New Delhi, India, April 2, 2019. สื่อสังคมออนไลน์หลายแห่ง ออกมาตรการต่อสู้กับข่าวปลอมที่แพร่สะพัดในทุกแพลตฟอร์ม ที่มีจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อจุดประสงค์กับผู้รับสารบางกลุ่ม สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก เคลื่อนไหวในการจัดการกับข่าวปลอม ด้วยการใช้เทคโนโลยีและทีมงานหลายพันคนช่วยกันสอดส่องตรวจจับข่าวปลอมที่มีเป้าประสงค์นำเสนอข่าวไปยังบุคคลเฉพาะกลุ่มบนเฟสบุ๊ก ส่วนทวิตเตอร์ เข้าจัดการบ็อท หรือบัญชีปลอมที่ใช้นำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และ Youtube ของบริษัทกูเกิล ได้วางระบบอัลกอริทึ่มสำหรับตรวจจับเนื้อหาวิดีโอที่เข้าข่าย นอกจากนี้ เฟสบุ๊ก ยังร่วมมือกับ FactCheck.org ในการตรวจสอบข้อมูลที่บิดเบือนในเฟสบุ๊กและเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ โดยจะมีนักข่าวจากทางหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะรายงานบนเว็บไซต์ FactCheck.org ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งนำเสนอข้อมูลการตรวจสอบดังกล่าวกับทางเฟสบุ๊กอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เฟสบุ๊กใช้มาตรการกดดันกลุ่มที่นำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อไป FILE – An activist wearing a Facebook CEO Mark…

รัฐสภาออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมายเพื่อรับมือกับการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์

Australia has passed laws aimed at curbing the sharing of violent material on social media. Photograph: Reuters File Photo/Reuters   เมื่อ 4 เม.ย.62 รัฐสภาออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา Sharing of Abhorrent Violent Material เพื่อรับมือกับการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังเหตุการณ์ นาย Brenton Harrison Tarrant ชาวออสเตรเลีย ก่อเหตุกราดยิงมัสยิด 2 แห่ง ในเมืองไคร้สท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ 15 มี.ค.62 และทำการถ่ายทอดสดผ่านสื่อฯ ส่งผลให้ออสเตรเลียเป็นผู้นำในการผลักดันให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายใช้พื้นที่สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือแสดงความเกลียดชัง กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook, Alphabet’s Google ซึ่งเป็นเจ้าของ Youtube หรือ Twitter…