มิล้าสมัยแม้จะห้ามใช้โทรศัพท์

  โทรศัพท์อัจฉริยะ เป็นเครื่องใช้ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบัน ถึงขั้นขาดไม่ได้จนกลายเป็นเสมือนปัจจัยที่ 5 แล้ว   แต่รัฐบาลและโรงเรียนเนเธอร์แลนด์เพิ่งประกาศว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปโรงเรียนจะห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน ยกเว้นสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจำพวกด้านสุขภาพและในวิชาที่เกี่ยวกับการเพิ่มทักษะทางเทคโนโลยีดิจิทัล โรงเรียนแต่ละแห่งจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติตามแนวที่ตนเห็นว่าเหมาะสม   นโยบายใหม่นี้ยังไม่มีกฎหมายใช้บังคับ หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปีจึงจะมีการประเมินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปรวมทั้งการจะตรากฎหมายใหม่ออกมาบังคับใช้หรือไม่ด้วย เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศยุโรปล่าสุดที่ประกาศนโยบายแนวนี้หลังจากฟินแลนด์ทำล่วงหน้าไป 1 สัปดาห์ มีรายงานว่าอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังพิจารณาว่าจะทำเช่นนั้นด้วยหรือไม่   ประเทศต่าง ๆ อ้างผลการวิจัยที่สรุปว่า การอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเรียนขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ เพราะมันทำลายสมาธิของนักเรียน ข้อสรุปนี้น่าจะเป็นที่ประจักษ์มานานก่อนการวิจัยแล้ว   โรงเรียนจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา จึงห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ตั้งแต่ครั้งโทรศัพท์จำพวกนี้เริ่มมีใช้อย่างแพร่หลาย ก่อนที่จะกลายมาเป็นโทรศัพท์อัจฉริยะ   รัฐบาลกลางอเมริกันไม่มีคำสั่ง หรือนโยบายจากส่วนกลางว่าโรงเรียนจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นงานของรัฐบาลท้องถิ่น   ในปัจจุบัน โรงเรียนอเมริกันใช้แนวปฏิบัติต่อการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนต่างกันโดยส่วนใหญ่ห้ามใช้ อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดของการห้ามมีความแตกต่างกัน เช่น ในย่านนอกกรุงวอชิงตันอันเป็นเมืองหลวง บางโรงเรียนเข้มงวดมากถึงกับยึดโทรศัพท์และกักตัวนักเรียนผู้ละเมิดข้อห้าม   แม้เด็กจะทำผิดครั้งแรกก็ตาม จนกว่าผู้ปกครองจะไปลงชื่อรับรู้ความผิดของเด็กและรับเด็กกลับบ้านด้วยตัวเอง ตัวอย่างนี้น่าจะชี้ว่า นักเรียนอเมริกันมิได้มีอิสระสารพัดที่จะทำอะไรก็ได้ดังชาวไทยมักเข้าใจกัน การบังคับใช้ข้อห้ามต่าง ๆ เขาทำกันอย่างเข้มงวด   สำหรับประเทศในยุโรป เช่น…

เยอรมนีควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 ราย ฐานก่อตั้งกลุ่มก่อการร้ายคล้าย ISIS

  สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตำรวจเยอรมันได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 7 รายในวันที่ 6 ก.ค. ในข้อหาก่อตั้งองค์กรก่อการร้าย โดยมีจุดประสงค์เพื่อออกปฏิบัติการโจมตีคล้ายกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) อัยการเยอรมันระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยชาวเติร์กเมน ชาวทาจิกิสถาน และชาวคีร์กีซถูกจับกุมในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน ทางตะวันตกของเยอรมนี โดยผู้ต้องสงสัยทั้งหมดรู้จักกันมานานและเดินทางเข้าประเทศผ่านทางยูเครนไม่นานหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มขึ้นในปี 2565   รายงานระบุว่า พวกเขาก่อตั้งองค์กรก่อการร้ายเมื่อเดือน มิ.ย. 2565 และมองหาเป้าหมายในเยอรมนีมาตลอด รวมถึงพยายามจัดหาอาวุธ แต่ในช่วงที่ถูกจับกุม ยังไม่มีแผนการโจมตีชัดเจน   อย่างไรก็ดี ผู้ต้องสงสัยชาวคีร์กีซ 1 ราย ที่ถูกจับกุมในเยอรมนีได้รวบรวมเงินให้แก่กลุ่ม ISIS ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2565 และโอนไปยังกลุ่มดังกล่าวในต่างประเทศบ่อยครั้ง   ขณะเดียวกัน ทางการเนเธอร์แลนด์ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 2 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวในวันที่ 6 ก.ค. โดยเป็นชายจากทาจิกิสถานและภรรยาชาวคีร์กีซ ซึ่งอาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 2565   ทั้งนี้ อัยการเนเธอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า ชายคนดังกล่าวต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม ISIS และได้รับคำสั่งให้วางแผนโจมตี แม้ว่าแผนจะยังไม่เป็นรูปธรรมก็ตาม…

เนเธอร์แลนด์เตรียมออกกฎหมายคัดกรองนักศึกษาต่างชาติที่เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

    เว็บไซต์ Financial Times รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.66 ว่า หลายมหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ไม่อนุมัติปริญญาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับนักศึกษาของจีนบางคน ลดจำนวนนักศึกษาจีน และลดความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยในจีน เนื่องจากเกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน (China Scholarship Council : CSC) ซึ่งผู้รับทุนต้องสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเดินทางกลับจีนภายใน 2 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษา รวมถึงรายงานตัวต่อสถานทูตจีนในประเทศที่ศึกษา ด้านนาย Robbert Dijkgraaf รมว.ศธ.ของเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้บุคคลที่ได้รับทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนเข้ารับการศึกษา และได้ทำการตรวจสอบว่ามีนักวิจัยจาก CSC กี่คนและทำงานอยู่ในสาขาใดในเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งกำลังเตรียมออกกฎหมายคัดกรองบุคลากรทางการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะบุคคลที่เข้าถึงพื้นที่หวงห้ามและเทคโนโลยีละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการจารกรรม นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังได้รับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในการจำกัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีนด้วย       —————————————————————————————————————————————— ที่มา :                     …

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ขีดเส้นตาย เน็ตเวิร์ครัฐบาลต้องใช้ RPKI ป้องกันการขโมยทราฟิกภายในปี 2024

    รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศขีดเส้นตายเตรียมบังคับหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดต้องรองรับกระบวนการยืนยันเส้นทางเน็ตเวิร์ค หรือ Resource Public Key Infrastructure (RPKI) ภายในสิ้นปี 2024 ทำให้ตอนนี้หน่วยงานต่างๆ ที่กำลังทำเรื่องจัดซื้อต้องเพิ่มเงื่อนไขนี้เข้าไปในการจัดซื้อแล้ว   ที่ผ่านมาทราฟิกเชื่อมต่อของรัฐบาลเคยถูกประกาศเส้นทางโดย ISP รายอื่นทำให้ทราฟิกถูกดึงมาแล้วหลายครั้ง แม้จะเป็นการคอนฟิกผิดพลาดแต่การเปิดช่องทางให้คนร้ายสามารถดึงทราฟิกไปได้ก็เป็นความเสี่ยง เน็ตเวิร์คกระทรวงต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์เคยถูกดึงทราฟิกไปเมื่อปี 2014 หรือข่าวใหญ่เช่นกูเกิลเองเคยถูกดึงทราฟิกจนเว็บดับในปี 2018   RPKI ทำให้เราท์เตอร์ของ ISP อื่นๆ สามารถยืนยันได้ว่าเส้นทางที่ประกาศมานั้นถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมา Cloudflare พยายามเรียกร้องให้ ISP ทั่วโลกประกาศ RPKI ให้ถูกต้องจะได้ยืนยันได้ว่าจะเชื่อ RPKI เท่านั้น ISP อื่นไม่สามารถประกาศเส้นทางมั่วๆ ได้           ที่มา  Forum Standardization           —————————————————————————————————————————————— ที่มา…

เนเธอร์แลนด์สั่งขับนักการทูต-ปิด สนง.การค้ารัสเซีย หลังพบหลักฐานรัสเซียส่งสายลับเข้าประเทศ

    ทางการเนเธอร์แลนด์ออกคำสั่งให้นักการทูตรัสเซียหลายคนเดินทางออกจากประเทศภายใน 2 สัปดาห์ ให้ปิดสำนักงานการค้าของรัสเซียที่อัมสเตอร์ดัมภายในวันอังคาร (21 ก.พ.66) และลดจำนวนนักการทูตที่สถานทูตรัสเซียในกรุงเฮก ให้มีจำนวนเท่ากับจำนวนนักการทูตของเนเธอร์แลนด์ในกรุงมอสโก เนื่องจากมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ารัสเซียพยายามส่งสายลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ และหน่วยงานเฝ้าระวังอาวุธเคมีทั่วโลก   นายวอปเก ฮุกสตรา รัฐมนตรีการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า มีการใช้มาตรการหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่รัสเซียยังคงพยายามส่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมาเนเธอร์แลนด์ภายใต้การปกปิดทางการทูต ทำให้การติดต่อกับรัสเซียทำได้ยากกว่าเดิม   ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่ากำลังพิจารณามาตรการตอบโต้   ก่อนหน้านี้ เนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า รัสเซียปฏิเสธที่จะให้วีซ่านักการทูตแก่เจ้าหน้าที่สถานกงสุลเนเธอร์แลนด์ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และสถานทูตในกรุงมอสโก   หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนได้ไม่นาน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศว่าจะปิดสถานกงสุลในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองรัสเซีย 17 คน เดินทางออกประเทศ ก่อนที่รัสเซียจะตอบโต้ด้วยการให้นักการทูตเนเธอร์แลนด์ 15 คน เดินทางออกจากประเทศ               ————————————————————————————————————————- ที่มา :       …

จีนปัดลอบผุดสถานี ตร.ลับต่างแดนหลังถูกแฉ หวั่นใช้คุกคาม-ตามจับผู้ลี้ภัย

  จีนปัดลอบผุดสถานีตร.ลับต่างแดนหลังถูกแฉ – วันที่ 27 ต.ค. เอพีรายงานว่า ทางการจีนลักลอบตั้งสถานีตำรวจต่างแดนในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้นักสิทธิมนุษยชนหวาดเกรงว่าจะถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการเพื่อคุกคามและติดตามจับกุมผู้ลี้ภัยในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก   ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านรายงานของกลุ่ม Safeguard Defenders ชื่อรายงานว่า 110 Overseas. Chinese Transnational Policing Gone Wild ระบุถึงสถานีตำรวจ 110 แห่ง ของทางการจีนที่ตั้งขึ้นในหลายประเทศ   ตำแหน่งที่ตั้งของสถานีตำรวจลับ 110 แห่ง ของทางการจีนทั่วโลกจากรายงานของกลุ่ม Safeguard Defenders   รายงานดังกล่าวสะท้อนถึงกระแสความกังวลของนานาชาติต่ออิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีต่อชาวจีนที่พำนักอยู่ในต่างแดน บางครั้งขัดต่อกฎหมายของบางชาติ รวมถึงการกัดเซาะบ่อนทำลายสถาบันในระบอบประชาธิปไตยและการจารกรรมทางเศรษฐกิจตลอดจนความลับอื่น ๆ   การเปิดเผยเกิดขึ้นหลังทางการเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า กำลังดำเนินการตรวจสอบถึงตัวตนของสถานีตำรวจจีน 2 แห่ง ที่มีอยู่ในนครอัมสเตอร์ดัมและรอตเทอร์ดาม   กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ไม่เคยได้รับการแจ้งเรื่องนี้จากทางการจีนและหากตรวจสอบพบว่ามีสถานีเหล่านี้ของจีนมีอยู่จริงก็จะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป   ทางการเนเธอร์แลนด์ ระบุด้วยว่า หากข้อมูลจากรายงานของกลุ่ม Safeguard…