‘โซเชียลมีเดีย’ ต้านข้อมูลผิด ๆ จากการเลือกตั้งสหรัฐฯ ได้หรือไม่?

Social Media Fake Activity ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ ได้สัญญาว่าจะจัดการกับข้อมูลผิด ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียพบว่า มาตรการของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับข้อมูลเท็จ หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี (Associated Press) บททดสอบของโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในเช้าวันพุธที่ 4 พ.ย. ในขณะที่ยังมีการนับบัตรคะแนนในรัฐสมรภูมิอย่าง วิสคอนซิน มิชิแกน และเพนซิลวาเนีย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์​ ทรัมป์ แถลงที่ทำเนียบขาว อ้างถึงข้อมูลที่ผิด ๆ เกี่ยวกับผลการนับคะแนน และยังได้โพสท์ข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งบนเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้พยายามบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ และแสดงออกชัดเจนว่าตนต้องการให้ได้ผลการเลือกตั้งเมื่อมีการปิดคูหาเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย. U.S. President Trump speaks to reporters about the 2020 presidential election at the White House…

‘ทวิตเตอร์-เฟซบุ๊ก-กูเกิ้ล’ พร้อมรับมือการบิดเบือนข้อมูลวันเลือกตั้ง

FILE – A woman in Los Angeles looks at the official Twitter account of U.S. President Donald Trump, June 23, 2020 ในวันเลือกตั้งที่ชาวอเมริกันใจจดใจจ่อรอฟังผลว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป บริษัทอินเตอร์เน็ตเช่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ต่างยกระดับการเฝ้าติดตามและกลั่นกรองการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารมากเป็นพิเศษ หลังจากที่บริษัทเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่า ปล่อยให้ผู้ใช้งานที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศปล่อยข่าวบิดเบือนในช่วงการเลือกตั้งเมื่อสี่ปีที่แล้ว นักวิเคราะห์มองว่า บริษัทต่างๆ เริ่มรับมือกับการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้นเมื่อมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 และใช้วิธีดูแลเนื้อหาอย่างทันท่วงทีมากขึ้น เช่น ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการดูแลเนื้อหา สแปนดานา ซิงห์ นักวิเคราะห์นโยบายประจำสถาบัน New America’s Open Technology Institute มองว่า บริษัทอินเตอร์เน็ตนำเทคนิควิธีที่ใช้รับมือข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสมาใช้กับการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็เท่ากับว่า บริษัทเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเดินหน้าหยุดการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนต่อไป หรือจะอนุญาตให้ผู้ใช้งานแสดงความเห็นของตนซึ่งอาจมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จ ในประเด็นนี้ ซิงห์มองว่า บริษัทอินเตอร์เน็ทมีวิธีดูแลเนื้อหาอย่างแยบยลมากขึ้นกว่าการเอาเนื้อหาออกจากพื้นที่ของตน เช่น ขึ้นแถบแจ้งผู้ใช้งานว่าเนื้อหาดังกล่าวมีประเด็นน่ากังขา อย่างไรก็ตาม ซิงห์กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เปิดเผยวิธีการกรองข้อมูลอย่างโปร่งใส…

Telegram คืออะไร ปลอดภัยแค่ไหน มีอะไรเด่น

ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันส่งข้อความให้เลือกใช้หลายแอป ไม่ว่าจะเป็นแอปยอดฮิตในไทยอย่าง LINE แอปสากลอย่าง WhatsApp หรือแอปสายจีนอย่าง WeChat และอีกแอปหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ใครก็คือ Telegram Telegram คืออะไร Telegram เป็นแอปพลิเคชันส่งข้อความที่ก่อตั้งโดยสองพี่น้องชาวรัสเซีย ชื่อ Pavel Durov และ Nikolai Durov ในปี 2013 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้กำเนิด “VK” เครือข่ายสังคมออนไลน์สัญชาติรัสเซียมาแล้ว ด้านโมเดลธุรกิจ Telegram เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้ฟรี 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่มีทางเลือกให้ต้องจ่ายค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น โดยมี Pavel เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนจำนวนมหาศาล Telegram ให้ข้อมูลว่าเงินจำนวนนี้ยังเพียงพอ แต่หากประสบปัญหาในอนาคตก็อาจเพิ่มทางเลือกแบบเสียเงินเข้ามา อย่างไรก็ตาม Telegram จะไม่พุ่งเป้าที่การแสวงผลกำไร เมื่อเดือนเมษายน 2563 Telegram มีผู้ใช้ต่อเดือนอยู่ที่ 400 ล้านคน มีผู้ใช้ใหม่อย่างต่ำ 1.5 ล้านคนต่อวัน และมีสติ๊กเกอร์ให้ใช้งานกว่า 2 แสนชุด Telegram ปลอดภัยแค่ไหน Telegram โฆษณาตัวเองว่ามีความปลอดภัยกว่าแอปพลิเคชันกระแสหลักอย่าง…

รู้จักแอปพลิเคชัน Telegram อาวุธไซเบอร์ประจำม็อบ 18 ตุลา

การประกาศของกลุ่มเยาวชนปลดแอก (FreeYouth) และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เพิ่มช่องทางการติดตามนอกจากเพจใหม่แล้ว ไปยังช่องทางของแอปพลิเคชัน Telegram จนทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า Telegram คืออะไร? อันที่จริงแล้ว Telegram เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมานานแล้ว โดยเริ่มปล่อยดาวน์โหลดครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2013 จากวันนี้ก็เป็นเวลา 7 ปีกว่าที่แอปพลิเคชันนี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พาเวล ดูรอฟ Telegram ก่อตั้งโดยทีมนักพัฒนา 3 คน ได้แก่ นิโคไล ดูรอฟ, พาเวล ดูรอฟ และอักเซล เนฟฟ์ โดยที่ พาเวล ดูรอฟ รับหน้าที่เป็นซีอีโอ จุดมุ่งหมายของแอปพลิเคชัน Telegram โดยหลักแล้วมีเพียงข้อเดียว นั่นคือ พวกเขาต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันที่แม้แต่สายลับรัสเซียไม่สามารถ “แฮก” ได้ เนื่องจากในอดีตที่ครั้งหนึ่ง พาเวล ดูรอฟ เคยเป็นเจ้าของโซเชียลมีเดียที่มีชื่อว่า VKontakte หรือ VK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่กลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลรัสเซียใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการติดต่อสื่อสาร จนนำมาสู่การถูก Mail.ru บริษัทที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียเข้ามาแทรกแซง และซื้อธุรกิจโซเชียลมีเดีย VK ไปในที่สุด…

สหรัฐเตือนทวิตเตอร์เร่งยกเครื่องความปลอดภัยไซเบอร์

ทวิตเตอร์ได้รับการแนะนำให้สร้างกรอบการกำกับดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ใหม่ หลังจากทางการสหรัฐตรวจสอบพบว่า ทวิตเตอร์ไม่มีการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพียงพอ อีกทั้งยังไม่มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของข้อมูลเมื่อบัญชีผู้ใช้งานของบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีหลายแห่ง และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงหลายรายถูกแฮกเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ปีนี้ ลินดา เอ.เลซเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางการเงินในสังกัดกระทรวงบริการทางการเงินแห่งรัฐนิวยอร์ก (ดีเอฟเอส) กล่าวว่า “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำอย่างรวดเร็ว แต่กลับยังไม่มีผู้ควบคุมดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ของทวิตเตอร์อย่างเพียงพอ ข้อเท็จจริงที่ว่าทวิตเตอร์สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีที่ไม่ซับซ้อนนั้นแสดงให้เห็นว่า การกำกับดูแลด้วยตัวเองไม่ใช่คำตอบ” รายงานระบุว่า แฮกเกอร์หลายรายเข้าถึงระบบของทวิตเตอร์ด้วยการโทรศัพท์หาพนักงานของบริษัท และอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากแผนกไอทีของทวิตเตอร์ หลังจากแฮกเกอร์หลอกพนักงาน 4 คนให้แจ้งข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบแก่พวกเขา พวกเขาก็ได้ขโมยบัญชีทวิตเตอร์ของนักการเมือง คนดัง และผู้ประกอบการหลายราย รวมถึงบารัก โอบามา, คิม คาร์แดเชียน เวสต์, เจฟฟ์ เบซอส, อีลอน มัสก์ และบริษัทระบบเงินตราเข้ารหัสหลายแห่ง ซึ่งบัญชีเหล่านี้มีผู้ติดตามหลายล้านคน “การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามาในอีกไม่ถึง 30 วัน เราต้องมุ่งมั่นกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ให้มากขึ้น เพราะความสมบูรณ์ของการเลือกตั้งและตลาดของเรายึดโยงอยู่กับสิ่งนี้ จะเห็นได้ว่าการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพของบริษัทระบบเงินตราเข้ารหัสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงฯ มีการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโต และปกป้องผู้บริโภคไปพร้อมกันได้มากเพียงใด” เลซเวลล์กล่าว สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในปี 2562 ทวิตเตอร์มีผู้ใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 330 ล้านคนต่อเดือน โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยพิวระบุว่า71% ของชาวอเมริกันบนทวิตเตอร์ใช้แพลตฟอร์มนี้ติดตามข่าวสาร และ 42%…

การสร้างหรือแชร์ข่าวปลอม มีความผิดตามกฎหมาย!

การนำข้อมูลปลอม ข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการปลอมทั้งหมด หรือแค่บางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านั้น ล้วนมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ ตัวอย่างของการกระทำ ที่เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 – โพสต์ข้อมูลปลอม ทุจริต หลอกลวง เช่น ข่าวปลอม โฆษณาธุรกิจลูกโซ่ที่หลอกลวงเอาเงินลูกค้า และไม่มีการส่งมอบของให้จริง เป็นต้น มีความผิดตามมาตรา 14(1) – โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่งคงปลอดภัย มีความผิดตามมาตรา 14(2) – โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ก่อการร้าย มีความผิดตามมาตรา 14(3) – โพสต์ข้อมูลลามก ที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีความผิดตามมาตรา 14(4) – เผยแพร่ ส่งต่อข้อมูล ที่รู้แล้วว่าผิด เช่น กด Share ข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีนี้ก็ถือว่ามีความผิด มีความผิดตามมาตรา 14(5) หากการกระทำในลักษณะดังกล่าวข้างต้น…