MI5 เตือนนักการเมืองอังกฤษระวังการสอดแนม

Bloomberg รายงานว่า หน่วยงานบริการความมั่นคงภายในประเทศของสหราชอาณาจักร (The UK’s domestic security service) หรือ MI5 ได้ออกคำเตือนถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของตนว่า กำลังตกเป็นเป้าหมายของสายลับจาก จีน (China), รัสเซีย (Russia) และ อิหร่าน (Iran) ในความพยายามที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยของอังกฤษ

“สหราชอาณาจักร” เผชิญภัยไซเบอร์พุ่ง 50% ในรอบปี MI5 เตือนภัยการแทรกแซงจากต่างชาติ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 06.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหราชอาณาจักร (National Cyber Security Center – NCSC) เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากกลุ่มอาชญากรและรัฐศัตรู หลังเกิดเหตุโจมตีระบบของหลายบริษัทใหญ่ ตั้งแต่ Jaguar Land Rover, Marks & Spencer, ไปจนถึงบริษัทในอุตสาหกรรมการบิน

ทำไมบางประเทศหันมา ‘จ้างคนนอก’ แบบ ‘Gig Economy’ จารกรรมข้อมูล-สอดแนมออนไลน์

มีบทความที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่หน่วยข่าวกรองรัฐบาลต่างๆ เริ่มจ้างงานกลุ่มคนแบบพาร์ตไทม์ หรือฟรีแลนซ์ ให้ช่วยทำการจารกรรมออนไลน์ (Cyberespionage) แทนการใช้เจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ทำให้รัฐเหล่านี้ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ง่ายขึ้นเวลาที่คนเหล่านี้ถูกจับกุม ลดความเสี่ยงด้านการทูต และต้นทุน ขณะเดียวกัน ทำให้แก๊งอาชญากรได้เข้าถึงข้อมูลรัฐเพิ่มขึ้น กลายเป็นสงครามผสมผสานที่รวมระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติ และปฏิบัติการรัฐ เข้าไปไว้ด้วยกัน

โปแลนด์โดนโจมตีทางไซเบอร์วันละ 2,000–4,000 ครั้ง เชื่อรัสเซียมีเอี่ยว

กระทรวงดิจิทัลของโปแลนด์เปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโปแลนด์ถูกโจมตีทางไซเบอร์จากรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยข่าวกรองทางทหารของรัสเซียได้เพิ่มทรัพยากรสำหรับการโจมตีโปแลนด์ในปีนี้มากขึ้น 3 เท่า

เยอรมนีเตรียมออกกฎหมาย “ให้อำนาจตำรวจ” ยิงโดรนละเมิดน่านฟ้า

เยอรมนีเตรียมออกกฎหมาย – รอยเตอร์ รายงานวันที่ 9 ต.ค. ว่า เยอรมนี จะให้อำนาจแก่ตำรวจในการยิงโดรนที่ละเมิดกฎจราจร เช่นเดียวกับ โดรน ที่ก่อกวนสนามบินทั่วภูมิภาคยุโรป ส่วนผู้นำชาติยุโรปบางส่วนกล่าวหาว่าเป็นผลมาจากสงครามลูกผสมที่รัสเซียก่อขึ้น

EU เดินหน้าจำกัดการเดินทางนักการทูตรัสเซีย หลังพบพัวพันปฏิบัติการจารกรรมในยุโรป

บรรดารัฐบาลของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เห็นพ้องร่วมกันในการจำกัดการเดินทางของนักการทูตรัสเซียภายในภูมิภาค เพื่อตอบโต้ต่อความพยายามก่อวินาศกรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหน่วยข่าวกรองชี้ว่า มักมีสายลับรัสเซียปฏิบัติการภายใต้สถานะทางการทูตอยู่เบื้องหลัง