รัฐสภาออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมายเพื่อรับมือกับการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์

Australia has passed laws aimed at curbing the sharing of violent material on social media. Photograph: Reuters File Photo/Reuters   เมื่อ 4 เม.ย.62 รัฐสภาออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา Sharing of Abhorrent Violent Material เพื่อรับมือกับการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังเหตุการณ์ นาย Brenton Harrison Tarrant ชาวออสเตรเลีย ก่อเหตุกราดยิงมัสยิด 2 แห่ง ในเมืองไคร้สท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ 15 มี.ค.62 และทำการถ่ายทอดสดผ่านสื่อฯ ส่งผลให้ออสเตรเลียเป็นผู้นำในการผลักดันให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายใช้พื้นที่สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือแสดงความเกลียดชัง กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook, Alphabet’s Google ซึ่งเป็นเจ้าของ Youtube หรือ Twitter…

กฎใหม่ออสเตรเลียแรง ถ้าบริษัทโซเชียลไม่ลบคอนเทนต์อันตรายออกได้เร็วอาจเจอคุก

ภาพจาก Shutterstock โดย Shuang Li เป็นอีกครั้งที่ออสเตรเลียผ่านกฎหมายแรง ให้โซเชียลมีเดียต้องลบคอนเทนต์อันตรายออกทันที และถ้าเจออะไรที่ผิดกฎหมายในเนื้อหานั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยกฎหมายกำหนดการลงโทษว่าจะปรับ 10% ของกำไรทั้งปีหรือติดคุก 3 ปี กฎหมายดังกล่าวเป็นผลจากคลิปไลฟ์เหตุร้ายที่นิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตาม Sunita Bose กรรมการผู้จัดการของ Digital Industry Group ซึ่งเป็นตัวแทนของ Facebook, Google, Twitter, Amazon และ Verizon ในออสเตรเลียบอกว่ากฎหมายดังกล่าวอาจนำไปสู่การปิดกั้นและฎหมายดูรีบเร่งออกมาโดยไม่ผ่านการหารือจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อน และยังไม่ระบุชัดเจนอีกด้วยว่าระยเวาที่บอกว่าให้ลบออกทันที มันต้องเร็วขนาดไหน ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียก็ผ่านกำหมายลดกำแพงการเข้ารหัส ที่ถือเป็นเรื่องสะเทือนวงการเทคโนโลยี เพราะเปิดช่องให้รัฐสามารถเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชน ——————————————————— ที่มา : VOA Thai / 5 April 2019 Link : https://www.blognone.com/node/109032

เหตุถล่ม 2 มัสยิดนิวซีแลนด์ ทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่า โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้เหตุก่อการร้ายแย่กว่าเดิมหรือเปล่า

REUTERS ขณะที่มือปืนสัญชาติออสเตรเลียบุกเข้าไปกราดยิงในมัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 49 คน เขาบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด และถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก สิ่งที่ตามมาคือความพยายามของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่จะลบวิดีโอดังกล่าวออก แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีคนแชร์ต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างกว้างขวาง ไปปรากฏบนหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำนักข่าวใหญ่ ๆ ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ เมื่อวานนี้ นายเบรนตัน ทาแรนท์ ผู้ต้องสงสัยหลัก ชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ได้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแล้ว เขาจะถูกควบคุมตัวต่อไปและมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 5 เม.ย. ส่วนนางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ประกาศว่า “จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนของเรา” หลังพบว่า ผู้ต้องสงสัยมีปืนถึง 5 กระบอกพร้อมใบอนุญาตพกปืนตามกฎหมาย โซเชียลมีเดียกับการก่อการร้าย หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้งคือ บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ ประสบความล้มเหลวอีกครั้งที่จะจัดการกับเนื้อหาที่มีลักษณะฝ่ายขวาอย่างสุดโต่งบนแพลตฟอร์มของพวกเขา วิดีโอที่คนร้ายเผยแพร่ถูกส่งต่อไปเป็นวงกว้างเรื่อย ๆ ขณะที่หลายฝ่ายก็พยายามเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ซะ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า “นั่นคือสิ่งที่ผู้ก่อการร้ายต้องการ” คนร้ายแชร์อะไรบ้าง…

NYT รายงาน อัยการกำลังสอบสวนที่ Facebook แชร์ข้อมูลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์หลายราย

ภาพจาก Shutterstock โดย michelmond The New York Times รายงานว่า ตอนนี้อัยการกลางกำลังสืบสวนคดีเกี่ยวกับข้อตกลงแชร์ข้อมูลของ Facebook กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยคณะลูกขุนใหญ่ในนิวยอร์กได้ทำการสืบสวนและบันทึกหมายศาลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ผลิตสมาร์ทโฟนอย่างน้อยสองราย ได้ทำข้อตกลงกับ Facebook เพื่อจะได้เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ เช่น รายชื่อเพื่อนและข้อมูลติดต่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจน โฆษกของ Facebook บอกกับ The New York Times ว่าบริษัทได้ให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบและสอบสวนปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และได้เปิดเผยต่อสาธารณะต่อประเด็นข้อสงสัยหลายครั้ง และบริษัทมุ่งจะทำเช่นนั้นต่อไป ประเด็นนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2018 ที่ The New York Times ออกมาเผยว่า Facebook แชร์ข้อมูลผู้ใช้ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายช่วงสิบปีที่ผ่านมา และยังเปิดแชร์อยู่ โดยในตอนนี้ Facebook มีคดีฟ้องร้องค้างคาหลายอย่าง เช่น กระทรวงยุติธรรมกำลังสอบสวนเรื่องข้อมูลหลุดกับบริษัท Cambridge Analytica นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Facebook กำลังเจรจาปรับหลายพันล้านดอลลาร์กับ FTC เกี่ยวกับความล้มเหลวด้านการจัดการความเป็นส่วนตัว และยังมีการสืบสวนเรื่องข้อมูลหลุดในยุโรปที่อาจจบด้วยค่าปรับสูง 1.63 พันล้านดอลลาร์ ————————————————– ที่มา : Blognone…

กลโกงบัตรพลาสติก – มือใหม่ต้องรู้ก่อนเปิดใช้งานบัตร

IN FOCUS บัตรเครดิต เดบิต หรือเอทีเอ็มจะใช้แถบแม่เหล็กในการจัดเก็บข้อมูล ความสะดวกสบายดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะถูกโกง เพราะแถบแม่เหล็กด้านหลังบัตรสามารถทำสำเนาได้ง่ายแสนง่ายโดยใช้เครื่องเล่นเทปที่บ้านท่าน เทปคาสเซ็ทเปล่า และอุปกรณ์อีกนิดหน่อย ก่อนที่บัตรพลาสติกจะได้รับการพัฒนาโดยติดไมโครชิปซึ่งปลอมแปลงได้ยาก ตามมาตรฐานบัตรอัจฉริยะเพื่อการจ่ายเงิน EMV ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการโกงประเภทใหม่คือ ‘การโกงแบบไม่จำเป็นต้องแสดงบัตร (Card-not-present Fraud หรือ CNP)’ หมายถึงการทำธุรกรรมผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์โดยไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรตัวเป็นๆ ให้กับเจ้าของร้านค้า ซึ่งมิจฉาชีพสามารถ ‘ขโมย’ ข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ในการทำธุรกรรม เช่น ชื่อ-สกุล ที่อยู่ หรือหมายเลขหน้าบัตร จากโลกออนไลน์ ข้อควรระวังสำหรับผู้ถือบัตรพลาสติกคือ ห้ามเปิดเผยเลข 3 หลักหลังบัตรเด็ดขาด เช็กเว็บไซต์ให้ดีก่อนกรอก ID และ Password และใช้ระบบจำรหัสอัตโนมัติและเครือข่ายสาธารณะอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ธนาคารออนไลน์ หรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งาน กลโกงบัตรพลาสติกมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ในวันที่เหล่าผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายแบบไร้เงินสด นายธนาคารหรือสถาบันการเงินก็พยายามตอบสนองความต้องการเหล่านั้นโดยหยิบยื่น ‘สิ่งแทน’ เพื่อแสดงตัวตนว่าเขาหรือเธอมีเครดิตหรือเงินในธนาคารมากเพียงพอที่จะชำระค่าสินค้าหรือบริการ แต่ความยุ่งยากที่ตามมาคือการสอบทานว่าลูกค้าคนนั้นคือตัวจริงและบัตรเป็นของจริง เพราะมิเช่นนั้น เหล่านักการเงินก็จะเสียรู้และเสียสตางค์ให้กับเหล่ามิจฉาชีพ การสู้รบปรบมือระหว่างเหล่านายธนาคารกับมิจฉาชีพจึงเป็นสงครามที่ไม่มีวันสงบ ตั้งแต่สมัยแอนะล็อกจนถึงยุคออนไลน์ไร้พรมแดน ในบทความนี้ ผู้เขียนขอพาย้อนกลับไปอ่านพัฒนาการก่อนที่จะมาเป็นบัตรพลาสติก รวมถึงแนวทางรับมือสารพัดกลโกงรูปแบบใหม่ในโลกออนไลน์ที่เหล่ามิจฉาชีพไม่จำเป็นต้องมีบัตรอยู่ในมืออีกต่อไป ที่มาของบัตรพลาสติก…

อดีต จนท.เพนตากอน เตือน ‘กูเกิ้ล’ กำลังก้าวเข้าสู่ ‘ภาวะอันตรายด้านศีลธรรม’

FILE – The logo of Google is pictured during the Viva Tech startup and technology summit in Paris, France, May 25, 2018. อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม หรือ เพนตากอน ตั้งคำถามด้านศีลธรรมกับบริษัทกูเกิ้ล (Google) ในการไม่ต่อสัญญากับโครงการพัฒนาโดรนตรวจจับกับเพนตากอน นายบ็อบ เวิร์ค อดีตรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า พนักงานกูเกิลกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะอันตรายด้านศีลธรรมเสียเอง หลังจากกูเกิลประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า จะไม่ต่อสัญญากับเพนตากอน ในโครงการ Project Maven ที่ใช้ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการตรวจจับและระบุเอกลักษณ์จากภาพที่บันทึกได้จากโดรน พร้อมกันนี้ นายเวิร์ค มองว่า ท่าทีของกูเกิ้ลแฝงเจตนาอื่น เนื่องจากตอนนี้กูเกิ้ลมีโครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในประเทศอื่น รวมทั้งจีน ทั้งนี้ การถอนตัวจากโครงการ Project Maven ที่กูเกิ้ลทำสัญญาพัฒนาโครงการกับเพนากอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014-2017…